มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 64 แสงสังหารภายใต้ความมืดที่เกาะกุม

    บทที่64 แสงสังหารภายใต้ความมืดที่เกาะกุม

             

            ปู้ชิงเถาคิดอาศัยจังหวะหาทางกระโดดลงจากเรือทว่ากำลังจะค่อยๆ คลานออกด้านหลังเรือไป มันก็พลันได้ยินน้ำเสียงของคนบนเรือสนทนากันจากคำสนทนาและจากการเรียกขานชื่อของคนทั้งสามทำให้ร่างของปู้ชิงเถาต้องหยุดชะงัก คนขมวดคิ้วและเลือกที่จะหลบซ่อนไม่คิดที่จะออกจากเรือลำนี้อีกในใจก็ได้แต่ครุ่นคิดถึงน้ำเสียงตวาดที่ทำให้จื่อจิ้งล่าถอยจากไปโดยไม่ตอบโต้

            “มิน่าจื่อจิ้งมันถึงเลือกที่จะไม่ตอแย"

             

            การหลบซ่อนบนเรือลำเล็กของปู้ชิงเถาแรกทำให้มันบังเกิดความลุ่มร้อนใจ ทว่าตอนนี้กลับสร้างความสงสัยแลสนใจแก่มันไม่น้อยชายหนุ่มจึงได้ค่อยๆ คลานถอยไปหลบซ่อนในจุดที่บังตามากที่สุด โดยระหว่างนี้ก็หยิบโอสถที่ฮุ่ยจวินมอบให้มากินเพื่อฟื้นฟูร่างกายไปพลาง

             

            ด้านฮุ่ยจวินเป็นเพียงคนเดียวที่เดินทางมาพร้อมกับขบวนผู้กล้าที่ลานศิลาตลอดรายทางมันได้มองหาปู้ชิงเถาตลอดเวลา เมื่อไม่พบ ความร้อนใจก็ปรากฏ คิดออกตาหาผู้เป็นพี่ใหญ่เพราะมิทราบว่ามันเป็นตายร้ายดีประการใดแต่เมื่อขบวนผู้กล้าออกเดินทาง เมื่อนึกถึงข้อตกลงที่ทำร่วมกันกับพี่ร่วมสาบาน ทำให้มันต้องจำใจที่จะแบกปณิธานความตั้งใจนี้ของพี่ใหญ่ไปแทนจิตใจส่วนลึกได้แต่ภาวนาให้พี่ร่วมสาบานของตนปลอดภัย ส่วนอีกความมุ่งมั่นตั้งใจหนึ่งก็คือจักต้องรีบค้นหาและนำคัมภีร์ฝึกลมปราณในตำนานคืนกลับมาให้ได้

            “รอก่อนนะ"

             

            คำกล่าวที่แผ่วเบานี้เป็นจังหวะที่มันก้าวเดินผ่านบุรุษชราหลังงองุ้มพอดีฮุ่ยจวินมองตามบุรุษชราคราหนึ่ง จดจำได้ว่าเคยพานพบมันมาแล้วเมื่อตอนมาถึงเมืองหลวงตอนนั้นแรกพบบุรุษชรา กลิ่นอายที่หนักแน่นดั่งหินผาและแฝงไว้ด้วยแรงคุกคามอย่างปิดไม่มิดทำให้ฮุ่ยจวินรู้สึกมิอยากที่จะอยู่ใกล้กับบุรุษชราผู้นี้แต่หลังจากที่ชายหนุ่มได้รับการถ่ายทอดวิชาลมปราณที่ลึกล้ำจากบิดาบุญธรรม กอปรกับได้รับการกระตุ้นพลังบางอย่างที่คล้ายแผดเผาอยู่ในโลหิตซึ่งเป็นพลังที่มันยังมิอาจควบคุมได้ ทำให้มันรู้สึกว่าการได้บังเอิญพบพานกับบุรุษชราหลังงองุ้มอีกครั้งภูผาจากที่เคยสูงใหญ่ก็คล้ายจะมิได้ดูสูงใหญ่จนมิอาจเอื้อมอีกต่อไป

             

            บุรุษชราหลังงองุ้มแน่นอนว่าย่อมเป็นเจิ้งกวนประมุขคนใหม่ของพรรคเอกยาจกมันจดจำฮุ่ยจวินมิได้และก็มิรู้สึกสนใจอันใดในตัวของชายหนุ่มเป็นพิเศษ โชคดีที่ตอนนั้นจื่อจิ้งได้ถูกคำสั่งให้ไปจัดเตรียมเรือที่อีกฟากฝั่งหนึ่งสำหรับเดินทางไปยังแม่น้ำร้อยลี้ตามแผนที่ที่ได้รับจึงไม่มีใครอื่นอีกที่รู้ว่าฮุ่ยจวินก็เป็นอีกตัวตนที่ถูกไล่ล่าร่วมกับปู้ชิงเถา

             

            ทั้งสองฝ่ายต่างไม่รู้จักในตัวตนของซึ่งกันพวกมันจึงเดินผ่านกันไปโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เจิ้งกวนรวมถึงเหล่าขอทานจากพรรคเอกยาจกล้วนตรวจสอบแลจับตาดูเป็นอย่างดีแล้วปรากฏว่าไม่มีปู้ชิงเถาขึ้นสู่เรือพวกมันจึงแบ่งกำลังควานหาตัวของปู้ชิงเถาซึ่งบาดเจ็บสาหัสที่เมืองหลวงต่อส่วนอีกกองกำลังก็ได้ตามประมุขพรรคและผู้อาวุโสไปยังแม่น้ำร้อยลี้เพื่อหวังหาคัมภีร์ลมปราณในตำนานตัดหน้าเจ็ดพรรคใหญ่

             

            ทางด้านฮุ่ยจวินเองก็ได้ขึ้นสู่เรือตามเหล่าผู้กล้าและเสียงประกาศเรียกของคนจากเจ็ดพรรคใหญ่บนเรือสายตามองเหล่าขอทานที่กำลังมีท่าทีวุ่นวายไปทั่วบริเวณ ทำให้มันได้คิดว่าขอทานเหล่านี้คงยังหาตัวของพี่ใหญ่ของมันไม่เจอเป็นแน่ไม่เช่นนั้นพวกมันคงไม่ปฏิกิริยาอย่างที่ปรากฏนี้

             

            เห็นสภาพและท่าทีของเหล่าขอทานความหนักอึ้งในจิตใจก่อนหน้าก็คล้ายได้รับการปลอบประโลม ฮุ่ยจวินจึงโล่งอกและเดินทางไปพร้อมกับขบวนผู้กล้าด้วยความคลายใจ

             

            เมื่อขึ้นเรือเสร็จสรรพเรือลำใหญ่ก็ได้ปลดเชือกที่ริมท่า ใบเรือถูกกางให้กินลม หางเสือเรือถูกบังคับแปรเปลี่ยนทิศเรือลำใหญ่ของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตกก็ได้แล่นไปตามกระแสของธารธารามุ่งสู่ทิศตะวันออกของแคว้นทันที

            .

            .

            .

            วิกาลคล้อยดึกนำพาสายลมที่พัดพริ้วราตรีนี้ที่แคว้นเถาโจวไม่มีซึ่งแสงแห่งดวงดาว เนื่องจากพยัพเมฆที่หนาแน่นจนเกินไปแสงจันทราแลดาราจึงมิอาจส่องถึง โลกในยามราตรีแห่งแคว้นเถาโจวจึงมีแต่ความมืดที่สนิทมืดจนมิอาจสรรหาคำนิยามว่ามืดใดมาเทียบเปรียบได้

             

            แต่ภายใต้ความมืดนั้นมีเพียงสิ่งเดียวที่โดดเด่นเป็นสง่า ชุดคลุมขาวที่บริสุทธิ์ราวกับหิมะในแดนเหมันต์กำลังพริ้วผ่านม่านแห่งราตรีนี้ภายใต้ราตรีที่มืดมิดจึงมีความขาวโพลนมาประดับ แต่ภายใต้ชุดที่ขาวโพลนกลับมีความมืดที่ยิ่งกว่าราตรีแห่งนี้เกาะกุมในจิตใจ

             

            สีขาวจึงมิใช่ความบริสุทธิ์ดั่งเช่นภายนอกราตรีที่มืดมิดจึงมิได้มีคำนิยามแห่งความมืดที่หาได้ยากเพียงอย่างเดียว

             

            เงามืดที่มืดมิดยิ่งกว่าราตรีในค่ำคืนแห่งนี้ได้ย่างกรายสู่แผ่นดินแคว้นเถาโจวแล้ว!

             

            ร่างในชุดคลุมขาวท่ามกลางม่านอนธการผู้นี้ก็คือไป๋เหิ่นซินหลังได้รับการขับกล่อมแลชี้แนะด้วยมหาวิถีแห่งปัญญาชั้นสูงของเจียวมิ่ง มรรคจิตของนางก็พุ่งทะยานสู่จุดสมดุลสูงสุดพอสมาธิดี พลังการฝึกปรือที่รอวันทะลุทะลวงก็ได้รับการปลดปล่อย มหาวิถีแห่งวจนะของนางจึงพุ่งทะยานพุ่งทะยานขึ้นสูงจนธรรมบาลมุทรายังรู้สึกแปลกใจ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสาเหตุหนึ่งอาจมาจากเรื่องของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนที่ได้ฆ่าท่านลุงส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้นางต้องพยายามพาตนไปสู่จุดแข็งแกร่งอย่างมุ่งมั่นก็คือ ตัวตนที่ดำรงอยู่ในแคว้นแห่งนี้

             

            นางดั้นด้นจากแคว้นซานข้ามแม้น้ำร้อยลี้ที่จุดปลอดภัย บรรลุไปถึงแคว้นเถาโจว เป้าหมายก็เพื่อล้างแค้นคืนกลับแก่ฮุ่ยจวิน!

             

            บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรนั่นแล้ว!

             

            ร่างในชุดคลุมขาวบริสุทธิ์จึงมีไอจิตสังหารและความดำมืดของความแค้นที่เกาะกุมในจิตใจแผ่กำจายทั่วบริเวณ แววตาที่เย็นชาภายใต้วงหน้าที่ไร้ที่ติมองไปข้างหน้าอย่างไร้ลังเลม่านราตรีมิอาจหยุดนาง มวลมารมิอาจเผชิญหน้า โจรป่าทำได้แต่หลบลี้ เมื่อแสงสังหารแห่งวจนะก้าวย่างไปที่ใดความตายจักต้องไปเยือนยังที่นั้น!

             

            มืออันขาวผ่องกำปิ่นหยกดำที่มีลวดลายแห่งค่ายกลไว้แน่นห้าปีมานี้ที่นางเฝ้าอดทนอดกลั้น เฝ้ามานะบากบั่น ทั้งหมดก็เพื่อการนี้ ก่อนหน้านางยังมิอาจเป็นคู่มือของเจ้าของปิ่นแต่ครานี้ทุกสิ่งอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว

             

            สู้ได้หรือไม่แก้แค้นได้หรือไม่ ขอเพียงไปถึงคำตอบเหล่านั้นจะปรากฏออกมาเอง!

             

            ท่ามกลางราตรีที่มืดดำยังคงมีความแค้นอันดำมืดเคลื่อนผ่านแต่อีกทางด้านหนึ่ง สตรีที่อยู่ในอาภรณ์สีดำอยู่แล้วกลับรู้สึกใจคอมิดี นับตั้งแต่ติดอยู่ในหุบเหวลึกมาห้าปีได้กลับมาพานพบบิดาที่เริ่มแก่ชราลงไปเป็นอย่างมาก ความเป็นห่วงก็ยิ่งเพิ่มพูนในจิตใจแม้จากบ้านเมืองเพื่อมาทำธุระอีกแห่ง แต่จิตใจกลับคล้ายถูกฉุดลากให้ล่องลอยคืนกลับบ้านอยู่เสมอ

             

            มู่ผิงเยว่นับแต่มีโอกาสได้คืนกลับบ้านสู่อ้อมอกของบิดาสามวันมานี้เป็นอีกครั้งที่นางต้องออกจากบ้านเพื่อมาค้นหาคำตอบที่ค้างคาใจ ครั้งหนึ่งนางเคยถูกลอบทำร้ายจนตกลงสู่หุบเหวซึ่งมาทราบภายหลังว่าวิชาที่ใช้ทำร้ายตนคือฝ่ามืออัสนีเบ่งบาน อันเป็นวิชาประจำพรรคอัสนีฟ้าที่ตนและบิดามีความสนิดชิดเชื้อนางถึงได้ดั้นด้นเดินทางข้ามเมืองเพื่อมาไต่ถามหาคำตอบด้วยตัวของนางเอง

             

            แต่คำตอบที่ได้กลับมิอาจไขความกระจ่างให้แก่นางอีกทั้งทางพรรคอัสนีฟ้ายังแสดงท่าทีที่บริสุทธิ์ว่ามิได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวทำให้มู่ผิงเยว่ต้องค้นหาปริศนาอื่นอีกเล็กน้อย แต่มิรู้เป็นเพราะว่าค่ำคืนนี้ไร้แสงแห่งจันทราแลดวงดาราส่องถึงหรือไม่จิตใจของนางจึงได้อึมครึมนึกถึงบ้านและบิดาของตน ขนาดราตรีคล้อยลงจนดึกสงัดแล้ว นางก็มิอาจข่มตาให้หลับลงได้

             

            ชุดคลุมสีดำจึงสะบัดลู่ออกจากเตียงนอนเพราะลางสังหรณ์ใจบางอย่างทำให้นางได้ทิ้งจดหมายแจ้งคนของตนให้ค้นหาปริศนาที่เกี่ยวกับฝ่ามืออัสนีเบ่งบานอยู่ที่นี่ต่อส่วนนางก็ได้เดินทางในยามค่ำคืนกลับไปยังพรรคของตนในทันใด ระหว่างเมืองที่นางอยู่ตอนนี้กับเมืองที่ตั้งพรรคของนางค่อนข้างไกลห่างจึงจำเป็นต้องใช้เวลาวันหรือสองวันที่จะไปถึง แต่ยิ่งเดินทางกลับไป จิตใจของนางกลับรู้สึกร้อนลุ่มอย่างบอกไม่ถูก

             

            นี่คือลางสังหรณ์ใจอะไรกันแน่!

             

            สตรีในชุดคลุมดำเร่งเดินทางคืนกลับบ้านในยามราตรีส่วนสตรีในชุดคลุมขาวเพียงเยื้อย่างอย่างไม่ช้าไม่เร็วก็บรรลุถึง ร่างในชุดคลุมขาวพริ้วผ่านประตูบานใหญ่วูบเดียวป้ายสลักอันโดดเด่นเป็นสง่าคำว่า 'พรรคกิเลนวารี’ก็ขาดเป็นสองส่วน

             

            ดึกสะงัดเช่นนี้กลับมีอาคันตุกะมิได้รับเชิญมาเยือนสร้างความแตกตื่นแก่ผู้เฝ้าประตูทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง แต่พวกมันยังมิทันได้เอ่ยปากไต่ถามดรรชนีที่รวดเร็วราวสายฟ้าก็ทิ่มแทงเข้าใส่พวกมันจนตัวโก่งโค้งจุกเสียดพร้อมกับสลบไสลลงไปอย่างรวดเร็ว

             

            หนึ่งการลงมือเงียบเชียบแผ่วเบาหนึ่งฝีเท้าที่ก้าวออกดูเบาหวิวไร้สุ้มเสียง คนของพรรคกิเลนวารีที่ลาดตระเวนมายังมิทันรู้ตัวว่ามีคนสุดท้ายเหลือบไปเห็นประตูบานใหญ่ที่แง้มเปิด สองผู้เฝ้าประตูสิ้นสติ แผ่นป้ายสำนักขาดเป็นสองส่วนใบหน้าของพวกมันก็ปรากฏถึงความแตกตื่นแลตะโกนก้องทันที

             

            “มีผู้บุกรุก!"

             

            เสียงคำรามก้องส่งให้คนของพรรคกิเลนวารีดูตื่นตัวเหล่าคนชุดคลุมน้ำเงินเข้มจึงเข้ามาตรวจสอบ พรรคกิเลนวารีคือพรรคที่ขึ้นชื่อแลมิธรรมดาในด้านมหาวิถีวจนะยุทธ์มีประมุขที่ร้ายกาจมิเป็นสองรองใครในปฐพีแห่งนี้ ตลอดมาจึงมิเคยมีใครกล้าตอแย ทว่าวันนี้พวกมันได้ถูกลองดีเข้าเสียแล้ว

             

            ข้างนอกกำลังวุ่นวายเป็นอย่างมากเนื่องจากเหล่าคนจากพรรคมังกรวารีกำลังออกค้นหาผู้บุกรุกอย่างเอาเป็นเอาตายแต่เหตุการณ์วุ่นวายเช่นนี้ประมุขพรรคของพวกมันกลับยังไม่ปรากฏตัวออกมา นี่นับเป็นเรื่องที่แปลกไปสำหรับทุกคน

             

            ประมุขพรรคกิเลนวารีมิใช่ว่ามันไม่อยากออกมามิใช่ว่ามันจะไม่รู้ตัวว่ามีผู้กำลังบุกรุก แต่การที่มันออกไปมิได้เป็นเพราะ

             

            ผู้บุกรุกผู้นั้นกำลังยืนประจันหน้ามันอยู่!

             

            “เจ้าต้องการอะไรถึงได้บุกมาหาข้าถึงที่!"

            เสียงที่ทรงอานุภาพแกร่งกร้าวและกดข่มจิตใจของบุรุษชราดังสะท้อนเข้าสู่โสตประสาทผู้บุกรุกเสียงนี้หากเป็นคนอื่นได้ฟังคงต้องมีอาการหวั่นเกรงอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเกิดขึ้นกับผู้บุกรุกอย่างไป๋เหิ่นซินแล้วเสียงนี้ก็ยังมิอาจส่งผ่านไปถึงจิตอันอาฆาตของนางได้

             

            ไป๋เหิ่นซินยกปิ่นหยกดำที่มีลวดลายค่ายกลขึ้นมาประมุขพรรคกิเลนวารีได้เห็นเช่นนั้นก็จดจำได้ว่าคือสิ่งสำคัญของพรรค และเป็นสิ่งที่ตนมอบติดตัวให้แก่บุตรีเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินตอนนั้นบุตรีของมันที่หายไปห้าปี พอได้พานพบกันอีกครั้ง ความดีใจจึงเอ่อล้นทำให้มันมิได้สนใจว่าของสำคัญจะยังอยู่ที่ตัวของบุตรีหรือไม่ทว่าบัดนี้มันได้เห็นสิ่งของสำคัญของบุตรีอยู่ในมือผู้อื่น ซึ่งดูแล้วว่ามิได้มาดีมันจึงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า

             

            “เจ้าทำอะไรบุตรีข้าหากเจ้ากล้าแตะต้องนาง เจ้าจะได้เสียใจไปตลอดชีวิต!"

             

            ได้ยินคำขู่ของบุรุษชราตรงหน้าแทนที่ไป๋เหิ่นซินจะหวาดกลัว แต่นางกลับยกยิ้มเย็นเยือกที่มุมปากคล้ายได้คิดถึงการแก้แค้นอันประเสริฐบางอย่างขึ้นมาได้

            “บุตรีอย่างนั้นหรือ"

             

            เสียงที่เย็นเยือกของไป๋เหิ่นซินนี้ทำให้บุรุษชราต้องหรี่ตาพินิจมองฝ่ายตรงข้ามให้ถี่ถ้วนมันเคยสร้างเรื่องบาดหมางมาเยอะ เคยกระทำความผิดจนมิน่าให้อภัยมาหลายครอบครัว แต่มันก็มิเคยเห็นสตรีนางนี้มาก่อนและมั่นใจว่ามิเคยสร้างความบาดหมางกับนางแน่ แต่ไฉนจิตสังหารของนางที่มีต่อตนจึงลึกล้ำราวรากที่ฝังลึกเช่นนั้น

             

            เป็นไป๋เหิ่นซินที่กล่าวคำซึ่งแฝงด้วยจิตสังหารอันเย็นเยือกออกมา

            “ข้าย่อมไม่ทำอะไรนางเพราะความตายสำหรับนางนั้นมันสบายจนเกินไป

             

            สองมืออันขาวผ่องถูกยกขึ้นมาระดับอก

            “แต่ข้าจะทำให้นางได้สูญเสียทุกอย่างสูญเสียคนรัก สูญเสียสิ่งหวงแหน เฉกเช่นเดียวกับที่ข้าเคยได้รับ!”

             

            ภายใต้เสียงคำรามมุทราเทพก็ถูกใช้ออกอย่างว่องไวมิบอกกล่าว มุทรานี้มิต้องโคจรมหาวิถีก็สามารถใช้ออกทำให้เห็นความก้าวหน้าและความเหนือล้ำของนางมากเพียงไหน

             

            ลำแสงอันเจิดจ้าจากมุทราเทพจึงแผ่พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของบุรุษชราผู้เป็นประมุขแห่งกิเลนวารีโดยที่มันแทบมิทันตั้งตัว

             

            เมื่อได้เห็นระดับพลังในมหาวิถีวจนะมุทราที่ลึกล้ำเมื่อได้เห็นการลงมือที่เฉียบคมไร้จิตลังเล และพอได้เห็นว่าสตรีที่อายุเพียงสิบห้าสิบหกกลับกระทำในสิ่งที่เหนือคาดได้ถึงเพียงนี้ส่งให้มันได้นึกถึงตัวตนหนึ่งขึ้นมาทันใด!

             

            “หรือว่าเจ้าก็คือ…แสงสังหารแห่งวจนะ!”