ตอนที่ 45 ทำสำเร็จไปทีละน้อย
เจียงรุ่ยยิ้มอย่างดูถูก เขาไม่ทันรอให้อาจารย์หานตอบกลับก็พูดออกไปก่อนแล้วว่า : "หรือว่าเธอจะตั้งคำถามเกี่ยวกับการแยกแยะของอาจารย์อย่างนั้นหรือ"
"ศิษย์น้อง" ฉีเจาก็ได้ถอนหายใจออกมา ตอนนี้เขาได้ยอมรับความจริงข้อนี้ไปแล้ว ขณะที่กำลังประคองแจกันอยู่นั้นก็สั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว
เมื่อคนโดยรอบได้ยินเข้า หลายคนรู้สึกเสียดายขึ้นมาครู่หนึ่ง แจกันทวิมุกจวีชิงนี้เมื่อมองจากรูปร่างภายนอกยังเรียกได้ว่าดีอยู่มาก มีอยู่หลายคนที่ปรารถนาจะซื้อแจกันใบนี้เหมือนกัน แต่เมื่อได้ยินว่าแจกันใบนี้มีปัญหา ทันใดนั้นในใจของพวกเขาก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
"ปัญหาที่ฉันบอกไม่ใช่ปัญหาอย่างที่พวกเธอจินตนาการไว้หรอกนะ" อาจารย์หานเงยหน้าขึ้น ในแววตานั้นมีความกระตือรือร้นที่ไม่แน่ชัดบางอย่างได้แสดงออกมา "แจกันทวิมุกจวีชิงใบนี้ ฉันพึ่งจะมองมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนดูอีกครั้ง แล้วก็ได้ค้นพบว่าบนแจกันนั้น มันมีรอยประทับบางอย่างที่เป็นของประเทศเกาชางอยู่ ไม่เหมือนกับของปลอมที่อยู่ในตลาดเลยแม้แต่น้อย"
"รอยประทับ? " ฉีเจาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยแม้แต่น้อย "ผมก็เคยดูแจกันใบนี้มาหมดแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยจะเห็นว่ามีรอยประทับอะไรเลยนะ? "
อาจารย์หานส่ายหัว เขาได้ชี้ไปแว่นตาคู่หนึ่งที่อยู่บนตาของตัวเอง : "ถ้าไม่ใช้เครื่องมือพิเศษแล้วละก็โดยพื้นฐานแล้วก็คงจะมองรอยประทับนี้ไม่ชัดหรอก แว่นของฉันอันนี้เป็นอุปกรณ์พิเศษ มันมีส่วนช่วยได้อย่างมากต่อการมองเห็นรอยประทับบางอย่างที่ถูกปกปิดเอาไว้"
เมื่อฉีเจาได้ฟังคำอธิบายแล้วถึงได้เข้าใจ แต่ในใจของเขาก็ยังคงตึงเครียดอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด : "อย่างนั้นจะบอกว่าแจกันนี้เป็นของแท้? "
อาจารย์หานก็ยังคงส่ายหน้า : "แม้จะแน่ใจแล้วว่ามีรอยประทับบางอย่างของประเทศเกาชางอยู่ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะยืนยันทั้งหมดได้ พวกเราจำเป็นต้องเอาแจกันนี้เข้าไปใช้อุปกรณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะด้านตรวจสอบสักหน่อย"
ฉีเจาที่กำลังร้อนอกร้อนใจอยู่ก็ได้พูดขึ้นว่า : "อย่างนั้นก็รีบเอาไปตรวจสอบเถอะครับ"
อาจารย์หานก็ได้เรียกคนมาอีกหลายคน และได้นำเอาแจกันทวิมุกจวีชิงเดินจากไป เขาได้เดินเข้าไปในห้องที่อยู่อีกด้านหนึ่งของเวที
เจียงรุ่ยไม่คาดคิดเลยว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนกลับมาเป็นอย่างนี้ ในใจของเขานั้นอยากจะให้แจกันทวิมุกจวีชิงใบนี้เป็นของปลอมมาตั้งแต่แรกแล้ว
เซิงห่าว มองเห็นใบหน้าที่ชั่วร้ายของเขา ก็พูดขึ้นมาอย่างเหน็บแนมว่า : "มีคนบางคนนะครับ ผลประเมินยังไม่ทันจะออกมาเลย ก็พูดเรื่องไร้สาระออกมาก่อนซะแล้ว"
ตอนที่กำลังประเมินวัตถุโบราณ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าจำเป็นที่จะต้องเงียบเสียงลงสักหน่อย แม้แต่พูดคุยกันก็ยังต้องพูดให้เบาที่สุด ต้องพยายามอย่าไปรบกวนผู้เชี่ยวชาญการประเมินที่กำลังทำการประเมินอยู่ในตอนนั้น
ผู้คนโดยรอยที่พึ่งพูดอยู่เมื่อกี้นั้นแน่นอนว่าใช้เสียงดังอยู่บ้าง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าเสียงของเจียงรุ่ยนั้นแสบแก้วหูและไม่น่าฟังที่สุด
สีหน้าของเจียงรุ่ยกลายเป็นสีดำขึ้นมา : "เธอหมายความว่าไง"
เมื่อฉีเจาได้คิดไปถึงคำปลอบใจที่จอมปลอมของเจียงรุ่ยเมื่อกี้นี้ ก็รู้สึกค่อนข้างไม่พอใจ เพราะเมื่อตอนอยู่ที่หน้าลิฟต์เมื่อวานนี้เขายังจำเรื่องที่เจียงรุ่ยเกือบจะทำอันตรายกระเป๋าเดินทางของเขาจนจะร่วงลงไปบนพื้นได้อยู่เลย
เขาพูดขึ้นมาทันทีว่า : "ความหมายของศิษย์น้องก็ชัดเจนอยู่แล้ว คุณก็ไม่ใช่เด็กสามขวบที่จะฟังไม่เข้าใจ ท่านอาจารย์ยังไม่ทันจะพูดอะไรคุณก็แย่งพูดขึ้นมาก่อนแล้ว ถ้าไม่ใช่พูดจาไร้สาระแล้วมันจะเรียกว่าอะไรล่ะ"
"นี่ก็เป็นเพียงแค่การพูดคุยแบบปกติ ถูกพวกคุณเข้าใจผิดกลายเป็นพูดไร้สาระไปแล้ว ดูเหมือนว่าความสามารถในการเข้าใจของพวกคุณจะยังขาดอยู่เล็กน้อยนะ" สีหน้าของเจียงรุ่ยกลายเป็นดูไม่ได้มากขึ้นไปอีก และเขาก็ได้กล่าวออกมาอย่างเย็นชา
ผู้คนมากมายต่างก็ได้ยินว่าภายในคำพูดนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความดุเดือดเลือดพล่าน ดังนั้นทุกคนต่างก็มองดูไปที่พวกเขาด้วยอารมณ์ครึกครื้น
ทันใดนั้นเจียงรุ่ยก็ระงับความโกรธของเขาเอาไว้ เขากลับตัวแล้วเดินไปนั่งบนม้านั่งที่อยู่อีกด้านหนึ่ง : "ฉันอยากจะดูจริงๆ ว่าสิ่งของที่เธอนำมาที่จริงแล้วมันเป็นของแท้หรือของปลอมกันแน่"
ต้องของแท้แน่นอนอยู่แล้ว
เซิงห่าวเย้ยหยันอยู่ในใจ คิดไว้ว่ารออีกสักครู่หนึ่งเมื่อผลของการประเมินแสดงออกมา จะดูสิว่าเจียงรุ่ยจะพูดว่ายังไงอีก
ทุกคนต่างก็หาที่นั่งตามใจชอบแล้วก็นั่งรออยู่ตรงนั้น แต่ทว่ารอไปมากกว่าครึ่งชั่วโมงเต็มแล้วก็ไม่เห็นว่าอาจารย์หานจะออกมาสักที
และผู้คนส่วนใหญ่เนื่องจากว่าไม่ต้องการที่จะรออีกต่อไปแล้วต่างก็พากันเดินไปทางจุดแสดงนิทรรศการนั้น
เซิงห่าวมองดูเวลาอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าแค่ตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือปลอมเท่านั้นหรือ ทำไมถึงได้นานขนาดนี้
ตอนนี้ฉีเจาก็ได้รู้สึกร้อนใจขึ้นมา หรือว่ามันจะมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ?
เมื่อเซิงห่าวเห็นเขาร้อนใจขนาดนี้ ก็เลยต้องปลอบใจขึ้นมาว่า : “ศิษย์พี่ ถ้าหากว่าเป็นของปลอมแล้วละก็แน่นอนว่าเขาคงจะแยกแยะออกมาได้แล้ว พวกเรารออีกสักหน่อยดีกว่านะครับ”
ฉีเจาได้แต่พยักหน้าอย่างจนปัญญา
แล้วก็รอไปจนเกือบจะถึงยี่สิบนาที ก็มีเงาของอาจารย์หานได้เดินออกมาจากห้องอีกทางด้านหนึ่งของเวที ทางด้านหลังนั้นมีผู้ช่วยที่กำลังยกแจกันทวิมุกจวีชิงเดินตามออกมาด้วย
เมื่อฉีเจาเหลือบมองไปเห็นเขา ก็รีบร้อนลุกขึ้นยืน และเดินเข้าไปสอบถามว่า : “ท่านอาจารย์ครับ เป็นอย่างไรบ้าง? ”
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ที่รออยู่บางคน ก็ได้เดินตามหลังเขาเข้ามาด้วยกัน ที่จริงแล้วนั้นได้ทำการประเมินไปเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว และความจริงนั้นมันช่างยั่วยวนคนเสียจริงๆ
"แจกันทวิมุกจวีชิงใบนี้ได้ผ่านมติเอกฉันท์จากพวกเราแล้ว สามารถที่จะยืนยันได้ว่าเป็นของแท้ และยังยืนยันได้อีกว่าเป็นของใช้ภายในพระราชวัง อีกทั้งยังเป็นคู่อีกด้วย และมันยังสมบูรณ์แบบอย่างไร้ตำหนิ จากที่พวกเราได้ประเมินมาแจกันทวิมุกจวีชิงใบนี้มีมูลค่าอย่างน้อยที่สุดอยู่ที่สามสิบสามล้านหยวน" อาจารย์หานกล่าวออกมาอย่างช้าๆ
สามสิบสามล้านหยวน!
เมื่อทุกคนได้ยินราคาที่ได้ทำการประเมินออกมา ไม่ต้องพูดถึงความประหลาดใจที่อยู่ภายในใจเท่านั้น มาจนถึงตอนนี้ก็สามารถพูดได้ว่าแจกันทวิมุกจวีชิงใบนี้มีราคาสูงที่สุดแล้ว
"ศิษย์พี่ ขอแสดงความยินดีด้วย" เซิงห่าวนั้นรู้ราคามาตั้งแต่แรกแล้ว ก็เลยไม่ได้มีความรู้สึกที่คาดไม่ถึงเท่าไรนัก
เมื่อฉีเจาได้ยินผลของการประเมิน ภายในใจก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาเกือบที่จะคิดว่าสิ่งนี้คือของปลอมไปเสียแล้ว ใครจะไปรู้ว่าผลสุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นของแท้
อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้ ทำให้เขาตื่นเต้นจนเกือบที่จะพูดไม่ออก
คนอื่นๆ ต่างก็แสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง
"นับว่าคุณยังโชคดี" ภายในงานนี้คนที่อารมณ์ไม่ดีที่สุดก็คงจะต้องเป็นเจียงรุ่ย เขาไม่คิดเลยว่าแจกันทวิมุกจวีชิงของฉีเจาจะยังมีราคาสูงกว่าถ้วยสามขาของเขาอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย
อีกทั้งต้นกำเนิดก็ไม่ได้ต่ำไปกว่าถ้วยสามขาของเขาเลย
แต่เขายังคงคาดหวังไว้ว่าแจกันทวิมุกจวีชิงของฉีเจาจะมีผลที่ออกมาว่าเป็นของปลอม ถึงเวลานั้นเขาคงจะได้วิพากษ์วิจารณ์ได้อีกหลายประโยค
อาจารย์หานยังคงกล่าวต่อไปว่า : "การมีอยู่ของประเทศเกาชางถือได้ว่าไม่ได้เป็นเวลาที่นานมากนัก ดังนั้นวัตถุโบราณของเกาชางจะต้องทำการประเมินให้ได้อย่างชัดเจน จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย"
ทุกคนต่างก็พยักหน้า อย่างนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเพราะอะไรถึงได้ใช้เวลาไปนานมากขนาดนี้
แจกันทวิมุกจวีชิงก็ได้ถูกนำไปจัดแสดงที่จุดแสดงนิทรรศการนั้นด้วย มีคนมากมายรุมล้อมอยู่รอบๆ ตัวฉีเจา ต่างคนต่างก็มาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับแจกันทวิมุกจวีชิงใบนั้น
เซิงห่าวนึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกกลุ่มคนทำให้ต้องออกมาอยู่ด้านนอก เขามองไปที่ฉีเจาที่ถูกทำให้อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น ก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อเขากำลังจะออกไปจากฝูงชน ก่อนไปก็ได้นำโต๊ะออกมาจากการประเมินและหลังจากนั้นก็ไปที่จุดแสดงนิทรรศการ เพราะว่าแจกันทวิมุกจวีชิงสูงใหญ่เกินไป อีกทั้งยังเป็นคู่ ดังนั้นเวลาถูกวางไว้ที่ตำแหน่งนั้นเลยดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
เกือบแทบทุกคนเมื่อได้เดินไปจนถึงจุดนั้น ต่างก็ต้องหยุดสังเกตการณ์อยู่ที่หน้าตู้กระจกของแจกันทวิมุกจวีชิงกันทั้งนั้น
เมื่อถึงช่วงเวลาพักเที่ยง เซิงห่าวและฉีเจาถึงได้กลับมารวมตัวด้วยกันใหม่อีกครั้ง เมื่อได้เห็นว่าทั่วทั้งใบหน้าของฉีเจาแดงระเรื่อ เซิงห่าวก็อดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อขึ้นมาว่า : "ศิษย์พี่ ตอนนี้คุณดูเหมือนว่าดื่มเหล้ามาอย่างไงอย่างนั้นเลย"
ฉีเจาหัวเราะยกใหญ่แล้วพูดว่า : "อย่าพูดอย่างนั้นเลย ในวันนี้ตอนเย็นแน่นอนว่าจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลานั้นเธอก็จะต้องไปด้วยกันกับฉันนะ แล้วก็จะได้ทำความรู้จักเล็กๆ น้อยๆ กับเพื่อนใหม่ภายในกลุ่มนี้ด้วย"
เมื่อได้ยินว่ายังมีงานเลี้ยงอยู่อีก ขากรรไกรของเซิงห่าวก็เหมือนกับว่าจะหลุดออกมาให้ได้ : "ยังมีงานเลี้ยงอีกเหรอ" แค่คิดไปถึงพวกคนในกลุ่มนั้นดื่มกินกันอย่างมีความสุข หลังจากนั้นก็เข้าสังคมกันด้วยการพูดคุย เมื่อเขาคิดได้อย่างนั้นก็ไม่อยากจะไปเลยจริงๆ
ฉีเจามองออกถึงความคิดของเขา เลยพูดออกมาอย่างขบขันว่า : "เรื่องพวกนี้หลังจากที่เธอออกสังคมแล้วมันก็ขาดไม่ได้หรอกนะ เธอก็ถือว่าเป็นการปรับตัวเอาไว้ก่อนสักหน่อยแล้วกัน"
เนื่องจากว่าตอนนี้ถึงเวลาเที่ยงแล้ว พวกเขาทั้งสองก็รู้สึกเริ่มที่จะหิวขึ้นมาเล็กน้อย ฉีเจาได้พาเซิงห่าวเดินไปที่ร้านอาหารของงานประชุมนักประเมิน : "และก็ถ้าหากว่าเธอกลับไปแล้วล่ะก็ ถึงเวลาฉันเมาไปแล้ว ใครจะเป็นคนช่วยพาฉันกลับกัน? "
เมื่อเห็นว่าฉีเจาพูดถึงขนาดนี้แล้วเซิงห่าวก็จำเป็นต้องรับปากที่จะไป : "อย่างนั้นก็ได้ครับ"
การประเมินวัตถุโบราณในรอบบ่ายนั้นไม่ได้มีสิ่งยอดเยี่ยมเท่ากับในตอนเช้า แล้วก็ไม่มีวัตถุโบราณอะไรที่เป็นเช่นเดียวกับถ้วยสามขาหรือแจกันทวิมุกจวีชิงอีกด้วย ดังนั้นหลายคนจึงได้มีอาการว่าเบื่อปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากที่ฉีเจาและเซิงห่าวอยู่ต่อไปอีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าดูอีกแล้ว ก็ได้รีบกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เพราะว่าตอนเช้าตื่นเช้าขนาดนั้น ทั้งสองคนต่างก็รู้สึกเหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว อีกทั้งตอนเย็นทั้งสองคนยังมีงานเลี้ยงเลยต้องฟื้นพลังชีวิตเสียหน่อย
เมื่อรอให้เซิงห่าวตื่นขึ้นมา มันก็ถึงเวลาค่ำแล้ว ผ่านไปไม่นานเท่าไรนักฉีเจาก็ตื่นขึ้นมาด้วยเช่นกัน และก็ได้มาตามหาเขา
ทั้งสองคนได้โดยสารรถมาจนถึงร้านอาหารที่ได้นัดเอาไว้ และได้มีบริกรนำทางเดินไปจนถึงห้องส่วนตัวที่จองเอาไว้ในชั้นบนสุดของร้านอาหาร
ห้องส่วนตัวได้เปิดออก ไม่คาดคิดว่าภายในห้องจะมีคนนั่งอยู่แล้วหลายคน แล้วยังมีตู้อวี้หมิงที่เซิงห่าวได้เจอวันนี้รวมอยู่ในนั้นด้วย
"เถ้าแก่ฉี คุณนี่มาตรงเวลาจริงๆ มามามา เข้ามานั่งตรงนี้" เมื่อตู้อวี้หมิงมองไปเห็นพวกเขาก็ได้รีบเข้ามาทักทายในทันที
ทั้งสองคนได้ที่นั่งที่อยู่ด้านข้างของเขา เนื่องจากว่าตู้อวี้หมิงเป็นคนต้นคิดเรื่องงานเลี้ยงนี้ ดังนั้นเขาจึงทำการแนะนำอย่างง่ายๆ ต่อผู้ที่นั่งอยู่ทุกคนทีละคน ทำให้ทุกคนต่างก็เข้าใจกันและกันสักหน่อย
หลังจากผ่านไปได้ไม่นานเท่าไรนัก ห้องส่วนตัวก็ได้ถูกผลักออกและยังมีคนเข้ามาอีกสองสามคน : “มาสายแล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆ พอดีว่ามีเรื่องนิดหน่อย”...