หลังจากที่เว่ยซูฮวาอยู่รับประทานอาหารเป็เพื่อนศิษย์พี่ใหญ่แล้ว ก็เดินกลับไปยังตำหนักของตน ทว่าไม่คิดว่าระหว่างทางนางจะเจอเื่ที่น่าสนใจเข้าเสียก่อน
“เหอะ เว่ยชงหรงจะนับเป็ตัวอันใดได้” เสียงหยิ่งยโสเสียงหนึ่งลอยมาเข้าหูนาง “นางปีศาจจิ้งจอกนั่นก็เพียงแค่มีรูปโฉม ฝ่าาก็ทรงเห็นว่าเป็เพียงของใหม่เท่านั้น ค่อยดูเถิดอย่างนางคงเชิดหน้าชูตาได้อีกมินาน”
“นั่นคือ ซูเจี๋ยอวี้ลูกพี่ลูกน้องของหวางกุ้ยเฟยเ้าค่ะ” หลินผิงขยับกายเข้ามากระซิบนาง
เว่ยซูฮวาได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มร้ายกาจ มิคิดว่าจู่ ๆ ก็จะมีผู้เคราะห์ร้ายมาให้นางแสดงอำนาจเสียแล้ว
“ข้ามีรูปโฉมก็ยังดีกว่าสตรีที่ไม่มีทั้งสมองและรูปโฉม” เว่ยซูฮวาเอ่ยขึ้นพลางก้าวเท้าเข้าไปให้ผู้ที่นินทานางได้เห็นใบหน้า
ซูเจี๋ยอวี้ที่กำลังก้นด่าเว่ยซูฮวากับนางกำนัลคนสนิทเป็อันต้องสะดุ้งไปเมื่อได้ยินเสียงนุ่มนวลพร้อมกับการปรากฏกายของสตรีที่นางกำลังชิงชัง แต่นางก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายเป็มียศมากกว่านางแล้วอย่างไร ในเมื่อนางเป็ถึงลูกพี่ลูกน้องกับหวางกุ้ยเฟยสตรีที่ฮ่องเต้โปรดปรานเหนือผู้ใด “เ้าหมายถึงผู้ใด”
“ย่อมหมายถึงเ้า” เว่ยซูฮวายกยิ้มหยัน อันที่จริงซูเจี๋ยอวี้ผู้นี้นับว่าเป็สาวงามผู้หนึ่ง ทว่ามิอาจเทียบกับนางได้ เว่ยซูฮวารู้ตัวเองดีว่าตัวนางนั้นงดงามเหนือผู้ใด แม้จะอยากถ่อมตัวแต่ความจริงย่อมเป็ความจริง
“เ้า!!!” ซูเจี๋ยอวี้ชี้หน้าอีกฝ่ายแล้วเอ่ย “อย่าคิดว่าเพียงฝ่าาเสด็จไปหาเ้าเพียงสองวันแล้วจะทำท่าทางหยิ่งยโสต่อหน้าข้าผู้เป็ญาติผู้น้องของหวางกุ้ยเฟย”
“หึ เ้ามันก็แค่จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ[1] คิดจะใช้อำนาจของหวางกุ้ยเฟยมาสั่งสอนข้าผู้เป็สนมเอกขั้นสองชั้นโท ทั้งที่ตัวเองเป็แค่สนมขั้นสามชั้นเอก” เว่ยซูฮวาปัดนิ้วของอีกฝ่ายแล้วหันไปหามู่กงกง “ตบปากนางยี่สิบทีข้อหากำเริบเสิบสาน”
ทุกผู้คนใจสะท้านไปในทันทีที่ได้รับคำสั่งของผู้เป็นาย ไม่มีใครคิดว่าเว่ยชงหรงผู้เข้าวังมาเพียงสองวันจะหาญกล้าทำโทษผู้อื่น ทั้งยังเป็ถึงลูกพี่ลูกน้องกับหวางกุ้ยเฟยสตรีผู้เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้
มู่กงกงก้าวเท้าเข้าไปหาร่างของซูเจี๋ยอวี้ แม้ใจจะตระหนกแต่เขาก็พอรู้ว่านายหญิงของตนรู้จักกับฮ่องเต้มาก่อนจึงไม่หวาดกลัวต่ออำนาจของพระสนมอื่น
ซูเจี๋ยอวี้ที่เห็นขันทีก้าวเข้ามาก็เริ่มหวาดกลัว แม้นางจะเป็เพียงสนมขั้นสามแต่ก็ได้รับความเกรงใจจากผู้คนด้วยเป็ญาติผู้น้องกับหวางกุ้ยเฟย นางเอ่ยเสียงสั่น “จะ เ้ากล้า !”
“เพียะ!” มู่กงกงลงมือตบหน้าซูเจี๋ยอวี้เต็มแรงทันที
ผ่านไปเพียงครึ่งทางใบหน้าของซูเจี๋ยอวี้ก็บวมแดง เต็มไปด้วยเื นางกำนัลที่อยู่ในบริเวณนั้นได้แต่ก้มหน้าตัวสั่นเทา แอบชำเลืองมองใบหน้างดงามล่มเมืองที่มองใบหน้าบวมแดงของซูเจี๋ยอวี้ด้วยแววตาเรียบเฉย สิ่งที่เข้ามาในหัวของพวกนางโดยพร้อมเพรียงก็คือคำพูดของซูเจี๋ยอวี้ที่ว่า พระสนมผู้นี้คือปีศาจจิ้งจอก
เมื่อมู่กงกงตบหน้าของซูเจี๋ยอวี้จนครบ ร่างของนางก็ล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ เงยหน้ามองใบหน้าเว่ยซูฮวาอย่างเคียดแค้นชิงชัง เว่ยซูฮวายกยิ้มเย้ยหยันแล้วก้าวเท้าจากไป
“นายหญิงทำแบบนั้นจะดีหรือเ้าคะ” ถิงถิงเอ่ยถามอย่างเป็กังวล
“ข้าเป็สนมชั่วไม่ทำเช่นนี้แล้วจะให้ทำเช่นไร” นางเป็สนมชั่วผู้หยิ่งผยองในอำนาจ ทั้งยังใช้ใบหน้าล่อลวงฮ่องเต้ ดังนั้นนางต้องแสดงอำนาจให้มาก ๆ เข้าไว้
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเื่ที่สนมหน้าใหม่อย่างเว่ยชงหรงสั่งตบปากซูเจี๋ยอวี้ญาติผู้น้องของหวางกุ้ยเฟยก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งฝ่ายใน พวกนางต่างคิดไปในทางเดียวกันว่าสนมนางนี้นอกจากหน้าตาจะงดงามล่มเมือง ความกล้าก็ไม่เป็สองรองผู้ใด
ฮองเฮายกยิ้มต่อความกล้าจนโง่ของเว่ยชงหรงอย่างพึงพอใจ พระนางจะนั่งบนภูดูเสือกัดกัน[2]ก็แล้วกัน ทว่าดูท่าว่าเว่ยชงหรงผู้นั้นจะเสียเปรียบอยู่มาก
งานเลี้ยงเย็นนี้คงสนุกมิใช่น้อย
“อันใดนะ” หลี่หยางฮุ่ยที่นั่งตรวจฎีกาอยู่เงยหน้าถามสือกงกงอีกครั้งอย่างไม่เชื่อหู
“ทูลฝ่าา เว่ยชงหรงสั่งตบปากซูเจี๋ยอวี้ญาติผู้น้องของหวางกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ” สือกงกงก้มหน้ากล่าวอีกครั้งอย่างทำหน้าไม่ถูก ธรรมดาทั่วไปฝ่าาไม่ชื่นชอบเื่พวกนี้ ไม่ชมชอบสตรีหยิ่งผยองบ้าอำนาจ ทว่าพอเป็เว่ยชงหรงศิษย์น้องของพระองค์ เขาก็ไม่รู้ว่าเื่นี้จะออกมาเช่นไร
เ้าตัวดีสั่งตบปากสนมของเขา?
“ข้อหาอันใด”
“กำเริบเสิบสาน สนมซูเจี๋ยอวี้นินทาว่าร้าย สนมเว่ยชงหรงผ่านไปได้ยินเข้าจึงสั่งตบปากพ่ะย่ะค่ะ”
มิน่า...
“อืม” หลี่หยางฮุ่ยว่าแล้วก็ก้มหน้าอ่านฎีกาเช่นเดิม นางอยากทำอันใดก็ทำจะเผาวังหลังของเขาก็ทำเลยเถิด ขอเพียงอย่าทำให้ตัวเองต้องาเ็ก็แล้วกัน
เว่ยซูฮวากลับมายังตำหนักของตัวเอง ก็เตรียมตัวไปงานเลี้ยงบุปผา เมื่อเห็นว่ายังเหลือเวลาก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มเว่ยซูฮวาก็นั่งอ่านประวัติของบรรดาสนมของศิษย์พี่ใหญ่
“นายหญิงถึงเวลาแล้วเ้าค่ะ” หลินผิงเข้ามารายงานนาง
เว่ยซูฮวาลุกขึ้นแล้วไปยังอุทยานหลวงสถานที่จัดงาน เมื่อไปถึงก็พบเข้ากับสนมสองสามนางที่มาถึงก่อนแล้ว เว่ยซูฮวาจำไม่ได้ว่าพวกนางนั้นเป็ใครแต่น่าจะยศขั้นสองเช่นนาง หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นหาได้เข้าไปทักทายพวกนาง
เอินเอินก็ช่างรู้ความเข้ามากระซิบด้วยเสียงที่อีกเพียงนิดเดียวก็คงได้ยินไปถึงหน้าวังแล้วกระมัง “นายหญิง นั้นคือซุนเจาอี๋ จูซิวอี๋ และเหอชิวหรงเ้าค่ะ นายหญิงจะเข้าไปทักไหมเ้าคะ”
เว่ยซูฮวาปรายตามองแสดงกิริยาจองหองอย่างถึงที่สุดแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังไม่แพ้กัน “ข้าเป็ถึงสนมคนโปรดไยต้องสนใจสนมที่ไม่เป็ที่โปรดปรานเช่นพวกนาง”
แล้วนางก็เดินเข้าไปนั่งรอยังศาลาที่จัดงาน และพวกนางทั้งสามคนก็ไม่ทำให้เว่ยซูฮวาผิดหวัง พวกนางเดินหน้าทะมึนเข้ามาหานางในทันที
“เ้าหมายถึงผู้ใดกันเว่ยชงหรง” ซุนเจาอี๋ผู้มียศใหญ่ที่สุดในที่นั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ข้าย่อมหมายถึงสนมที่ไม่เป็ที่โปรดปราน” เว่ยซูฮวากล่าวแล้วเอียงหน้าด้วยหน้าตาใสซื่อ “เอ๋ หรือซุนเจาอี๋ไม่เป็ที่โปรดปรานหรือเ้าคะ”
“นอกจากรูปงามเป็เอก วาจาก็ยังเป็เอกเช่นเดียวกันสินะเว่ยชงหรง” เสียงที่ดังขึ้นหน้าทางเข้าศาลาก็เรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมอง
พวกนางทุกคนย่อกายทำความเคารพผู้มาใหม่ “ถวายพระพรพระสนมเสียนเฟยเพคะ”
หลิวเสียนเฟยสะบัดมือให้ลุกขึ้นแล้วหันมากล่าวกับเว่ยซูฮวา “ข้าอยากรู้เสียจริงว่านอกจากรูปงาม วาจากล้าแล้วเ้าจะยังเป็เอกด้านใดอีก”
“หม่อมฉันย่อมเป็เอกในอีกหลายด้านเพคะ” เว่ยซูฮวายกยิ้มตอบกลับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
“หึ นี่สินะลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ[3]” หลิวเสียนเฟยพูดทิ้งท้ายปรายตามองนางอย่าง้าดูถูกแล้วก้าวเท้าไปนั่งที่ของตน
สนมทั้งสามที่เห็นหลิวเสียนเฟยเดินจากไปพวกนางก็เดินไปนั่งที่ของตนด้วยเช่นกัน พวกนางไม่อยากมีปัญหาต่อหน้าหนึ่งในสี่พระชายา จากนั้นพระสนมคนอื่น ๆ ก็ทยอยเข้ามาภายในงาน เมื่อหวางกุ้ยเฟยก้าวเท้าเข้ามาสนมนางในก็ทำความเคารพ ยืดตัวตรงรอชมดูความสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าก็เพียงเท่านั้น เมื่อหวางกุ้ยเฟยไม่เอ่ยอันใดเพียงยกยิ้มดื่มน้ำชาด้วยกิริยางามสง่าราวกับไม่รู้เื่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น และไม่นานฮองเฮาก็เสด็จมาถึง
“วันนี้วันดีดอกไม้ในวสันตฤดูก็เบ่งบานงดงาม พวกเราพี่น้องยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับน้องสาวคนใหม่” ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงมีเมตตา แล้วยกจอกสุราดอกท้อขึ้นดื่ม เช่นเดียวกับสนมคนอื่น ๆ
“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา” เว่ยซูฮวาย่อกายขอบพระทัยที่ต้อนรับนางเป็อย่างดี แล้วดื่มสุราดอกท้อตาม
“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันได้ยินมาว่าเว่ยชงหรงนั้นเป็เลิศในหลายแขนง” ซุนเจาอี๋ที่ยังแค้นเคืองก็เอ่ยปากขึ้นมาทันที เว่ยซูฮวายกยิ้มคาดไว้มิผิดจริง ๆ
“ฝ่าาเสด็จ” เสียงของสือกงกงที่ประกาศขึ้นก็สร้างความตื่นใระคนยินดีให้แก่สนมในศาลานั้นทันที ทุกผู้คนรีบจัดแต่งเครื่องแต่งกาย หวังให้ฮ่องเต้ผู้เก็บเนื้อเก็บตัวได้ยลโฉมของตน เว่ยซูฮวามองท่าทางตื่นเต้นเ่าั้อย่างขบขัน ต่อให้แต่งตัวให้งามกว่านี้มาดว่าศิษย์พี่ใหญ่ก็ยังคงไม่สนใจ นอกเสียจากพวกนางจะมีเขางอก มีปีก หรืออันใดที่ผิดแผกไปจากคนทั่วไป
หลี่หยางฮุ่ยที่ทราบว่าฮองเฮาจัดงานเลี้ยงต้อนรับศิษย์น้องน้อยของตนก็รีบผละจากงานราชกิจมาโดยไว ด้วยกลัวว่าน้องน้อยจะโดนนางสนมเหล่านี้รุมกลั่นแกล้งรังแก เมื่อเหล่าสนมทั้งหมดออกมาถวายความเคารพตน เขาก็ประคองเฉินฮองเฮาลุกขึ้น แล้วเดินเข้าไปจับมือของเว่ยซูฮวาที่ยืนอยู่ด้านหลัง
เฉินฮองเฮากัดริมฝีปาก เล็บจิกเข้าเนื้ออย่างอดกลั้น ทว่าอย่างน้อยฝ่าาก็ยังทรงไว้หน้านาง ไม่เหมือนกับหวางกุ้ยเฟยที่ฝ่าาทรงมองเมินไปอย่างไม่ใยดีทั้ง ๆ ที่เคยเป็สนมผู้โปรดปรานอันดับหนึ่ง เมื่อคิดได้เช่นนั้นเฉินฮองเฮาก็ยกยิ้มอ่อนหวานหันไปกล่าวกับฮ่องเต้ที่ยังจับมือเว่ยชงหรงเอาไว้ “หม่อมฉันไม่รู้ว่าฝ่าาจะทรงเสด็จมาร่วมงานเลี้ยงด้วยจึง...”
“มิเป็อันใด เราเพียงได้ยินว่าฮองเฮาจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮวาเอ๋อร์พอมีเวลาว่างจึงได้มา” ฮ่องเต้โบกมืออย่างไม่ถือสา แล้วหันมากล่าวกับสตรีข้างกาย “เป็อย่างไรงานเลี้ยงเ้าชอบหรือไม่”
พระสุรเสียงเอื้อเอ็นดูระคนรักใคร่เหลือแสน ช่างแตกต่างจากยามที่เอื้อนเอ่ยกับพวกนาง ก็ยิ่งทำให้เหล่าสนมยิ่งอิจฉาริษยามากยิ่งขึ้นไป
“ฝ่าางานเลี้ยงยังไม่ทันเริ่มดีเลยเพคะ” เว่ยซูฮวากล่าวอย่างกระเง้ากระงอด
“เช่นนั้นก็เริ่มงานเลยเถิด” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวแล้วเดินเข้าไปในศาลาทั้งยังไม่ลืมดึงมือของนางไปด้วย
เว่ยซูฮวาดึงมือแกร่งของผู้เป็ฮ่องเต้แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ฝ่าา ที่ของหม่อมฉันอยู่ตรงนี้เพคะ”
อู๋ตี้ฮ่องเต้มองที่นั่งของเว่ยชงหรงที่ห่างไกลจากตนแล้วก็ขมวดพระขนงอย่างไม่ใคร่พึงพอพระทัย แต่ก็มิทรงตรัสอันใดแล้วทรงนั่งลงในตำแหน่งประธาน
หวางกุ้ยเฟยที่ถูกฝ่าาหมางเมินอย่างไม่เคยเป็มาก่อนก็หาได้แสดงความขุ่นเคือง ยังคงนั่งจิบชาประหนึ่งเื่ทุกเื่ที่เกิดขึ้นมิเกี่ยวอันใดกับนาง เว่ยซูฮวามองท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ขุ่นข้องหมองใจของหวางกุ้ยเฟยแล้วก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ ไม่รู้ว่าพระสนมผู้นี้เก็บอาการเก่งหรือเป็เพราะนางหาได้มีใจให้ศิษย์พี่กันแน่
“ทูลฝ่าา หม่อมฉันฝึกฝนท่ารำท่าใหม่หวังให้ฝ่าาได้ทอดพระเนตรสักครา” หลิวเสียนเฟยกล่าวขึ้น แม้นางจะเป็ถึงคุณหนูจากตระกูลใหญ่แต่ก็มีพร์ในการร่ายรำเป็อย่างมาก แม้แต่ไทเฮาเองยังกล่าวชมว่าฝีมือการร่ายรำของนางเป็หนึ่งในแผ่นดิน
“เราอนุญาต” เสียงตรัสเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์พร้อมกับแววตานิ่งเรียบ ก็ทำให้เว่ยซูฮวาได้เปิดหูเปิดตานางไม่เคยเห็นศิษย์พี่ใหญ่ดูเ็าเช่นนี้ ไม่เคยเห็นศิษย์พี่มีแววตาล้ำลึกคาดเดาอารมณ์ไม่ออกเช่นนี้ ราวกับว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้หาใช่ศิษย์พี่ใหญ่ของนาง ทว่าเป็ฮ่องเต้ของแผ่นดินผู้สูงส่งน่าเกรงขาม
หลิวเสียนเฟยก้าวเท้าออกมาร่ายรำอยู่เบื้องหน้า ยามวาดแขนชายแขนเสื้อก็หล่นลงโชว์แขนสลักผิวขาวผ่อง ช่างจรรโลงใจเสียจริง เว่ยซูฮวายกยิ้มดื่มด่ำกับการร่ายรำของหญิงงามที่นับว่าเป็เลิศในแผ่นดิน ไหนจะสุราดอกท้อชั้นดีพาให้นางเพลิดเพลินอย่างถึงที่สุด
เมื่อการแสดงจบลงหลี่หยางฮุ่ยก็เอ่ยขึ้น “ยังคงแสดงได้ดี”
เพียงเท่านี้ก็ทำให้หลิวเสียนเฟยยกยิ้มเขินอายทั้งยังมีแววตาทะนงตน โอ้อวดอย่างเห็นได้ชัด หากหลิวเสียนเฟยสังเกตเข้าไปในดวงตาของศิษย์พี่สักหน่อยก็คงจะพอรู้ได้ว่าคำพูดนั้นช่างไร้ความจริงใจ ค่อนข้างจะขอไปทีเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าหลิวเสียนเฟยได้หน้าบรรดาสนมชายาที่เหลือก็รีบก้าวเท้าออกมาแสดงกันยกใหญ่ อ่า บางครั้งนางก็รู้สึกสงสัยศิษย์พี่ใหญ่อยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้งามเหล่านี้จิตใจจะต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน ถึงยังหักห้ามใจมิให้หลงมัวเมา
สายตาที่เหมือนกับกำลังตั้งอกตั้งใจมองการแสดง ทว่าในความเป็จริงสายตาของหลี่หยางฮุ่ยกำลังจับจ้องร่างแน่งน้อยของศิษย์น้องน้อยที่กำลังเพลิดเพลินกับสุราดอกท้อและการแสดงของเหล่าหญิงงาม ใบหน้าที่เคยนวลเนียนบัดนี้กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์สุรา ดวงตาหยาดเยิ้ม ริมฝีปากอวบอิ่มที่ยังคงมีหยดน้ำเกาะอยู่ก็พาให้หัวใจสั่นไหว ช่างเย้ายวนเสียจนไม่อาจละสายตาไปจากนาง
หากกล่าวว่านางคือ ปีศาจจิ้งจอกที่จำแลงแปลงกายมาล่อลวงตน เขาก็คงไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปากนัก
เว่ยซูฮวาชมการแสดงผ่านไปชุดแล้วชุดเล่า นางก็เริ่มมึนหัวทว่าสติสัมปชัญญะก็ยังนับว่าดีอยู่กระมัง หลิวเสียนเฟยที่เห็นอีกฝ่ายดูท่าจะมึนเมาไม่น้อยก็เอ่ยปาก “ได้ยินมาว่าน้องชงหรงมีความสามารถเป็เอกในหลายด้าน เช่นไรก็ออกมาแสดงให้พวกเราพี่น้องได้เปิดหูเปิดตาเถิด”
“คิกคิก หม่อมฉันไหนเลยจะต้องออกไปแสดงเพคะ หม่อมฉันหาได้เป็หญิงคณิกาไม่” เว่ยซูฮวาเท้าคางกล่าวเสียงยานคาง ดวงตาฉ่ำน้ำแวววาว หากไม่นับวาจาที่กล่าวออกมาเพียงประโยคเดียวก็สร้างความแค้นเคืองให้สนมทั้งหมด นางในตอนนี้ก็ดูราวกับเด็กน้อยน่ารักน่าเอ็นดูนัก
นางสนมทั้งหลายต่างอดทนอดกั้นพยายามไม่เกรี้ยวกราดต่อวาจาสามหาวนั้น พวกนางต่างหันไปมองฮ่องเต้ผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดินด้วยแววตาอ้อนวอนระคนขุ่นเคือง หวังให้เขาทำโทษสตรีปากกล้าวาจาโอหังผู้นี้
หลี่หยางฮุ่ยลุกขึ้นแล้วเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเว่ยซูฮวา นางเงยหน้าขึ้นมองแล้วยกยิ้มเจิดจ้าพาให้ใจผู้มองกระตุก
“ฮวาเอ๋อร์ เ้าเมาแล้ว เราจะไปส่งเ้าที่ตำหนักเอง” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเอ็นดูแล้วฉุดตัวนางให้ลุกขึ้นทั้งยังประคับประคองอย่างทะนุถนอมเดินออกจากศาลา
เหล่าสนมที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว ความชิงชัง ความไม่พอใจ ความอิจฉาริษยาก็แพร่ไปทั่วทั้งศาลา มองร่างทั้งสองที่จากไปอย่างคับแค้นใจ
“อะแฮ่ม” หวางกุ้ยเฟยส่งเสียงเตือนสติผู้ที่อยู่ในศาลาให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความเกลียดชัง
“เอาล่ะ เลิกงานเลี้ยงได้” ฮองเฮาว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินกลับตำหนักของตนทันที นางอยากกรีดร้องอาละวาด ยากเหลือเกิน ยากที่จะระงับโทสะนี้เอาไว้ในอกได้!
เมื่อพวกนางกลับไปถึงตำหนักเสียงแตกกระจายของข้าวของก็ดังออกมาโดยพร้อมเพรียง เหล่านางกำนัลได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำหูหนวกตาบอดหาได้ยินเสียงผิดปกติอันใดไม่
“เ้าตัวน้อยดื่มเยอะเกินไปหรือไม่” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวกับคนในอ้อมแขน นางดื่มไปมากกว่าห้าไห จะเอ่ยปากเตือนก็มิทันเสียแล้ว
“ม่ายเยอะ ยามดื่มกับศิษย์พี่สี่ยังดื่มมากว่านี้เสียอีกกกก อึก” เว่ยซูฮวาเอ่ยอ่อมแอ่มสองขาเดินพันไปมาเกือบล้ม
หลี่หยางฮุ่ยหันไปมองสือกงกงโบกมือให้อีกฝ่ายจัดการไล่นางกำนัลขันทีที่ไม่จำเป็ออกไปให้หมด แล้วหันมาดึงปิ่นปักผมมากมายของนางออก ย่อกายดึงศิษย์น้องขึ้นหลังของตน
เว่ยซูฮวากอดคอศิษย์พี่ของตน “ตอนศิษย์พี่ใหญ่ม่ายอยู่ศิษย์พี่สี่นิสัยม่ายดีชอบแกล้งข้าด้วย!”
“ศิษย์พี่สามกับศิษย์พี่สี่ชอบพาข้าไปขโมยสุราของท่านอาจารย์ อึก มาดื่มกิน ท่านอาจารย์จับได้เอาไม้ไล่ตีศิษย์พี่ทั้งสองใหญ่เลย อึก ส่วนข้าก็วิ่งไปหลบหลังท่านอาจารย์หญิง คิกคิก” เว่ยซูฮวาไม่ว่าเปล่ายังจับใบหน้าของชายหนุ่ม ข้ารับใช้ใกล้ชิดรีบก้มหน้า หากไม่รู้ว่าทั้งสองพระองค์รู้จักกันมาอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาคงได้แต่ลอบไว้อาลัยให้กับเว่ยชงหรง
หลี่หยางฮุ่ยได้แต่ถอนหายใจยินยอมให้ศิษย์น้องกระทำการหยามเกียรติฮ่องเต้ ทว่าในความระอากลับเจือแววเอ็นดูอยู่หลายส่วน
“ตอนฟ้าผ่าก็ไม่มีใครปลอบ ข้าได้แต่นอนคลุมโปงร้องหาศิษย์พี่ใหญ่ จนท่านอาจารย์หญิงต้องมานอนด้วยทุกครั้ง” เสียงเอื้อนเอ่ยที่อู้อี้ขึ้นทุกที แต่หลี่หยางฮุ่ยก็ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
ด้วยเข้าใจดีถึงการไม่มีมารดา ทุกครั้งที่มองนางก็ราวกับเขาเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง เขาไม่อยากให้นางต้องรู้สึกโดดเดี่ยวเช่นเขาจึงได้ดูแลนางไม่ห่างกาย
ลมหายใจที่สม่ำเสมอบ่งบอกให้รู้ว่าหญิงสาวเข้าสู่ห้วงนิทราเสียแล้ว ร่างหนาก้าวย่างอย่างสม่ำเสมอ เมื่อไปถึงตำหนักเหลียนฮวาเขาก็วางนางลงอย่างแ่เบารับผ้าชุบน้ำมาเช็ดใบหน้าของนาง เว่ยซูฮวายกมือขึ้นปัดมือชายหนุ่มอย่างรำคาญที่มารบกวนการนอนของนาง
“เด็กดื้อขี้เมาเสียจริง!”
[1] การแอบอ้างบารมีของผู้อื่นมารังแกผู้ที่ด้อยกว่า
[2] คอยดูคนอื่นสู้รบห้ำหั่นกันจนอ่อนแรงแล้วจึงเข้าจัดการกับทั้งสองฝ่ายหรือรับผลประโยชน์ไปทั้งหมด
[3] คนหนุ่มสาวที่ยังผ่านโลกมาไม่มาก ไม่รู้ถึงความหนักเบาของเหตุการณ์ จึงกล้าคิดกล้าทำ พร้อมจะถาโถมเข้าใส่ทุกสิ่ง เปรียบเหมือนลูกวัวแรกเกิดที่ไม่รู้ถึงความร้ายกาจของเสือจึงไม่รู้สึกกลัว