ทันทีที่ภาพของเกมมาสเตอร์หายไปพร้อมกับเสียงเพลงเรเควียม ความเงียบสงัดที่น่าขนลุกก็เข้าปกคลุมบริเวณหน้าสถานีตำรวจ เสียงเดียวที่เหลืออยู่คือเสียงสะอื้นฮักๆ และเสียงหอบหายใจของผู้รอดชีวิต
อากาศบริเวณนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผสมปนกลิ่นไหม้จางๆ ที่เกิดจากการระเบิด ผู้คนต่างหลีกเลี่ยงที่จะมองไปยังจุดที่มีรอยเลือดและเศษชิ้นส่วนกระจัดกระจาย พวกเขารู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ ไม่กล้าวิ่งหนีไปไหนเพราะกลัวว่าคำขู่ของเกมมาสเตอร์จะกลายเป็นความจริงอีกครั้ง
บรรดาผู้รอดชีวิตเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ความกลัวทำให้พวกเขาไม่กล้าอยู่คนเดียว หลายคนเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวแต่ตึงเครียด หลายคนมองดูหน้าจอมือถือที่ส่องแสงสีแดง คอยจ้องมองตัวเลขที่นับถอยหลังอย่างไม่ลดละ
ปอนด์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปรับสติ เขาตระหนักดีว่าการยืนอยู่คนเดียวในสถานการณ์นี้คือความเสี่ยง และข้อมูลคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเอาตัวรอด ปอนด์สาวเท้าเดินตรงไปยังกลุ่มผู้คนที่รวมตัวกันหนาแน่นที่สุดอย่างระมัดระวัง เขาหลีกเลี่ยงรอยเลือดสดๆ บนพื้น และพยายามทำให้ตัวเองดูสงบที่สุด
เขาได้ยินเสียงถกเถียงกันอย่างสับสนของคนกลุ่มหนึ่งทันทีที่เดินเข้าใกล้:
“เราควรจะหาทางหนีออกไปจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุดนะ!” ชายหนุ่มคนหนึ่งกระซิบอย่างตื่นตระหนก
“ถ้าเราไม่เล่นเกมมันก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้วนี่! เราแค่ต้องออกจากที่นี่ก่อนหกชั่วโมง!”
“คุณบ้าไปแล้วเหรอคะ! คุณไม่เห็นเหรอว่าพวกคนที่พยายามปฏิเสธเป็นยังไง!” หญิงวัยกลางคนโต้กลับอย่างฉุนเฉียว
"ทางรอดเดียวคือเล่นเกมให้ผ่านสินะครับ เราต้องรู้กฎของเกมก่อน มีใครจำได้บ้างว่ามันพูดว่าอะไรอีกบ้านไหมครับ?"
แต่แทนปอนด์ที่จะรีบร้อนเข้าไปรวมกลุ่ม เขาเลือกที่จะเดินเตร็ดเตร่อยู่ริมทางเท้า เพื่อสำรวจสถานการณ์และเก็บข้อมูลก่อน ยังคงได้ยินเสียงสะอื้นและเสียงพูดคุยที่อู้อี้ดังมาจากเบื้องหน้า ระหว่างทางเขาเดินผ่านถนนที่ว่างเปล่า มีรถยนต์จอดทิ้งไว้ตามซอกตึกอย่างเร่งรีบ ภาพเหล่านี้ยังคงตอกย้ำความไม่เป็นจริงของสถานการณ์
ปอนด์ค่อยๆ เดินเข้าใกล้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งจับเข่าคุยกันอยู่หลังเสาไฟฟ้าอย่างเงียบเชียบ แล้วแอบเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่กำลังดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด
กลุ่มแรกเป็นผู้หญิงวัยกลางคนกำลังนั่งรวมกัน ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“ฉันว่าเราถูก ลักพาตัว มาแน่ๆ เลย ฮือๆ” เสียงสะอื้นของหญิงคนหนึ่งดังขึ้น
“ใครมันจะบ้าทำเรื่องแบบนี้! มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่ๆ!”
“ใช่ค่ะ! อาจเป็นฝีมือของพวกคนรวยบ้าอำนาจ พวกที่ชอบเล่นกับชีวิตคนอื่นน่ะค่ะ! อาจจะเป็นการถ่ายทำ รายการเรียลลิตี้บ้าบอที่เดิมพันสูงมากๆ ก็ได้! เหมือนที่เคยออกข่าวไงคะ ที่จับคนมาเล่นเกมแล้วถ่ายทอดสดให้คนรวยลงพนันกัน”
อีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงที่พยายามปลอบใจตัวเองให้เชื่อว่ายังมีตรรกะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผลแต่ขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่อยู่เหนือทุกตรรกะบนโลก
ถัดมาไม่ไกลกัน ชายหนุ่มวัยรุ่นสามสี่คนกำลังนั่งถกเถียงกันอย่างดุเดือด
“หรือว่ามันคือรายการเรียลลิตี้กันแน่นะ”
“รายการเรียลลิตี้บ้าบออะไรวะ! หัวคนมันระเบิดเลยนะเว้ย! ถ้าเป็นฝีมือคนจริงๆ จะทำแบบนั้นได้หรอ?!” ชายคนหนึ่งพูดอย่างหัวเสีย
“ฉันว่ามันต้องเป็นพวกแฮ็กเกอร์ขั้นเทพที่ควบคุมอะไรสักอย่างในสมองเราอยู่แน่ๆ! ไม่ก็พวกรัฐบาลที่กำลังทดลองอะไรลับๆ กับพวกเราอยู่!”
พวกเขาเป็นกลุ่มที่ยังคงเชื่อมั่นในเทคโนโลยีและทฤษฎีสมคบคิดที่เป็นไปได้ ซึ่งฟังดูเป็นภาพยนตร์ไซไฟเกินไปสำหรับปอนด์ ยิ่งกับประเทศที่รัฐบาลยังสร้างถนนหลายปีแล้วยังไม่เสร็จเสียที
กลุ่มผู้สูงอายุและคนที่มีแววตาครุ่นคิด กำลังมองขึ้นไปยังท้องฟ้าและตึกสูงด้วยความหวาดหวั่น อายุรวมกันทั้งกลุ่มน่าจะเกินร้อยกว่าปีไปแล้ว แต่ยังพอมีคนที่อายุไม่มากรวมอยู่ด้วย
“ไม่หรอก... มันไม่ใช่ฝีมือมนุษย์แล้ว” ชายชราคนหนึ่งพึมพำเสียงแผ่ว
“เสียงเพลงนั่น... แล้วการหายตัวมาแบบนี้... นี่มันคือ การพิพากษา มันคือการลงทัณฑ์ที่เราต้องชดใช้บาปที่ทำไว้”
“ใช่! มันคือสิ่งเหนือธรรมชาติที่เราไม่เข้าใจ! พระเจ้ากำลังส่งสัญญาณให้เราเข้าสู่บททดสอบสุดท้าย!” หญิงอีกคนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อ
ปอนด์ได้แต่ฟังและส่ายหัวในใจ เขาไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าหรือการพิพากษาใดๆ แต่ก็ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นแค่รายการเรียลลิตี้บ้าๆ ด้วยเช่นกัน ภาพของเกมมาสเตอร์บนจอกับการสังหารหมู่เมื่อครู่ มันไม่ใช่การแสดงแน่นอนและก็ไม่ใช่เรื่องทั่วไปที่จะใช้เหตุผลของโลกแห่งความเป็นจริงอธิบายได้
‘ทุกคนก็แค่พยายามหาคำตอบที่ตัวเองสบายใจที่สุดเท่านั้นแหละ’
ปอนด์คิดอย่างเย้ยหยันในฐานะที่เขาเป็นอดีตนักกีฬาอีสปอร์ต รีบประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็ว ข้อมูลที่แท้จริงคือศูนย์ สิ่งที่มีอยู่คือความตื่นตระหนกและการวิเคราะห์ที่เต็มไปด้วยอคติ ตัดสินใจว่าการอยู่เงียบๆ และฟังเสียงเหล่านั้นไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก เขาต้องเข้าใกล้ศูนย์กลางของกลุ่มคนเพื่อที่จะได้พบคนที่อาจจะมีข้อมูลสำคัญ
ปอนด์ยืนอยู่ใกล้กลุ่มคนที่รวมตัวกันอย่างตื่นตระหนก สายตาของเขากำลังกวาดมองผู้คนเพื่อหาพันธมิตรที่ดูมีสติ หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกที่จะกรีดร้องล้มลงไปในวินาทีถัดไป
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็ปะทะเข้ากับใบหน้าที่คุ้นเคย บัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร่องรอยน้ำตา
เธอคือนักศึกษาสาวที่ปอนด์บังเอิญเห็นเจอเมื่อตอนเข้ามาที่โลกแห่งนี้ครั้งแรก คราวนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียว ข้างๆ เธอมีคนอีกสองคนรวมกลุ่มอยู่ด้วย กำลังนั่งจับกลุ่มอยู่ตรงป้ายรถเมลล์
คนแรกรูปร่างสูงโปร่งเกินกว่าผู้หญิงปกติทั่วไป สวมเสื้อเชิ๊ตสีชมพูและกางเกงยีนส์ เธอดูมีสติและพยายามใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้เพื่อนร่วมกลุ่ม แม้ว่าใบหน้าของเธอเองจะยังซีดเผือดอยู่ก็ตาม ส่วนอีกคนเป็นสาวเดรสลายดอกทิวลิปสีอ่อน ตัดกับผิวสีแทน ดูเป็นคนอ่อนโยน แต่ตอนนี้เธอกำลังกอดเข่าตัวเอง
ปอนด์ตัดสินใจเดินเข้าไปหา เพราะเขาคิดว่าคนกลุ่มนี้ดูจะพยายามรักษาความสงบไว้ได้ดีกว่าคนอื่นๆ
“เอ่อ… คุณครับ...” ปอนด์เปิดปากเรียก นักศึกษาสาวเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างราวกับจำเขาได้เลาๆ
“อ้ะ พี่เองเหรอคะ...” เธอพูดเสียงแผ่ว “รอดมาเหมือนกันได้สินะคะ”
“เอ๊ะ รู้จักกันหรอคะ?” สาวร่างสูงถามคนที่เธอกำลังนั่งกอดไหล่ปลอบปะโลม
“ค่ะ… หนูเจอพี่เขาตอนมาที่นี่ครั้งแรกค่ะ”
นักศึกษาสาวไม่ได้พูดอะไร แค่หยักหน้าหงึกๆ
“พวกคุณเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นเลยใช่ไหมครับ?”
นักศึกษาสาวพยายามควบคุมเสียงสั่นของตัวเอง ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปให้ฟัง
“ค่ะ...” เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ “ตอนแรกที่หัวคนระเบิด... หนูก็วิ่งหนีตายไปกับมวลชนเลยค่ะ เห็นเลือด... เลือดเต็มไปหมดเลย หนูไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี นอกจากวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงตรงนี้กับพี่น้ำตาลกับพี่ไข่มุกค่ะ”
ขณะที่เธอกำลังเล่าอยู่ สาวร่างสูงก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีที่ต้องการหาคำตอบอย่างจริงจัง
“ก่อนคุณมาที่นี่ คุณได้รับข้อความเหมือนกันใช่ไหมคะ” น้ำตาลถามด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวขึ้นเล็กน้อย แม้ดวงตาจะยังมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ “เพราะไอ้ข้อความบ้านั่น พวกเราเลยต้องมาอยู่ที่แบบนี้”
“ครับ… ดูเหมือนว่าข้อความนั่น จะถูกส่งมาจากเกมมาสเตอร์คนนั้นแน่ครับ เป็นไปได้ว่าพวกเราถูกเลือกมาตั้งแต่แรกครับ”
“ก่อนมาโลกนี้… ชีวิตของพวกคุณเป็นไงบ้างครับ”
“คะ?”
“หมายความว่ายังไงคะ?” คำถามของปอนด์ทำให้พวกเธอฉงนหนัก
“ผมจำได้ลางๆ ว่าในข้อความมันพูดถึงชีวิตที่สิ้นหวัง และผมเองก็กำลังเป็นแบบนั้นครับ…”
สีหน้ากลืนไม่เข้าดูเหมือนไม่ค่อยอยากเปิดเผยชีวิตของตัวเองเท่าไหร่แต่มันก็จำเป็นที่ต้องอธิบายให้เข้าใจ เขาหวังว่าจะไม่มีคนถามต่อ
ด้านหลัง สาวเดรสลายดอกก็เงยหน้าขึ้นมามองปอนด์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังกว่าเดิม
“จริงหรอคะ…”
“นั่นสินะ จริงด้วย… ก่อนมาโลกนี้ชีวิตฉันมันก็เฮงซวยไม่น้อยเลย” สาวร่างสูงถอนหายใจ
ปอนด์ตระหนักว่าการแสดงความสามารถในการวิเคราะห์เกมของเขาออกมาตอนนี้ อาจจะเป็นดาบสองคม แต่ในขณะเดียวกันมันก็อาจทำให้เขาได้พันธมิตรที่ฉลาดและมีสติก็ได้ เขาแอบเหลือบมองไปยังสามสาวสลับกันไปมา รู้สึกได้ถึงแรงกดดันและความคาดหวังจากดวงตาของพวกเขา แต่สิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตในโลกอีสปอร์ตและชีวิตจริงก็คือ การไว้ใจใครสักคนคือความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงที่สุด
“คุณดูไม่ตื่นตระหนกเท่าคนอื่นเลยนะคะ...” สาวชุดเดรสพูดเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
“ไม่รู้สิครับ บางทีชีวิตผมคงไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น เอ่อ…” เขาเผลอเปิดอกเล็กน้อย ก่อนจะรีบดึงสติกลับมาอีกครั้ง
“ถ้าเป็นแบบที่คุณพูด นั้นพวกเราทุกคนก็เป็นคนสิ้นหวังไม่ต่างกันเลยใช่ไหมคะ” สาวร่างสูงพูดแทรกขึ้น
เขาเป็นพวกเดียวดายตัวคนเดียวมาตลอด ปัญหาเรื่องความไว้ใจไม่ได้หายไปง่ายๆ เพียงเพราะโลกกำลังจะล่มสลาย การเปิดเผยตัวตนหรือความสามารถตอนนี้ อาจทำให้เขากลายเป็นเป้าหมาย หรือไม่ก็ถูกบังคับให้แบกรับภาระที่เขาไม่ต้องการ เลือกที่จะกลบเกลื่อนคำถามส่วนตัว และดึงบทสนทนากลับมาที่เรื่องสำคัญที่สุด
“ผมว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” ปอนด์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แต่ผมเจอเหมือนที่พวกคุณนั่นแหละครับ... ตั้งแต่ภาพของเกมมาสเตอร์บนจอไปจนถึงคนที่ถูก... ระเบิดหัวเมื่อครู่”
เขาหยุดชั่วครู่ ดวงตาของเขากวาดมองไปยังนาฬิกานับถอยหลังบนหน้าจอมือถือ ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบสินาทีแล้ว
“ไอ้เกมมาสเตอร์นั่นมันบอกชัดเจนแล้วครับ” เขาเน้นย้ำ “การปฏิเสธคือความตาย... ทางเลือกเดียวที่เรามีคือ เล่นเกมนี้ให้รอด เพื่อที่จะออกไปจากที่นี่ได้ครับ”
“แสดงว่าเราต้องเข้าใจ กฎ ของมันก่อนถูกไหมคะ” สาวร่างสูงถาม
“กฎ...” นักศึกษาสาวพึมพำ เธอพยายามขุดคุ้ยความทรงจำ “หนูจำได้แค่ว่าเขาพูดว่า 'กฎของเกมนี้มีไว้ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด' แล้วก็... ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อกี้ค่ะ”
“แล้วเราจะรู้กฎได้ยังไงล่ะคะ!?” สาวเดรสลายดอกถามอย่างตื่นตระหนก “ไม่มีใครรู้เลยนะว่าเกมจะให้เราทำอะไรนี่คะ!”
สาวร่างสูงจ้องมองปอนด์ด้วยสายตาที่คาดหวัง “คุณคิดว่าไงคะ เราควรจะทำอะไรเป็นอย่างแรก?”
ปอนด์กำลังจะอ้าปากตอบ โดยตั้งใจว่าจะเสนอให้พวกเขาแบ่งกำลังกันออกค้นหาพื้นที่รอบๆ เพื่อหาป้ายประกาศ หรือร่องรอยของข้อมูลที่อาจถูกซ่อนไว้ในเมืองร้างนี้
แต่ทว่าเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นหลายคู่เข้ามาแทรกกลางวงสนทนา เสียงนั้นไม่ใช่การเดินเตร็ดเตร่ แต่เป็นการเดินที่ เจตนา มุ่งตรงมายังกลุ่มนี้
กลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูสะอาดกว่าคนอื่นๆ และมีใบหน้าที่ดูเด็ดขาดกว่าพวกที่ร้องไห้ พวกเขายืนล้อมกลุ่มของปอนด์ไว้ ชายคนหนึ่งที่ดูเป็นหัวหน้ากลุ่มกวาดสายตาสำรวจทุกคน
“พวกคุณดูเหมือนจะมีสติกว่าคนกลุ่มอื่นนะครับ” ชายคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้ม
“พวกเราแค่อยากได้ข้อมูล... มีใครพอจะรู้บ้างว่าเกมแรกจะเล่นที่ไหน? หรือว่า... มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกถึงสถานที่ที่ปลอดภัยไหมครับ?”
ความสนใจของนักศึกษาสาวและอีกสองคนถูกดึงไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์ในทันที พวกเขาหันไปตอบคำถามและพยายามสร้างความไว้วางใจกับกลุ่มคนที่ดูเข้มแข็งกว่า กลุ่มคนที่มาพร้อมกับความเป็นผู้นำที่พวกเขาโหยหา
ปอนด์มองฉากตรงหน้าอย่างเงียบๆ ความรู้สึกที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง เขายืนอยู่ข้างๆ แต่ไม่มีใครสนใจจะถามความคิดเห็นของเขาอีกแล้ว เขาเป็นคนไม่จำเป็น สำหรับพวกเข เหมือนกับโลกก่อนที่เขาเพิ่งจากมา โลกที่เขาเป็นแค่พนักงานพาร์ทไทม์ต๊อกต๋อยร้านอาหารที่ทุกคนมองข้าม
เขาเลือกที่จะไม่รอให้ใครมาขอความเห็น หรือแม้แต่บอกลา เขาก้าวถอยหลังออกจากวงสนทนาอย่างช้าๆ แล้ว ปลีกวิเวก เดินหายไปจากตรงนั้นเงียบๆ กลับมาเป็นผู้เดียวดายอีกครั้ง แต่ไม่ได้รู้สึกน้อยใจ มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงที่เหลือนี้เพื่อเอาตัวรอดด้วยวิธีของเขาเอง