เหตุเพราะมิอาจเปิดเผยตัวตน ตอนแรกเขาเพียงคิดหามุมเงียบ ๆ ทำการแสดงสักฉาก คิดไม่ถึงว่าแม้แต่มุมเงียบ ๆ ยังหายาก ส่วนเื่การแสดงนั้นก็เทียบบรรดานักแสดงเร่พวกนั้นไม่ได้
กระนั้นอวิ๋นฟานไห่ก็ยังคิดอย่างผ่าเผย แบบนี้ไม่ได้ เขาปลุกปลอบความกล้า ตัดสินใจแต่งเื่ปิดบังตัวตน ไปหางานเฝ้าบ้านในตระกูลใหญ่ที่มีจวนใหญ่โตพวกนั้น
ผู้ใดจะรู้ว่า ค่าแรงของยามเฝ้าบ้านในเมืองตงหัวก็ลดฮวบลงไม่ต่างกัน ยังไม่ต้องพูดถึงว่าถูกกดลงมาเหลือแค่วันละห้าเหวิน แม้แต่งานที่แทบจะไม่ได้เงินยาไส้นี้ตำแหน่งเดียว ก็มีคนมาแย่งชิงถึงสิบคน!
อวิ๋นฟานไห่ไม่มีกำลังจะไปต่อสู้ในงานเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย
เดินเตร็ดเตร่ตลอดทั้งวัน เขาเจอเข้ากับบ้านคหบดีตรงหัวถนนบูรพาที่ยินดีจ่ายค่าแรง “ก้อนโต” จ้างเขาวันละสิบเหวิน
ค่าแรงต่ำเช่นนี้ ด้วยความตั้งใจของอวิ๋นฟานไห่ก่อนหน้านี้ย่อมไม่มีทางยอมทำแน่ แต่หลังผ่านการถูกปฏิเสธมาวันสองวันแล้ว ขีดจำกัดล่างในใจเขาก็ลดต่ำลงถึงขีดสุด ค่าแรงเท่านี้ก็ทำให้เขาดีใจเกินคาดแล้ว
ทว่าจนแล้วจนรอด อวิ๋นฟานไห่ก็ยังไม่ได้รับงานนี้
เพราะเขามองเห็นว่า ผู้ที่ให้งานเขาทำนั้นเป็ฮูหยินใหญ่ของบ้านคหบดี เป็สตรีขี้เหร่อ้วนฉุที่อายุห้าสิบกว่าปีแล้ว
แม้ในใจของอวิ๋นฟานไห่จะซาบซึ้งใจมากที่นายหญิงสายตาเฉียบแหลมมองเห็นความโดดเด่นของเขา แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็คิดว่าขีดจำกัดล่างของคนเราลดต่ำอย่างไร้ขีดกำจัดได้ก็จริง ทว่าอย่างไรเสีย อย่างน้อยที่สุดก็ยังต้องมีอยู่นะ!
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นายหญิงที่ทำท่าแลบลิ้นเลียริมฝีปากและส่งสายตาร้อนแรงก็เดินจากไปอย่างผิดหวัง...
เขายืนอยู่กลางสี่แยก มองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหัวเราะร่าเริง อวิ๋นฟานไห่กลับมีสีหน้าหม่นหมอง ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวาย
“เฮ้อ คิดถึงกองโจรเฟยอวิ๋นของข้า มีสมุนตั้งห้าร้อยคนเชียวนะ” เขาคิดอย่างหดหู่ “แต่ในห้าร้อยคนนี้ เป็คนแก่อ่อนแอเจ็บป่วยพิการเข้าไปสี่ร้อยเก้าสิบคน แต่ละคนต่างก็รอข้าไปเลี้ยงดู
“ูเาเฟยอวิ๋นของข้าจะว่าดังก็ดัง แต่โด่งดังในเื่น่าขัน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ โจรป่าใหญ่น้อยในรัศมีห้าร้อยลี้ ล้วนคิดว่าเขาเฟยอวิ๋นของข้าเปิดโรงทาน เป็ตัวประหลาดโดยแท้
“ตัวประหลาดก็ช่างเถอะ แล้วจะทำอะไรได้ ใครใช้ให้บรรพบุรุษของตระกูลอวิ๋นข้าเป็กองโจรคุณธรรมกันเล่า?”
“เฮ้อ!” คิดถึงตรงนี้ อวิ๋นฟานไห่ถอนใจยาวเหยียดออกมาจากใจ คิดอย่างโศกเศร้าว่า “ทั้งหมดนี้ต้องโทษท่านปู่ของข้า เหตุใดตอนที่ท่านยังหนุ่ม จะต้องทำเป็เก่ง ออกหน้าแทนผู้อื่น สุดท้ายฆ่าอันธพาลตายไปคนหนึ่ง ทำให้ทางการต้องออกหมายจับ ตกต่ำจนกลายเป็โจร
“ตกต่ำจนกลายเป็โจรก็ช่างเถอะ บ้านเมืองอยู่ใน่ศึกา เป็หัวหน้ากองโจรที่จริงจังทุ่มเทก็มีอนาคตดีอยู่แล้ว แต่ทำไมท่านจะต้องดึงดันเป็กองโจรคุณธรรมที่ปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจนด้วย
“ปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจนก็ช่างเถอะ ท่านปล้นเงินของคนรวยมา แบ่งให้ชาวบ้านยากจนพวกนั้นก็ช่างมัน ทำไมยังจะต้องตั้งกฎตระกูลว่าหากพบเจอคนน่าสงสารที่ป่วยหนักจนไม่อาจรักษาก็ต้องรับเข้ากองโจรด้วย
“เฮ้อ ท่านทำตัวเป็คนดี สุดท้ายกองกำลังฝีมือดีที่มีอยู่สิบกว่าคนในตอนแรก ตอนนี้ขยายเป็ห้าร้อยคนแล้ว แถมเกือบทั้งหมดล้วนเป็คนแก่อ่อนแอ คนเจ็บป่วยพิการ ยังไม่พูดถึงว่าทำเอากองโจรเฟยอวิ๋นของข้ากลายเป็ที่หัวเราะเยาะในวงการโจรป่า แต่คนแก่อ่อนแอเจ็บป่วยพิการสี่ร้อยกว่าคนนี้ จะเลี้ยงตัวเองโดยอาศัยเพียงขุดดินปลูกผักได้อย่างไร
“อีกทั้งตอนนี้รายได้ประจำปีก็ย่ำแย่หนัก เมื่อก่อนตลอดทั้งปียังทำมาหากินโดยปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจนได้สักสิบกว่าครั้ง แต่ตอนนี้จักรวรรดิมารมารุกราน คนรวยก็อยู่ไม่เป็สุข อันธพาลที่เหิมเกริมไปทั่วก็กลัวจะเป็เป้าหมายของเทพยุทธ์แห่งแสง คนชั่วน้อยลงไปทุกที... ท่านปู่ ท่านพ่อ ิญญาของพวกท่านบน์ช่วยบอกข้าที กองโจรเฟยอวิ๋นที่ปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจน เลี้ยงดูคนตกทุกข์ได้ยากนี้ ยังจะยืนหยัดต่อไปได้อย่างไร
“เฮ้อ ถ้าพวกท่านเป็ิญญาอยู่บน์จริง ๆ ก็รีบลืมตามาปกปักรักษาข้าทีเถอะ ตอนนี้หลานชาย ลูกชายที่รักของพวกท่าน หวังจะอาศัยโอกาสที่เมืองหลวงยกเลิกข้อห้าม สำแดงหมัดมวยหาเงินทองกลับไปอุ้มชูกองโจร แต่ทำไมหาเงินมันถึงได้ยากเพียงนี้
“บอกกันว่าเมืองตงหัวได้รับการปกปักจากตงหัวตี้จวิน ถือเป็แดน์เมืองหลวง เป็ทองคำทั่วทุกที่ไม่ใช่หรือ เหตุใดงานที่ข้าหาจนถึงตอนนี้ ค่าแรงดีที่สุดก็เพียงวันละสิบเหวิน แม้แต่ค่าข้าวค่าน้ำชาก็แทบไม่พอ แถมเช่นนี้แล้วยังจะต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวอีก!”
“์เอ๋ย! ท่านปู่ท่านพ่อ ตงหัวตี้จวิน เทพ์ชั้นฟ้าทุกองค์ รีบลืมตามาปกปักรักษาลูกหลานและผู้ศรัทธาที่น่าสงสารของพวกท่านทีเถิด! พวกท่านคงจะไม่ทำตาปริบ ๆ มองดูข้า อวิ๋นฟานไห่ ‘ทลายัเมฆ’ มาถึงเมืองหลวงแล้วแม้แต่งานดี ๆ ก็ยังหาไม่ได้หรอกนะ?!”
อวิ๋นฟานไห่โจรป่าคุณธรรมแห่งกองโจรเฟยอวิ๋น ถอนใจคร่ำครวญอย่างโศกเศร้าสุดบรรยายอยู่ในฝูงชนมหาศาลบนท้องถนนของเมืองตงหัว
แน่นอนว่า แม้อวิ๋นฟานไห่จะโศกเศร้า ในใจนึกตัดพ้ออย่างหนัก แต่เขาก็รู้สึกราวกับเด็กสตรีคนชราสี่ร้อยกว่าคนที่กองโจรนั้นเป็ดังคนในครอบครัว
เขามิได้กลายเป็ผู้นำกองโจรเฟยอวิ๋นเพียงเพราะสืบทอดอาชีพจากบรรพชน แต่ผู้คนเ่าั้ที่เขาดูแล ส่วนมากล้วนเป็ผู้าุโที่ดูแลเขาจนเติบใหญ่
อวิ๋นฟานไห่เป็ดังลูกดังหลานสำหรับพวกเขาเ่าั้ เช่นเดียวกับตัวอวิ๋นฟานไห่เอง ภาระที่เขาบ่นกะปอดกะแปดไปเมื่อครู่ ก็เหมือนกับผู้าุโและคนในครอบครัวเขา เปรียบเหมือนแหล่งพักใจของตน ไม่มีทางละเลยหรือทอดทิ้งไปตลอดชีวิต
หากไม่เป็เช่นนี้ เขาคงไม่มีทางเสี่ยงเข้ามาในใจกลางแคว้นตงหัวเพียงลำพัง ทั้งที่ยังมีหมายจับของทางการอยู่บนหัวหรอก
ฉะนั้นเขาถึงมายังเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งนี้ในสภาวะที่บ้านเมืองยากลำบาก เพื่อหาวิถีทางทำเงินก้อนโต เลี้ยงดูผู้คนบนเขาเฟยอวิ๋น...
ทว่าอย่างไรเขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง พบเจออุปสรรคหลายครั้งหลายครา ก็รู้สึกหดหู่อย่างที่สุด หากไม่ใช่ว่ายืนอยู่บนถนนของเมืองหลวงที่ผู้คนพลุกพล่าน เขาก็อยากจะทำเหมือนแต่ก่อนที่ยืนตระหง่านอยู่บนเขาเขียวชอุ่ม เงยหน้าโห่ร้องต่อฟ้า ระบายความหดหู่ภายในใจออกมา
จังหวะนั้นเอง อวิ๋นฟานไห่พลันมองเห็นว่าไกลออกไปจู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มเอะอะมะเทิ่งขึ้นมา จากนั้นก็มีคนจำนวนมากพากันร้องะโ “โยนลูกไหมเลือกคู่! โยนลูกไหมเลือกคู่แล้ว! ไปดูกันเถอะ!”
“อะไรกัน?” อวิ๋นฟานไห่ยังได้ยินไม่ชัดว่าคนพวกนั้นพูดอะไร หากทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนหลั่งไหลเข้ามา ดันให้เขาเคลื่อนไปตามทิศทางหนึ่งอย่างปราศจากคำอธิบาย
เมื่ออยู่ในหมู่มวลฝูงชนที่เบียดเข้ามาฉับพลัน แม้แต่ท่านหัวหน้าโจรป่าอวิ๋นฟานไห่ที่เป็วรยุทธ์ก็ยังไม่อาจขยับเนื้อตัวของตนได้
อวิ๋นฟานไห่จำต้องพักความคิดหางานลงชั่วขณะ แล้วไหลตามคลื่นฝูงคนไป
ขณะถูกเบียดให้เดินไป เขาก็ได้ยินชัดเจนว่าคนที่มามุงข้างตัวะโอะไร
ด้วยสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ ย่อมไม่มีอารมณ์สนใจการโยนลูกไหมเลือกคู่พวกนี้ แต่หลังจากหันไปทางไหนก็เจอทางตัน สภาพจิตใจของเขาก็คล้ายกับแจกันผุพังที่แตกกระจาย บอกกับตนเองว่าเช่นนั้นจะไปชมดูความครึกครื้นสนุกสนานก่อนสักครั้งแล้วค่อยว่ากัน
ไม่นาน เขาก็ถูกกลุ่มคนเบียดพาไปจนถึงหน้าหอสูงสามชั้นแห่งหนึ่ง
หอแห่งนี้ประดับตกแต่งอย่างหรูหรา ทาสีแดงสดไว้ทุกที่ ดูมีกลิ่นอายมงคลและประณีตอย่างเห็นได้ชัด
“ที่นี่คือที่ไหน” อวิ๋นฟานไห่ในฐานะคนต่างถิ่นไม่รู้จักสถานที่ใดในเมืองหลวงเลย พอมาถึงหน้าหอสีแดงนี้ ก็มองสำรวจไปเรื่อยเปื่อยด้วยสีหน้างงงัน
เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ยามที่ตนมองไปรอบ ๆ นั้น ด้านหลังม่านมุ้งสีเขียวอ่อนบนหอสีแดงสดนั่น กลับมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองกลุ่มคนที่เบียดอัดอยู่เบื้องล่างหอคอย
ตอนแรกก็ยังไม่มีอะไร ทว่ายามที่สายตาหลังม่านมุ้งนั้นมองเห็นอวิ๋นฟานไห่ที่ไม่ได้ระมัดระวังตัวอยู่ในกลุ่มคน สองตาก็พลันสว่างวาบ!