เกิดใหม่เป็นไอ้เจิด

    ตอนที่หกสิบห้า อาหารไม่อร่อยคือความฟุ่มเฟือย

    ตอนที่หกสิบห้า อาหารไม่อร่อยคือความฟุ่มเฟือย

    พระภิกษุท่านหนึ่งเคยเล่าว่า

    “เมื่อคนเราไม่อดมันก็ไม่อยาก”

    แต่ก่อนเคยอยู่บ้านป่าอยากกินของหวานมันอยากไปหมด

    แต่ตอนอยู่ในเมืองได้ทานอาหารพวกนั้นตลอดของดีดีบางครั้งก็บอกพวกลูกศิษย์ว่าไม่ต้องลำบากหรอกมันไม่อยากอะไรแล้ว

    ความจริงที่พวกเราทุกคนกำลังแสวงหากามราคะและตัณหาไม่สามารถออกบวชอย่างพระพุทธเจ้าได้ก็เพราะพวกเรายังไม่เคยมีฮาเร็มเป็นของตนเองและปราสาทสามฤดูเป็นของตนเอง

    เบื้องลึกจากใจของผมต้องการโลกที่เราให้ขนมคุกกี้กับนมกินทุกคนก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา

    แต่เราอยู่ในโลกที่ให้อาหารกับผู้คน

    ผู้คนจะยกมือบูชาท่วมหัว

    นี่คือสภาพของสังคมที่ยากแค้นแล้ว

    การกระทำที่ปรกติควรจะทำที่สังคมพึงจะกระทำต่อกันกลับถูกยกย่องดั่งวีรบุรุษ

    รักษากฎหมายตามหน้าที่ควรจะเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างเปาบุ้นจิ้น

    กลับกลายเป็นเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม

    แสดงออกให้เห็นแล้วว่าสังคมฉ้อฉลแค่ไหนอย่างที่เต๋าเต้อจิ้งว่าเอาไว้

    ว่าบ้านแตกสาแหรกขาดจึงก่อเกิดบุตรกตัญญู

    แผ่นดินกลียุคจึงก่อเกิดตงฉิน

    หากแผ่นดินมีอาหารการกินสมบูรณ์

    ชาวสวนแม่ลูกสามที่ป้อนซาลาเปาไส้หมูแก่เจ้าก้อนแป้งก็จะเป็นเรื่องธรรมดา

    หากเจ้าก้อนแป้งปาทิ้งบอกว่าไม่อร่อยมองว่าซาลาเปานึ่งไม่ดีต่างหากถึงจะแสดงว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์

    เพราะความอร่อยคือความฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่ง

    “แดกอะไรก็แดกไปเถอะ”

    คือสิ่งที่มักจะพูดกัน

    ทำให้พวกชนชั้นสูงที่มีประสบการณ์การกินอาหารต่างๆถึงทำเรื่องเช่นการวิจารณ์อาหารเป็นอาชีพได้ในอดีต

    แต่ไอทูบเบอร์ของปัจจุบันนั้นโดนโรงแรมหรือร้านอาหารไล่หาว่ามากินฟรีเพราะพวกเขาไม่ต้องพึ่งนักวิจารณ์อาหารอีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

    แทนที่จะเป็นอย่างอดีตที่แต่ละร้านอาหารหรือโรงแรมต้องใส่ซองไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาทเพื่อให้ได้ตรารับรองว่าอาหารอร่อยต่างๆนานา

    การกระทำและนิสัยใจคอของคนเปลี่ยนไปเมื่อมีทางเลือกมากขึ้น

    เมื่อเห็นอาหารเหลือทิ้งจำนวนมหาศาลผมน้ำตาไหลเสมอ

    ไม่ใช่เพราะเสียดายที่คนในแอฟริกาที่อดอยากไม่ได้กินแต่ดีใจว่าเรามาไกลถึงขนาดนี้แล้วนะ

    ไม่ต้องไปทานอาหารที่ชาวสวนแม่ลูกสามทำก็ดีใจราวกับเทพเจ้ามาโปรดแล้ว

    นี่ล่ะคือความสำเร็จของสังคมปัจจุบัน

    ที่เด็กปาชานมไข่มุกทิ้งได้เพราะไม่อร่อย

    มากกว่าเจ้าก้อนแป้งของชาวสวนแม่ลูกสามที่มีซาลาเปากินก็ดีใจจนน้ำตาไหล

    ผมมองดูการกินที่ไม่สุภาพแต่กลับไม่มีข้าวเหลือสักเม็ดหรือคราบน้ำผึ้งก็แทบจะโดนบาบูและบาบอนเลียจนหมดจาน

    หัวใจของผมเหมือนโดนฉีกขาดในบางส่วน

    ว่านี่คือสังคมที่เราอยู่ ณยุคหกศูนย์นี้

    “อร่อยมากเลยจ๊ะนายจ๋าฉานจะไม่ลืมพระคุณนายจ๋าเลยบุกน้ำลุยไฟพวกฉานจะนำหน้านายจ๋าหากมีภยันตรายหอกดาบใดใด พวกฉานจะรับก่อนนายจ๋า”

    บาบูและบาบอนสำนึกบุญคุณไอ้เจิดราวกับบิดามารดาไม่ต่างกับเจ้าก้อนแป้งที่ได้กินซาลาเปาไส้หมูของชาวสวนแม่ลูกสาม

    ผมกล่าวตอบบาบูและบาบอนด้วยน้ำตารื้นเล็กน้อย

    “ข้าก็จะเลี้ยงอาหารพวกเอ็งจนกว่าพวกเอ็งจะเบื่อไม่อยากกินเลยล่ะ”

    ทุกคนก็หัวเราะกัน

    อาจารย์คงที่ดื่มบรั่นดีจากขวดถึงแทบพ่นออกมาถึงกับตบเข่าฉาด

    “บ๊ะ ไอ้นี่ สำมะคัญนัก ฮา ฮา ฮา”

    แล้วทุกคนก็หัวเราะร่วนกันอีกครั้ง

    บาบูกับบาบอนถึงกับขำท้องแข็ง

    มีด้วยหรือคนที่ไม่อยากกินอาหารนี่?

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นไอ้เจิด ที่คุณอ่าน