ตอนที่ 9 โรงน้ำชา
"ซูเวย... ทำไมไม่ให้ข้าบอกเื่ที่เ้าเป็คนจัดการกลุ่มโจรเสือดำกัน?" ซูเฉิงถามอย่างสงสัยซึ่งได้อัดอั้นตันใจมานาน
"ลุงเฉิง... ข้าไม่อยากให้พ่อแม่รู้เกี่ยวกับเื่นี้ ไม่งั้นพ่อแม่ข้าจะเป็ห่วงเอาได้" ซูเวยเงียบลงไปสักพักแล้วตอบออกมา
คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้บุตรตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้แน่ โดยเฉพาะหากรับรู้เื่การต่อสู้เสี่ยงตายในการกำจัดกลุ่มโจรเสือดำ ต้องเป็กังวลอย่างมากแน่
"หวังว่าเมื่อคุณเติบโตมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นก็อย่าหลงเดินทางผิด และอย่าลืมว่าตัวเองเคยเป็ใครละ" ซูเฉิงมองลึกลงไปในแววตาของซูเวย กล่าวอย่างจริงจัง
ตอนนี้หลายคนที่กลายเป็ชาวยุทธมีความแข็งแกร่งขึ้นมา จนมองคนธรรมดาเป็เพียงมดปลวกตัวหนึ่ง จึงลืมไปว่าเมื่อก่อนตนเองก็เคยเป็คนธรรมดาทั่วไปดั่งมดปลวกด้วยเช่นกัน
ซูเฉิงไม่อยากให้ซูเวยกลายเป็คนลืมตัวแบบชาวยุทธเ่าั้
"ลุงเฉิง... ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ"
"ข้าจะไม่หลงลืมตัวเองว่าเคยเป็ใคร"
โลกตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายและทุกคนกำลังจะเกิดความเสี่ยงจากผลกระทบของาที่เกิดขึ้นบนทวีปัฟ้า
หากตนไม่รีบร้อนเติบโตให้เร็วที่สุดก็จะถูกฆ่าตายจากสถานการณ์อันเลวร้าย
วันรุ่งขึ้นของการเดินทางวันใหม่
ทั้งสองขี่ม้าออกจากโรงเตี๊ยมวิ่งไปตามเส้นทางเข้าสู่เมืองอินทรีขาว ซึ่งเป็สถานที่ตั้งของสาขาใหญ่ของสมาคมเหยี่ยวฟ้า
"เ้าไปรออยู่ที่โรงน้ำชา ข้าจะไปสมาคมเหยี่ยวฟ้าเพื่ออธิบายเื่ราวของเ้า"
ซูเฉิงมอบม้าให้ซูเวยดูแลแล้วบอกกล่าว
ซูเวยพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ
ด้วยการเข้าสำนักใหญ่อย่างสำนักอาญา์ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือพิเศษก็เป็เื่ยากลำบากเอามากๆและอาจต้องใช้เวลานานมากอีกด้วยในการเข้าสำนัก
ซูเวยจับม้าสองตัวเดินตรงไปยังโรงน้ำชาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
พนักงานออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็วและจัดการพาม้าไปไว้ที่คอกอย่างเสร็จสรรพ
ในโรงน้ำชาชาวยุทธส่วนใหญ่จะพบดาบเหน็บเอาไว้ข้างเอว มองเห็นซูเวยเดินเข้ามาก็พบว่าเป็เด็กหนุ่มที่พบธนูและมีดสั้นธรรมดาติดตัว จึงละความสนใจไปทันที
แม้ว่าตอนนี้ซูเวยจะเป็มดตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่ดูไม่น่าสนใจอะไรเลย แต่ไม่มีใครรู้อนาคตของเขาว่าจะเป็ยังไง ซึ่งเขาสามารถกลายเป็เทพยุทธหรือคนตายไม่มีใครสามารถบอกได้ขึ้นอยู่กับตัวเอง
ซูเวยมองสำรวจไปบริเวณรอบๆก็พิจารณาได้ว่าพวกเขาทั้งหมดในโรงน้ำชาแห่งนี้อยู่ระดับผู้เยี่ยมยุทธที่มีทักษะวิชาติดตัวบ้าง
แม้ว่าจะเป็ระดับผู้เยี่ยมยุทธก็ไม่สามารถประมาทได้ หากพวกเขามีทักษะที่ร้ายกาจก็จะกลายเป็ภัยคุกคามอันใหญ่หลวงได้
โดยเฉพาะหากพวกเขาใช้ทักษะผนวกกับประสบการณ์การต่อสู้ ฝีมือที่แท้จริงอาจจะสูงกว่าที่ได้ถูกประเมินเอาไว้อีกด้วย
ในเวลานี้ซูเวยมั่นใจมากว่าตนแข็งแกร่งกว่าหัวหน้าโจรเสือดำไปเรียบร้อยเเล้ว
นี้คือช่องว่างระหว่างชาวยุทธที่ฝึกฝนทักษะกับคนธรรมดาที่มีแต่กล้ามเนื้อ
ทันใดนั้นสายตาซูเวยก็ไปสะดุดหยุดลงกับหญิงสาวที่เดินเข้ามาในโรงน้ำชา
เด็กสาวผิวขาวคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา และมีชายชราติดตามมาเป็คนรับใช้
[รึว่าปรมาจารย์ยุทธ...!!!]
ประสาทััทั้งห้าและสัญชาตญาณในตัวส่งสัญญาณร้องเตือนถึงอันตรายขึ้นมา
อย่างน้อยชายชราคนนี้ต้องมีความแข็งแกร่งในระดับที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
ในขณะเดียวกันซูเวยสงสัยว่าเด็กสาวคนนี้คือใคร ถึงมีคนแข็งแกร่งขนาดนี้มารับใช้
ซูเวยจ้องมองไปทางเด็กสาว
เด็กสาวดูมีอายุประมาณสิบสาม สิบสี่ ดวงตาคู่โต มีรูปลักษณ์น่ารักและสวยงาม
เป็ความงามที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติเอาได้
เด็กสาวมีความรู้สึกไวมาก หลังจากรับรู้ได้ว่ามีสายตาที่จ้องมองมาทางตนเองอยู่ เธอค้นหาตำแหน่งได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
"นายคนนั้นเลิกมองที่ฉันแล้วละสายตาไป"
เด็กสาวกล่าวด้วยคำพูดคำจาดุร้าย
หลังจากได้ยินคำพูดของเด็กสาว จนสายตาทุกคนในโรงน้ำชาจ้องมองที่ซูเวย
ซูเวยไม่คิดเลยว่าเด็กสาวที่น่ารักสวยงามจะมีนิสัยหยิ่ง แค่ดูนิดหน่อยจะเป็ไรไป
"เฮ้... เป็เด็กหญิงตัวเล็กๆแต่ช่างดุร้ายอะไรเยี่ยงนี้" ซูเวยตอบสวนกลับไปทันที
"เล็ก... ดุร้าย...!!!" เด็กสาวได้ยินเช่นนั้นจนใบหน้าเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
"เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ...!!!" สาวน้อยร้องถามอีกครั้ง