กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 54 เรื่องราวของสมบัติ

        ผ่านไปกว่าหลายนาทีแล้วที่แอเรียสยังคงจ้องมองแผ่นหนังสัตว์ผืนนั้นอย่างไม่วางสายตา  แม้มันจะดูเป็นเพียงแค่แผ่นหนังสัตว์เก่าๆผืนหนึ่งแต่มันกลับมีพลังเวทจางๆแผ่ออกมาอย่างน่าพิศวง    

     

         “ เจ้าเข้าใจความหมายของมันอย่างนั้นรึ“

     

         ลูเซียสขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นท่าทางแอเรียสที่จ้องมองแผ่นหนังสัตว์ในมือโดยไม่ละสายตาไปไหนจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม 

     

         “ เปล่าหรอกข้าก็แค่เห็นมันเป็นภาษาที่ดูแปลกตาดีก็เท่านั้น  ข้าเองก็พอจะศึกษาด้านภาษาต่างๆมาบ้างแต่ดูเหมือนภาษาที่เขียนอยู่บนแผ่นหนังสัตว์ของเจ้าข้าจะไม่สามารถเข้าใจมันได้จริงๆ“

     

         แอเรียสส่ายหัวพร้อมกับยิ้มแห้งๆออกมาอย่างจนใจก่อนจะส่งแผ่นหนังสัตว์ผืนนั้นให้กับลูเซียสไป แม้ภายนอกจะแสดงออกมาคล้ายกับผู้ที่ไม่รู้เรื่องราวใดๆ  เขาทำราวกับเด็กน้อยที่หยิบหนังสือตำราเวทมนตร์ยากๆขึ้นมาอ่านแล้วไม่สามารถไม่รู้เรื่องราวใดๆในหนังสือเลยแม้แต่น้อย  ถึงแม้จะแสดงออกมาเช่นนั้นแต่ภายในใจกลับเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นและลิงโลด  ภาษาโบราณที่เขียนอยู่บนหนังสัตว์ผืนนั้นแม้จะเป็นสิ่งที่ยากเย็นสำหรับผู้อื่นแต่สำหรับแอเรียสแล้วนี่ช่างเป็นสิ่งที่ง่ายดายนัก หากตระกูลมัลเลอร์ที่ใช้เวลานับสิบปีในการถอดข้อความมารู้เข้าคงเจ็บใจไม่ใช่น้อย

     

         “ เจ้าจะไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก  นี่เป็นภาษาโบราณวิธีอ่านเขียนก็เลือนหายไปนานแล้ว  ขนาดตระกูลของข้ายังใช้เวลาอยู่เนิ่นนานกว่าจะถอดความเหล่านี้ออกมาได้“

     

         ลูเซียสเอ่ยอธิบายออกมาพร้อมกับมองไปที่แผนหนังสัตว์ในอย่างภาคภูมิใจ แผนหนังสัตว์ผืนนี้อาจจะนับเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของตระกูลมัลเลอร์ก็ว่าได้  แม้ภายนอกจะแสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมาแต่ภายในใจของลูเซียสนั้นกลับกำลังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ความจริงแล้วยังมีข้อความอีกบางส่วนที่ตระกูลมัลเลอร์ถอดความออกมาได้   ข้อความเหล่านั้นล้วนเป็นคำบอกใบ้ซึ่งชี้หนทางไปสู่สมบัติที่ซุกซ่อนเอาไว้ในดินแดนภูตสวรรค์ซึ่งเขาไม่ได้บอกให้แอเรียสได้รับรู้  สิ่งที่เขาบอกกับแอเรียสไปมีเพียงข้อความที่บอกให้รู้ว่ามีสมบัติล้ำค่าอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์ก็เพียงเท่านั้นแต่มันไม่อาจจะนำพาไปสู่สมบัตินั่นได้

     

         “ ในเมื่อข้าอ่านข้อความพวกนี้ไม่ออกแล้วข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้เอ่ยวาจาโป้ปดหลอกลวงข้า  หากข้อความเหล่านี้ที่เจ้าเอ่ยออกมาเป็นเพียงสิ่งโกหกหลอกลวงหรือคำพูดที่เจ้าสรรค์สร้างมันขึ้นมาเองกันเล่า“

     

         แอเรียสหันไปถามลูเซียสด้วยสายตาที่ดูเคลือบแคลง   

     

         “ ข้าขอเอาเกียรติของตระกูลมัลเลอร์เป็นเครื่องยืนยันคำพูดของข้า แผ่นหนังสัตว์ผืนนี้เจ้าเองก็คงรู้ดีว่ามันไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน ส่วนข้อความเหล่านั้นก็หาใช่สิ่งที่โกหกหลอกลวงไม่  ทุกข้อความที่ข้ากล่าวไปล้วนแต่เป็นความจริงอย่างแน่นอน“     

     

         ลูเซียสเอ่ยอธิบายออกมา ในคราแรกเขาก็ยังคงสงสัยกับปฏิกิริยาของแอเรียสยามที่มองไปยังแผ่นหนังสัตว์  ภายในใจของเขามีความคิดเล็กๆเกิดขึ้นว่าบางทีแอเรียสอาจจะอ่านข้อความบางอย่างบนแผ่นหนังสัตว์ได้  แต่เมื่อเห็นท่าทางที่ดูสงสัยเคลือบแคลงของแอเรียสเขาจึงได้คลายความสงสัยลง

     

         “ หวังว่าคนของตระกูลมัลเลอร์คงเป็นผู้ที่มีเกียรติมากพอ“

     

          แอเรียสเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ

     

         “ แล้วสมบัติที่เจ้าเอ่ยถึงชิ้นนี้มันคือสิ่งใดกัน? เจ้าคงไม่ได้ไปเดินตามหาสมบัติโดยไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดหรอกใช่ไหม  “

     

         แอเรียสเอ่ยวาจาถามต่อ  แม้เขาจะอ่านข้อความบนแผ่นหนังสัตว์ออกทั้งหมดแต่เขาก็ยังคงสงสัยอยู่เช่นกันว่าสมบัติชิ้นนั้นมันคือสิ่งใด  คำบอกใบ้ที่กล่าวถึงลักษณะของสมบัติชิ้นนั้นก็มีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นจึงทำให้เขาเองก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่

     

         “ เกี่ยวกับสมบัติชิ้นทีบางทีเจ้าอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวของมันมาก่อน มันคืออาวุธที่แข็งแกร่งกว่าอาวุธทุกชิ้นในเมืองเบอเนียร์ มันแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าหอกวารีสวรรค์ของท่านดยุคโคเว่นเสียอีก มันคืออาวุธที่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของมันเอง  และมันจะยอมรับผู้เป็นนายของมันเพียงคนเดียวเท่านั้นและเมื่อมันยอมรับนายของมันแล้วดวงวิญญาณของมันจะเชื่อมต่อกับนายของมันไปจนกว่านายของมันจะตายลง  มันคือ ‘ อาวุธที่มีจิตวิญญาณ ’  มันช่างเป็นอาวุธที่งดงามและน่าหลงใหลยิ่งนัก “

     

          ลูเซียสเอ่ยอธิบายออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกายวาบวับด้วยความลุ่มหลงในความแข็งแกร่งของอาวุธชิ้นนั้น เขาเองเคยศึกษาเรื่องราวของอาวุธที่มีจิตวิญญาณมาตั้งแต่เมื่อยามที่เขายังเป็นเด็ก มันเป็นอาวุธที่เขาฝันใฝ่อยากจะครอบครองสักชิ้นหนึ่งให้จงได้ แต่น่าเสียดายยิ่งนักที่เขาไม่สามารถตามหาอาวุธที่มีจิตวิญญาณได้จากเมืองเบอเนียร์เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เขามักจะไปที่โรงประมูลสายหมอกอยู่เป็นประจำเพื่อหวังว่าจะมีผู้คนนำอาวุธที่มีจิตวิญญาณมาขายสักชิ้นหนึ่ง  แต่เขาก็กลับคว้าน้ำเหลวเสมอมา  ยามเมื่อครั้งที่เขารู้ว่ามีอาวุธที่มีจิตวิญญาณซุกซ่อนอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์ก็ทำให้ใจของเขาเต้นโครมครามแทบไม่เป็นจังหวะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็เริ่มฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเพื่อที่จะเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ให้ได้  และแล้วโอกาสของเขาก็มาถึงในที่สุด

     

        หากลูเซียสรู้ความจริงที่ว่าแอเรียสเองก็มีอาวุธที่มีจิตวิญญาณอยู่ในครอบครองเขาคงอิจฉาจนแทบจะทำอะไรไม่ถูกเป็นแน่ และหากเขารู้ความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ว่าอาวุธที่จิตวิญญาณชิ้นนั้นเคยถูกนำออกมาประมูลที่โรงประมูลสายหมอกต่อหน้าต่อตาเขา  โดยที่เขาไม่เคยสนใจใยดีมันเลยแม้แต่น้อยคงทำให้เขาแทบอกแตกตายด้วยความเสียใจในความผิดพลาดของตัวเขาเองเป็นแน่

     

         “ ก็นับว่าน่าสนใจขึ้นมาหน่อย“

     

          แอเรียสยกยิ้มขึ้นหลังจากฟังคำบอกเล่าของลูเซียส 

     

         หลังจากที่แอเรียสซักถามเรื่องราวของดินแดนภูตสวรรค์จากลูเซียสอยู่อีกเล็กน้อยทั้งคู่ก็เดินแยกจากกันไป   จิ้งจอกตัวน้อยทั้งสองต่างเดินแยกออกไปตามทางของตนพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่อยู่ภายในใจของเจ้าของรอยยิ้มนั้นได้เลยแม้แต่น้อย  ทั้งคู่ต่างถือไพ่ลับเอาไว้ในมือคนละใบ  มันเป็นไพ่ลับที่ถือเอาไว้เพื่อความเหนือกว่าของตน  สัญญาพันธมิตรคล้ายกับกรงเหล็กที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งจอกทั้งสองหันคมเขี้ยวและกรงเล็บเข้าห้ำหั่นกันเองก็เพียงเท่านั้น

     

          ผลประโยชน์ในการตกลงครั้งนี้ถือว่าเป็นไปอย่างลงตัว สำหรับลูเซียสแล้วทั้งเก้าคนที่ถูกคัดเลือกให้เข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์แอเรียสนับว่าเป็นขู่แข่งที่น่ากลัวมากที่สุด และเป็นศัตรูที่เขาจำเป็นต้องระมัดระวังตัวมากที่สุด ซึ่งนั่นอาจจะทำให้การค้นหาสมบัติของเขาเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น  การที่เขาสามารถเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นพันธมิตรได้นับว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปเป็นอย่างมาก 

     

          และสำหรับแอเรียสเองการได้รู้เรื่องราวในวันนี้นับว่าเป็นประโยชน์กับเขาเป็นอย่างมาก สัญญาพันธมิตรนับว่าไม่มีอะไรที่เสียหายกับเขาเลยแม้แต่น้อย เดิมทีเขาเองก็ไม่คิดที่จะโจมตีลูเซียสในดินแดนภูตสวรรค์อยู่แล้ว ตอนนี้ภายในใจของเขากำลังเตรียมแผนการที่จะครอบครองอาวุธชิ้นนั้นมาก่อนลูเซียสให้ได้   

     

         ณ  ห้องแห่งหนึ่งในตระกูลสกาเชียร์  แม้งานเลี้ยงเฉลิมฉลองให้กับแอเรียสจะถูกจัดขึ้นภายในตระกูลสกาเชียร์แต่ก็ใช่ว่าทุกคนในตระกูลสการ์เชียร์จะอยากเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้

     

        เมอร์สันนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  คิ้วสองข้างขมวดเข้าชนกันด้วยความไม่พอใจ  ที่พื้นเบื้องหน้าของเมอร์สันมีเศษแก้วใสที่แตกกระจายอยู่พร้อมกับคราบของวายสีแดงที่เปื้อนเปรอะอยู่บนพื้น 

     

         “ มันอีกแล้ว!! เป็นมันอีกแล้ว!! เจ้าลูกสุนัขนั่น  ทำไมมันถึงยังไม่ตายสักที !! “

     

         มือข้างหนึ่งกำแน่นด้วยความโกรธจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในฝ่ามือของมันเอง 

     

        ที่บริเวณไม่ห่างไกลจากเก้าอี้ที่เมอร์สันนั่งอยู่มากนักดาเนสกำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มันก้มหน้ามองพื้นเพื่อหลบสายตาของเมอร์สันอย่างหวาดกลัว สายตาเหลือบขึ้นมองเมอร์สันอยู่บางครั้งก่อนจะรีบหลบสายตาด้วยความกลัว  ที่ใบหน้าของมันยังคงมีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กับแอเรียสหลงเหลืออยู่ทั่วใบหน้า แต่ที่แก้มข้างซ้ายของมันมีรอยแดงรูปฝ่ามือที่เกือบจะเป็นสีม่วงช้ำที่ดูเหมือนจะพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

     

         ที่เตียงนอนซึ่งอยู่ด้านหนึ่งของห้องมีร่างของมาเชลที่นอนพักพื้นอาการบาดเจ็บด้วยสีหน้าที่อิดโรย แม้ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความอ่อนล้าคล้ายกับผู้ที่หายใจรวยรินแต่ยังคงมองเห็นเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ไม่เคยมอดดับลงไปแม้แต่น้อยในดวงตาคู่นั้น  ในหัวของมันตอนนี้มีเพียงภาพของแอเรียสเท่านั้นที่มันกำลังจ้องมองด้วยความแค้นและความอาฆาต สักวันมันจะต้องหาหนทางที่จะสังหารแอเรียสลงให้จงได้แม้ครั้งต่อไปมันจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่มากกว่าครั้งนี้ก็ตาม ดวงตาของมันหาได้สนใจเมอร์สันและมาเชลเลยแม้แต่น้อย

     

         “ทำไมพวกเจ้ามันช่างไม่ได้ดั่งใจข้ากันเลยแม้แต่ผู้เดียว !! แค่เจ้าเด็กนั่นคนเดียวก็กลับจัดการมันไม่ได้“

     

         เมอร์สันจ้องมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ  ผิดหวัง และความดูถูก  มันราวกับว่าบุตรชายที่อยู่ตรงหน้าหาใช่บุตรชายของมันแต่เป็นเพียงทหารหรือหมากเบี้ยในกระดานของมันเท่านั้น แก้วอีกหนึ่งใบถูกเขวี้ยงลงไปกับพื้น เสียงของแก้วที่กระทบกับพื้นดังขึ้นอย่างเสียดหู จากแก้วใบบางๆกระจายออกกลายเป็นเศษแก้วชิ้นเล็กๆที่แหลมคมนับไม่ถ้วน  มีชิ้นหนึ่งที่กระเด็นไปโดนกับใบหน้าของดาเนส  หยดเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลนั้นอย่างช้าๆ  แม้จะรู้สึกเจ็บแต่มันก็ได้แต่จำใจต้องก้มหน้าเก็บงำความไม่พอใจนั้นเอาไว้

     

         “ ขออภัยท่านพ่อ แต่พลังของพวกข้าไม่อาจจะต่อกรกับมันได้เลยแม้แต่น้อย“

     

         ดาเนสก้มหน้าอธิบายออกมาด้วยความเจ็บใจยามที่นึกถึงภาพของมันและพี่ชายที่ต้องอับอายอยู่ท่ามกลางเวทีประลองที่ห้อมล้อมไปด้วยเหล่าผู้คนทั่วเมืองเบอเนียร์

     

         “ ข้าไม่อยากฟังคำแก้ตัว!!  พวกเจ้าไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้าซะ “

     

         เมอร์สันตวาดออกมาด้วยความโกรธ

     

        “ แต่ท่านพี่บาดเจ็บอยู่“

        “ เอามันออกไปให้พ้นหน้าข้าซะ !! “

     

        “ แต่.. “

     

         “ ข้าจะไม่พูดเป็นครั้งที่สาม ! “

     

          เมอร์สันพูดออกมาด้วยความเย็นชา  สายตามองไปยังดาเนสด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจ 

     

         เมื่อเห็นท่าทางของเมอร์สันที่แสดงออกมาดาเนสก็ได้แต่กัดฟันก่อนจะเดินไปประคองร่างของมาเชลที่นอนเจ็บอยู่บนเตียงย้ายออกไปจากห้อง  มันรู้ดีว่าหากยามที่บิดาของมันเต็มไปอารมณ์โกรธเกรี้ยวเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ที่จะรั้งให้อยู่ต่อ ประตูค่อยๆปิดลงทิ้งไว้แต่เพียงเมอร์สันเพียงผู้เดียวเท่านั้น

     

         “ ดูเหมือนแผนการของเจ้าจะไม่ค่อยราบรื่นเลยนะเมอร์สัน  หรือข้าจะคาดหวังกับเจ้าจนมากเกินไป “

     

         เสียงที่ดังออกมาชวนให้ความรู้สึกอันน่าขนลุก  มันดังมาจากมุมมืดมุมหนึ่งของห้อง  เมื่อมองไปทางต้นเสียงก็เห็นเพียงเงาจางๆของคนผู้หนึ่งเท่านั้น

     

         “ ขออภัยด้วยนายท่าน  มันเป็นเพราะเจ้าเด็กที่ชื่อแอเรียสนั่นคนเดียวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวจนทำให้แผนการของข้าปั่นป่วนไปจนหมด  แต่ข้าไม่ทำให้นายท่านผิดหวังอย่างแน่นอน “

     

         หากดาเนสเข้ามาเห็นท่าทางของเมอร์สันในตอนนี้คงแทบจะไม่เชื่อสายตาเป็นแน่  เมอร์สันที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่กลับพูดจาอย่างนอบน้อมพร้อมกับคุกเข่าลงด้วยความเคารพให้กับผู้ที่อยู่ในเงามืดผู้นั้น 

     

         “ หวังว่าเจ้าคงรู้วิธีที่จะจัดการปัญหาของเจ้า  จงอย่าทำให้ข้าผิดหวังเมอร์สัน “

     

         เสียงนั้นดังขึ้นหวีดหวิวราวกับสายลมครวญ  พร้อมกับร่างนั้นที่ค่อยๆเลือนหายไปกับความมืดราวกับสลายหายไปกับอากาศ