เฉินเซ่าป๋ายกำลังขี่มังกรทะเลทรายที่มีความยาวสี่ถึงห้าเมตรลำตัวกว้างหนึ่งเมตร ด้วยใบหน้ากระตือรือร้น มังกรทะเลทรายที่ว่าความจริงมันก็คือหนอนขนาดใหญ่เท่านั้นแหละ หากดูจากภายนอกแล้ว เจ้าตัวนี้ไม่ต่างไปจากไส้เดือนเลยสักนิดเพียงแค่มีผิวหนังที่หนากว่าไส้เดือนเท่านั้น
มังกรทะเลทรายถือว่าเป็นเยาโซ่วระดับล่างหากนับตามระดับขั้นสีละก็ เจ้าตัวนี้ก็อยู่ในระดับสีเขียวขั้นสูงแต่ความน่ากลัวของมันอยู่ที่...จำนวน หากคิดว่าตัวเองสามารถฆ่ามังกรทะเลทรายได้หนึ่งตัวแต่อย่างไรก็สู้มังกรทะเลทรายสิบตัวไม่ได้ละก็ ฉะนั้นเวลาที่เห็นเจ้าตัวนี้มีเพียงทางเดียวก็คือวิ่งหนี
เพราะมังกรทะเลทรายไม่มีทางปรากฏตัวเพียงลำพังแม้กระทั่งสิบตัวก็ไม่มีทาง หากมังกรทะเลทรายปรากฏตัวขึ้น อย่างน้อยพวกมันต้องมาด้วยกันนับร้อยตัวขึ้นไป
ฉะนั้นพื้นทรายจึงมีการเคลื่อนไหวที่มากเช่นนี้เฉินเซ่าป๋ายขี่มังกรทะเลทรายอยู่ด้านหน้าสุดส่วนด้านหลังก็มีมังกรทะเลทรายตามมาอย่างน้อยหลายร้อยตัว ทำให้พื้นทรายเคลื่อนไหวไม่ต่างไปจากคลื่นทะเล
เฉินเซ่าป๋ายตะโกนด้วยความตื่นเต้น“พวกเจ้าจะกินหนอนยักษ์หรือไม่?! เมื่อข้าตะโกนว่าหนอนยักษ์พวกเจ้าก็ตะโกนตอบกลับว่าเอานะ!”
เขาตะโกนไปยังอันเจิง “หนอนยักษ์!”
อันเจิงกลอกตา “ไสหัวไป!”
เฉินเซ่าป๋ายไม่สนใจแล้วขี่มังกรทะเลทรายพุ่งทะลุห้องโถงมังกรทะเลทรายไม่มีขา ทว่ามันเลื้อยเร็วกว่างูเสียอีก เจ้าตัวนี้เคลื่อนไหวใต้พื้นทรายได้รวดเร็วมากแต่ทว่าเมื่อขึ้นมาด้านบนแล้ว ความเร็วของมันมากกว่าตอนอยู่ใต้พื้นทรายหลายเท่าเร็วจนเห็นแล้วรู้สึกหวาดกลัว
“ฮ่า ๆ ๆ อันเจิงเจ้ารีบดูนี่เร็วมีหนอนยักษ์ฝูงใหญ่ตามข้าอยู่!”
อันเจิงตะโกนตอบกลับ “ข้าอยากพักผ่อน!”
เมื่อเฉินเซ่าป๋ายเล่นจนพอใจแล้วเขาก็กระโดดลงมาจากหลังมังกรทะเลทราย แล้วพุ่งไปยืนอยู่ข้างอันเจิง“เจ้าอย่าเพิ่งพูดเชียวนะ หลังจากผ่านบ่อสายฟ้าระดับสี่แล้วร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย นี่เจ้าคิดว่าข้ากำลังเล่นรึ? เมื่อครู่ข้าพุ่งลงไปใต้ทะเลทรายลึกประมาณสิบห้าเมตรจากนั้นก็หลับตาวิ่งพุ่งไปด้านหน้า ภายใต้แรงต้านที่มหาศาลข้ากลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็หันไปมองไกลออกไป เห็นมังกรทะเลทรายกำลังยกลำตัวท่อนบนขึ้นชี้มาทางนี้ดวงตาทั้งสองของมังกรทะเลทรายเล็กมาก แต่เท่าที่ดู...เหมือนมันกำลังชี้มาทางเฉินเซ่าป๋าย
เฉินเซ่าป๋ายถามขึ้น “เจ้าอยากรู้ใช่หรือไม่ว่าเมื่ออยู่ในนี้สามเดือนออกไปแล้วเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่?”
“ใช่”
“ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
เฉินเซ่าป๋ายนั่งเล่นทราย เขากอบทรายขึ้นแล้วปล่อยให้สายลมพัดทรายลอยออกไป จากนั้นก็หยิบทรายสาดขึ้นไปด้านบนหนึ่งกำแล้วหรี่ตาลง
“ช่างเถอะ ข้าพูดความจริงกับเจ้าดีกว่า ความจริงมิติลับนี้ไม่ได้อยู่ในเทือกเขาชางหมานตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในมิติลับที่ถูกผนึกไว้กลางอากาศ ที่นี่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อยเราจะบ่มเพาะกายในนี้เป็นเวลานานสามเดือนกับอีกหนึ่งสัปดาห์ หลังจากเราออกไปมิติลับจะปิดตายกว่าจะเปิดอีกที...อย่างน้อยก็ต้องผ่านไปสิบปีแล้ว”
เขามองไปยังอันเจิง จากนั้นก็พูดต่อ “แต่เรื่องก่อนหน้านี้ที่ข้าพูดเกี่ยวกับชนเผ่ากู่เลี่ยเป็นเรื่องจริงทั้งหมดชนเผ่ากู่เลี่ยสร้างมิติลับนี้ขึ้นมา ที่มันตกมาอยู่ในมือข้านั่นก็เพราะว่า...ข้าเป็นคนของชนเผ่ากู่เลี่ยเช่นกันข้าเป็นพี่ชายของกู่เชียนเยว่ เจ้าจะเรียกข้าว่าพี่ชายก็ได้นะ”
อันเจิงส่ายหน้า“ข้าไม่เชื่อสิ่งที่เจ้าพูดแม้แต่คำเดียว”
“แบบนี้ก็ไม่สนุกสิ...ช่างเถอะแม้แต่ข้าเองก็ยังไม่เชื่อเรื่องนี้เลยเด็กสิบสามคนที่ออกจากชนเผ่ากู่เลี่ยในตอนนั้น ต่อมาพวกเขาก็เริ่มเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ ขยายอาณาเขต ถึงได้มีชนเผ่ากู่เลี่ยอย่างทุกวันนี้ ช่วงเวลานี้ไม่ได้นานมากก็แค่หลายร้อยปีเท่านั้นเอง แต่ระยะเวลานี้ก็นานพอให้บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรจางหายไป”
“เรื่องที่มาเจอมิติลับนี้โดยบังเอิญข้าจะไม่บอกเจ้า...แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้าอย่างชัดเจนโลกนี้ไม่มีอะไรดีเสมอไป”
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย“หมายความว่าอะไร?”
“หมายความว่า มิติลับนี้สามารถทำให้มนุษย์แข็งแกร่งขึ้นแต่การสูญเสียก็มหาศาลเช่นกัน เจ้าคิดว่าพลังลมปราณในนี้มาจากไหนกัน? มาจากธรรมชาติรึ?แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะมันมาจากด้านนอก เจ้าและข้าบ่มเพาะกายในมิติลับนี้สามเดือนพลังลมปราณที่สูดเข้าไป เทียบเท่ากับเทือกเขาลูกใหญ่ด้านนอกนั่น”
“รู้สึกโหดร้ายมากไปหรือ? อย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้”
เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่ “เพราะมิติลับนี้เต็มไปด้วยพลังลมปราณที่มหาศาลและทำให้ทุกสิ่งที่อยู่ในนี้แข็งแกร่งขึ้น ฉะนั้นบิดาข้าถึงได้ให้ฉีเทียนมาปกป้องพวกเราเพราะในนี้ไม่ได้เงียบสงบอย่างที่เจ้าคิด”
“เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่?”
“คือ...มังกรทะเลทรายเมื่อครู่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงตัวอ่อนเท่านั้น...”
เฉินเซ่าป๋ายเพิ่งพูดจบพื้นทรายที่ไกลออกไปก็มีคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้ามา คลื่นสูงหลายร้อยเมตร กลายเป็นเหมือนกำแพงทรายขนาดใหญ่ราวกับด้านหลังมีของทรงอำนาจบางอย่างกำลังขับเคลื่อนทรายให้กลายเป็นคลื่นยักษ์
ฉีเทียนที่นอนพักผ่อนอยู่บนหลังคาห้องโถงลุกขึ้นนั่งทันทีหลังจากสบถแล้วก็พุ่งลงมา
“หนีเร็ว!” ฉีเทียนตะโกนขึ้นจากนั้นก็วิ่งไปยังด้านหลัง
ถึงแม้อันเจิงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ขนาดฉีเทียนยังต้องวิ่งหนี แล้วเขาจะรออะไรอีกล่ะ เขาและเฉินเซ่าป๋ายใช้แรงทั้งหมดที่มีวิ่งหนีไปด้านหน้าแล้วรู้สึกว่ามีลมพัดเข้าหูตัวเองจนเจ็บ เมื่อหันกลับมาดูอีกที คลื่นทรายขนาดยักษ์ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ด้านบนสุดของคลื่นทรายมีหัวขนาดใหญ่โผล่ออกมาหนึ่งหัวจากนั้นก็มีหัวที่สองและสามโผล่ออกมา หากคิดว่ามังกรทะเลทรายขนาดสามถึงสี่เมตรที่เฉินเซ่าป๋ายรังแกเมื่อครู่น่ากลัวมากแล้วอย่างนั้นมังกรทะเลทรายขนาดใหญ่หลายร้อยเมตรที่กำลังกลิ้งอยู่บนคลื่นทรายจะทำให้รู้สึกหมดหวังเพียงใด
เฉินเซ่าป๋ายวิ่งไปพลางพูดไปด้วย“ข้าไม่ได้หลอกเจ้าเห็นหรือไม่...หากอยู่ด้านนอก มังกรทะเลทรายคงอยู่แค่ระดับสีเขียวขั้นสูงเท่านั้นแต่ในมิติลับนี้ เพราะพลังลมปราณที่มหาศาลทำให้ขนาดตัวมันใหญ่มากกว่าเดิมหลายเท่าจะโทษข้าไม่ได้นะ หากอยู่ด้านนอก มังกรทะเลทรายขนาดสามถึงสี่เมตรก็ถือว่าใหญ่แล้ว ใครจะนึกว่าในนี้มันจะเป็นเพียงตัวอ่อนเท่านั้น...”
อันเจิงส่ายหน้าระอา“หากข้าเป็นมังกรทะเลทรายก็คงตามอัดเจ้าเหมือนกัน เจ้าขี่ลูกพวกมันเล่นตั้งนานหากไม่ตามอัดสักหน่อยก็คงแปลกล่ะ”
“ทำไมเจ้าฉีเทียนวิ่งเร็วขนาดนั้นเจ้าหมอนั่นลอยได้นี่” เฉินเซ่าป๋ายถามขึ้น
ฉีเทียนที่วิ่งอยู่ด้านหน้าชะงักไปจากนั้นตัวก็ลอยขึ้น “จริงด้วย...”
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินเซ่าป๋ายจึงสบถก่อนจะลากตัวอันเจิงวิ่งไปด้านหน้าต่อ“อย่างน้อยเจ้าพวกนี้ก็อยู่ในระดับสีแดงขั้นสูงเชียวนะ หรือไม่อาจถึงระดับสีทองเลยก็ได้หากมีตัวเดียวพวกเราทั้งสองคงรับมือได้อย่างไม่มีปัญหา ทว่าตอนนี้มีหลายร้อยตัวมารุมอัดพวกเราฉะนั้นวิ่งได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
หากพวกเขาถูกเยาโซ่วระดับสีทองตามล่าอยู่ละก็ นั่นถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์และอาจไม่มีใครเป็นเช่นนี้อีกแล้วด้วย
เฉินเซ่าป๋ายวิ่งไปพลางถามอันเจิงไปด้วย“ที่พวกเราทั้งสองคนวิ่งก็ไม่ถือว่าแปลกอะไรแต่ฉีเทียนแข็งแกร่งขนาดนั้นยังต้องวิ่งหนีอีกทำไม?”
หึ! ฉีเทียนที่ลอยอยู่กลางอากาศยิ้มอย่างเย็นยะเยือก“ใครบอกว่าข้าหนี? ข้า...แค่หลีกเลี่ยงเท่านั้น ไม่เข้าใจรึ?”
อันเจิงพูดขึ้น“ทุกคนต่างก็มีสิ่งของและเรื่องที่ตัวเองกลัว อย่างข้าไม่กล้าขี่ม้า...”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆ ๆ...ข้าก็ไม่กล้าเหมือนกันแน่นอนว่าข้าไม่ได้กลัว แต่เพราะม้ามันถูของลับข้าต่างหาก...”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เขาก็ชะงักไปทันทีจากนั้นก็หันมามองอันเจิงด้วยสีหน้าเข้าอกเข้าใจ “ข้ารู้แล้วว่าทำไมเจ้าถึงไม่กล้าขี่ม้าเพราะมันถูของลับเจ้าสินะ ฮ่า ๆ ๆ แต่ฉีเทียนกลัวหนอนนี่น่าขันจริง ๆ”
ฉีเทียนที่ลอยอยู่ด้านบนไม่พูดไม่จา
มังกรทะเลทรายหลายร้อยตัวกำลังพุ่งเข้ามาพร้อมกับจู่โจมอย่างรวดเร็วอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายวิ่งไปยังสุดขอบทะเลทราย แล้ววิ่งตรงไปยังพื้นที่สีเขียวก่อนหน้านี้พวกเขาก็เดินผ่านพื้นที่สีเขียวนี้เข้าทะเลทราย ตอนนี้จึงเหมือนกลับไปยังจุดเริ่มต้นแต่เมื่อวิ่งกลับมาแล้วถึงสังเกตเห็นว่า พื้นที่สีเขียวตรงนี้ไม่เหมือนที่พวกเขาเห็นในตอนแรก
ด้านหน้าดูเหมือนผืนดินที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวขจีแต่เมื่อเหยียบเข้าไปแล้วก็ร่วงลงอย่างไม่อาจควบคุมได้ เพราะนี่คือจอกแหนบนผิวน้ำเท่านั้นไม่ใช่ทุ่งหญ้าบนผืนดินอย่างที่คิด
อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายร่วงลงด้านล่างอย่างไม่อาจควบคุมได้ตอนที่มาถึงพวกเขาทั้งสองคนยังสามารถเดินบนผิวน้ำได้ ทว่าตอนนี้กลับไม่มีแม้แต่พลังที่จะนำออกมาใช้เลยสักนิดพวกเขาทั้งสองคนรู้สึกว่าร่างตัวเองหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังจะจมลงในน้ำแล้ว
แต่ที่น่าแปลกก็คือ มังกรทะเลทรายที่ตามมาอย่างดุดันหยุดลงเมื่อมาถึงทุ่งเขียวขจีไม่มีตัวไหนพุ่งมาด้านหน้าเลยสักตัว ถึงแม้มังกรทะเลทรายจะดุร้ายมากก็ตาม แต่คล้ายกับว่าทะเลทรายและทุ่งเขียวขจีมีเส้นกั้นอาณาเขตอยู่แล้วพวกมันก็ไม่กล้าข้ามเขตมาแม้แต่ก้าวเดียว
ในขณะนี้เองมีพลังบางอย่างระเบิดออกบนผิวน้ำ จากนั้นนกอินทรีที่ร่างประกายลำแสงสีทองก็พุ่งออกมาจากใต้น้ำแล้วตรงไปยังมังกรทะเลทรายทันที
นี่คือมิติลับที่ประหลาดจริง ๆมังกรทะเลทรายแหวกว่ายอยู่ใต้ผืนทราย ส่วนนกอินทรีกลับอาศัยอยู่ใต้น้ำ
นกอินทรีที่พุ่งออกมามีขนาดใหญ่หลายร้อยเมตรปีกที่กางออกก็ใหญ่กว่านกอินทรีทั่วไปมาก เมื่อมังกรทะเลทรายที่ดุร้ายเห็นนกอินทรีก็หันหลังหนีทันทีทว่าความเร็วของนกอินทรีไวมาก เพียงชั่วพริบตา กรงเล็บทั้งสองข้างของนกอินทรีก็จับไปที่ลำตัวของมังกรทะเลทรายจากนั้นก็เหวี่ยงตัวมันขึ้นไปด้านบน แล้วอ้าปากกลืนลงไปทันที
มังกรทะเลทรายตัวอื่นเริ่มมุดตัวลงใต้พื้นทรายเพื่อหนีตายนกอินทรีกางปีกทั้งสองอยู่กลางอากาศ ขณะนี้เอง มังกรสมุทรก็พุ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำราวกับเทพเจ้าที่ดุร้าย มังกรสมุทรขนาดใหญ่ขึ้นมาอยู่บนพื้นทรายทำให้มังกรทะเลทรายที่มุดตัวลงไปก่อนหน้านี้กระเด็นขึ้นมาจนหมด
นกอินทรีตัวนั้นเริ่มสังหารมังกรทะเลทรายทันทีหลังจากอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาทั้งสองคนเลือกที่จะมุดตัวลงในน้ำอย่างช้าๆ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดัง
พวกเขาทั้งสองคนกลั้นหายใจแล้วดำลงไปในน้ำจนถึงก้นบ่ออันเจิงใช้มือลูบคลำพื้นใต้น้ำที่มืดมิด แล้วพบว่าด้านล่างนี้มีประตูหินอยู่เขารู้สึกว่ากลิ่นอายใต้น้ำนี้บ้าคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ แสดงว่าต้องมีของวิเศษอะไรปรากฏขึ้นอีกแน่ๆ อันเจิงจึงลากเฉินเซ่าป๋ายเข้าไปหลบด้านในชั่วคราว
พวกเขาทั้งสองคนเพิ่งเดินเข้าไปก็ถูกพลังบางอย่างดูดดึงราวกับผ่านเข้าสู่ประตูมิติที่หมุนไปเรื่อย ๆ หลังจากที่หายมึนงงแล้วจึงเห็นว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่ราบเรียบ
รอบด้านมีสิ่งก่อสร้างและในนี้ไม่มีน้ำเลยแม้แต่น้อย!
อันเจิงเขย่าตัวเฉินเซ่าป๋าย เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น “นี่คือที่ไหนอีกล่ะเนี่ย...ดูแล้วเหมือนกับเหมือนกับสุสานที่อยู่ใต้น้ำ?”
อันเจิงพยักหน้า “คาดว่าเป็นอย่างนั้น”
ด้านหน้าเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ด้านข้างมีรูปปั้นของเยาโซ่วนานาชนิดเต็มไปหมดต่อให้อันเจิงจะมีประสบการณ์ที่โชกโชน ส่วนเฉินเซ่าป๋ายก็อยู่ในโลกที่แปลกประหลาดทว่าก็ยังมีเยาโซ่วจำนวนมากที่พวกเขาทั้งสองคนไม่รู้จัก
“ทำไมมิติลับถึงมีสุสานด้วยล่ะ?” อันเจิงถามขึ้น
เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “ข้าก็เพิ่งเคยเข้ามาเป็นครั้งแรก...แต่มิติลับนี้ถูกผู้วิเศษที่เป็นบรรพบุรุษของชนเผ่ากู่เลี่ยสร้างขึ้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าที่นี่จะเป็นสุสานของเขา? หากเป็นแบบนั้นละก็ พวกเราต้องรวยแน่ ๆเป็นถึงสุสานของผู้วิเศษเชียวนะ ด้านในต้องมีของวิเศษจำนวนนับไม่ถ้วนแน่เลย”
อันเจิงกลอกตา “ตระกูลเจ้าใหญ่โตขนาดนั้นทำไมถึงเป็นคนใจแคบแบบนี้นะ? อีกอย่าง นี่คือสุสานของคนอื่นสามารถหยิบของวิเศษของคนอื่นไปได้หรือ?”
“ที่ตระกูลข้าใหญ่โตได้เจ้าคิดว่ามาจากอะไรล่ะ? แต่จะว่าไปแล้ว การเข้าสุสานคนอื่นก็เป็นการแสดงถึงความไม่เคารพจริง ๆการหยิบของวิเศษคนอื่นไปก็ไม่ใช่เรื่องเหมาะสม แต่พวกเราแค่เข้าไปดูไม่ได้หรือ?”
อันเจิงหันกลับไปมองทางที่เข้ามา ไม่รู้ว่านกอินทรีและเยาโซ่วตัวอื่นๆ จากไปรึยัง ฉะนั้นเข้าไปดูสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร หากเป็นสุสานของผู้วิเศษจริง ๆด้านในต้องมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่แน่นอน เกรงว่าคงไม่อาจหยิบอะไรออกมาได้สักอย่างอีกทั้งในนั้นยังต้องมีพลังและความรู้สึกที่ยากจะคาดเดาแน่
เฉินเซ่าป๋ายลากตัวอันเจิง “ไปกันเถอะ”
อันเจิงกำลังจะเดินเข้าไป ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังแว่วมาแต่ไกลทว่าเพียงชั่วพริบตา เสียงนั้นก็ดังขึ้นในระยะที่ไม่ห่างจากตัวเขาแล้ว