มู่ไห่เฉิน นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ในห้องอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องกระทบใบหน้าซีดเซียวของเขา ขวดกาแฟเปล่าและเครื่องดื่มชูกำลังวางเกลื่อนเต็มโต๊ะ จนแทบไม่มีพื้นที่วางมือ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเพราะมู่ไห่เฉินตอนนี้มีภารกิจใหญ่รออยู่ ตอนนี้มู่ไห่เฉินเป็ตัวแทนเพียงคนเดียวของบริษัทที่ต้องแก้ระบบที่ถูกใครบางคนจงใจเจาะเข้ามาทำลายระบบ
แม้ทีมรักษาความปลอดภัยของบริษัทจะสามารถกู้ข้อมูลบางส่วนกลับคืนมาได้ แต่สิ่งที่หายไปก็ยังเป็ส่วนสำคัญ ส่วนที่ลูกค้าคนสำคัญกำลังรอคอยอยู่ ซึ่งถ้าพลาดส่วนนี้ก็อาจจะทำให้โอกาสเซ็นสัญญาใหญ่หายไป และตอนนี้มู่ไห่เฉินเหลือเวลาเพียงน้อยนิดเท่านั้น
เขาเอามือลูบหน้า หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนกดรันระบบ การทำงานของโค้ดเป็ไปตามที่เขาคาดหวัง ผลลัพธ์เริ่มปรากฏบนจออย่างราบรื่น มู่ไห่เฉินตอนนี้มีใบหน้าเป็ประกาศขึ้นมา เขาไม่รอช้ารีบโทรหาผู้อำนวยการไป๋ทันทีด้วยแววตาที่ดูมีความหวังเต็มที่
“ท่านไป๋ครับ ผมซ่อมระบบกลับมาเรียบร้อยแล้วครับ” เขากระแอมก่อนพูดด้วยเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
ปลายสายตอบด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น “มู่ไห่เฉิน ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ แล้วอัปโหลดโค้ดขึ้นระบบของบริษัทหรือยัง?”
“ผมจะอัปโหลดเดี๋ยวนี้เลยครับ” เขาพูดพลางกดส่งโค้ดเข้าสู่ระบบหลัก ความเหน็ดเหนื่อยจากหลายคืนที่อดนอนผสมกับความตื่นเต้นทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำ แต่ก็เต็มไปด้วยความยินดี
“เรียบร้อยแล้วครับท่านผู้อำนวยการไป๋” เสียงมู่ไห่เฉินเอ่ยหลังจากยืนยันแล้วว่าโค้ดถูกส่งเข้าระบบแล้ว
ปลายสายมีรอยยิ้มชื่นชม “เราเห็นแล้ว ทำได้ดีมาก บริษัทจะต้องมีโบนัสพิเศษให้แน่นอน”
มู่ไห่เฉินยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “แล้วเื่เลื่อนตำแหน่งล่ะครับท่าน”
ความเงียบเล็ก ๆ ก่อนปลายสายจะตอบอย่างบ่ายเบี่ยง “เอ่อ… พอดีวันนี้มีประชุมผู้บริหาร…หลายคนไม่เห็นชอบ คงจะเลื่อนตำแหน่งให้ไม่ได้ในตอนนี้” เสียงตัดสายดังขึ้นทันทีหลังพูดจบ
มู่ไห่เฉินนั่งอึ้งอยู่กับหน้าจอ เขาทุ่มเทแรงกายและแรงใจอดหลับอดนอนหลายคืนเพื่อสิ่งนี้ แต่กลับถูกหักหลังอย่างไม่ปราณี
เขาทั้งโกรธและสิ้นหวัง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้บอกว่าจบงานนี้ยังไงก็จะได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน แต่ทว่าน้ำเสียงที่ได้ยินในวันนี้กลับชัดเจนว่าเื่นี้ไม่มีทางเป็จริงอย่างแน่นอน
ผ่านไปสักพักมู่ไห่เฉินก็พอตั้งสติจากที่เหลืออันน้อยนิดได้ เขาตั้งใจจะเข้าสู่ระบบแล้วลบโค้ดทั้งหมดของตัวเองทิ้งเสีย ตอนนี้เขาไม่สนใจเื่บริษัทแล้วอีกต่อไป หลังจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็ปล่อยให้มันเกิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีแต่เขาที่ทุ่มเทกับระบบมากที่สุด เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าบริษัทจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้
“คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล!” ข้อความสีแดงปรากฏบนหน้าจอ
มู่ไห่เฉินยิ้มแห้ง ความพยายามทั้งหมดเหมือนพังทลายภายในพริบตา เขาถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบของบริษัทอย่างสมบูรณ์ นั่นแปลว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว
ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรต่อไปมากกว่านี้ อยู่ๆร่างกายของเขาก็ล้มฟุบไปกับโต๊ะ โรคหัวใจที่แอบแฝงอยู่ก็เริ่มทำงานจนเขาค่อยๆสูญสิ้นสติ เสี้ยววินาทีสุดท้ายยังคงคิดวนเวียนเวทนาตัวเองที่มีชีวิตช่างน่าขันยิ่งนัก การทุ่มเทตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายปี ตอนนี้กลับว่างเปล่า น่าเจ็บใจนัก
เมื่อมู่ไห่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสียงเรียกชื่อของเขาดังแ่เบาราวกับลอยมาตามสายลม “มู่ไห่เฉิน… มู่ไห่เฉิน…” ความเจ็บหน่วงแล่นวาบขึ้นกลางศีรษะจนเขารู้สึกเหมือนมีเหล็กแข็งฟาดเข้าใส่ ความปวดร้าวทำให้ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
“เ้าตื่นแล้ว”
เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวดังขึ้นใกล้มากจนเขาต้องกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตา
ภาพแรกที่ปรากฏคือ ร่างสตรีในชุดจีนโบราณสีฟ้าอ่อน เนื้อผ้าพลิ้วบางสะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามา ยามนางขยับ เส้นผมดำสนิทของนางก็ร่วงลงข้างแก้มอย่างเรียบร้อย กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยแตะจมูกเขา ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง
เขาเบิกตากว้างกว่าเดิม ั์ตานางเต็มไปด้วยความห่วงใยจนเขาเผลอชะงักนิ่ง
“นี่… ข้าเป็อะไร ข้าอยู่ที่ไหน… แล้วเ้าเป็ใคร?” เขาถามเสียงแหบพร่า คอแห้งผากเหมือนคนอดน้ำมานาน
สตรีคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าไป๋ซูหลิงไง เ้าจำข้าไม่ได้หรือ?”
ชื่อของนางเหมือนเสียงระฆังที่สั่นะเืในหัวของเขา มู่ไห่เฉินนิ่งงัน พยายามดึงเสี้ยวความทรงจำที่ปะติดปะต่อกันมั่วไปหมด เขาค่อย ๆ พยุงตัวขึ้น มืออีกข้างยกขึ้นมากุมศีรษะด้วยความเ็ป
“ไป๋… ซูหลิง?” เขาพึมพำชื่อด้วยความไม่เชื่อสายตาตนเอง
เมื่อสติเริ่มกลับมาเล็กน้อย เขามองไปรอบตัว ห้องไม้หลังเล็ก ที่เขานอนอยู่ ภายในเต็มไปด้วยของที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็ตะเกียงน้ำมันลวดลายโบราณ โต๊ะเตี้ยสีเข้มที่มีรอยสึกตามกาลเวลา ขวดสมุนไพรและม้วนผ้าแขวนอยู่บนผนัง ทุกอย่างดูเก่าแก่ทว่าละเอียดประณีต
นอกหน้าต่างมีลมพัดผ่าน ทำให้เสียงใบไม้เสียดสีดังแ่ ๆ แสงแดดเช้าย้อมบรรยากาศให้เหมือนโลกในความฝัน
มู่ไห่เฉินได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความสับสนและความเ็ปแล่นเข้าจู่โจมเหมือนระลอกคลื่นไม่สิ้นสุด
“ที่นี่… ที่ไหนกันแน่” เขาเอ่ยถามด้วยเสียงเบาหวิว คล้ายพูดกับตัวเองมากกว่า
“ห้องเ้านี่ไง สำนักเจ็ดดาราสะท้านภพ เขาจำไม่ได้เลยหรือ” ไป๋ซูหลิงตอบ มู่ไห่เฉินฟังพลางทำท่าทีสับสน นางเห็นท่าไม่ค่อยดีรีบวิ่งออกไปตามหมอก่อนจะหันมาสั่งให้มู่ไห่เฉินนั่งรออยู่นิ่งๆ อย่าเพิ่งขยับตัวไปไหน
มู่ไห่เฉินนั่งรอด้วยความงุนงง ดวงตาเขาสอดส่องไปรอบ ๆ จนเห็นทิวทัศน์คล้ายโบราณสถานผ่านประตู ตอนนี้จิตใจเขาทั้งสับสนและหวาดระแวง
ไม่นาน ไป๋ซูหลิงก็กลับมาพร้อมหมอวัยกลางคน ท่านหมอเข้ามาตรวจร่างกายของมู่ไห่เฉินอย่างละเอียด ไล่ั้แ่การตรวจชีพจร สภาพศีรษะ ไปจนถึงอาการตอบสนองต่าง ๆ ก่อนสรุปด้วยน้ำเสียงสุขุมว่า
“คาดว่าเ้าหัวฟาดของแข็งตอนพลัดตกเขา เลยทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป”
ท่านหมอวางมือแล้วให้คำแนะนำเพิ่มเติม
“พักฟื้นอีกหลายวันหน่อย ไม่แน่ว่าความทรงจำอาจค่อย ๆ กลับมา อาการแบบนี้พบเจอได้ยาก ข้าเคยอ่านเจอในตำราอยู่เล่มหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้บอกวิธีรักษาไว้”
หลังกล่าวจบ ท่านหมอก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศของความกังวลและความหวังเล็ก ๆ ที่ยังพอหลงเหลืออยู่
ไป๋ซูหลิงมองมู่ไห่เฉินด้วยสายตาเศร้าสร้อย นางกำชับให้เขาพักผ่อนมากๆอย่าพึงออกไปไหนใน่นี้
มู่ไห่เฉินพยักหน้าเบาๆด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสับสน ตอนนี้ตัวเขาเองยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ตกลงแล้วที่นี่ที่ไหน คนเหล่านี้เป็ใคร
ทันใดนั้น ตัวอักษรสว่างจ้าปรากฏขึ้นตรงหน้ามู่ไห่เฉิน ไม่ว่าเขาจะขยับสายตาไปทางไหน ตำแหน่งตัวอักษรเ่าั้ก็ยังคงอยู่ตรงหน้าเหมือนถูกตรึงไว้กับสายตา
“นี่คือระบบให้คำแนะนำ”
มู่ไห่เฉินเบิกตากว้าง ตัวเขาเองทั้งใและงุนงง
ตัวอักษรยังคงไหลมาอย่างช้า ๆ และอ่านง่าย
“ท่านได้ตายไปแล้ว… ที่นี่คือโลกใหม่ของท่าน”
มู่ไห่เฉินพยายามนึกย้อนความทรงจำครั้งสุดท้าย… ใช่แล้ว โรคหัวใจกำเริบทำให้เขาหมดสติไปจริง ๆ
“ที่นี่เป็โลกที่มียุทธภพและกำลังภายใน”
“ท่านในวัยสิบห้า ท่านพลัดตกจากเขาและสูญเสียความทรงจำ นี่จะเป็ชีวิตใหม่ของท่าน ความทรงจำโลกนี้บางอย่างจะค่อยๆซึมซับกลับเข้ามาในร่าง”
“สิ้นสุดคำแนะนำของวันนี้”
ตัวอักษรค่อย ๆ จางลงเหมือนละลายไปกับอากาศ มู่ไห่เฉินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง แต่ก็ไม่พบแหล่งที่มาใด ๆ
ไม่นานมู่ไห่เฉินก็รู้สึกวิงเวียน ห้องที่อาศัยคล้ายจะหมุนไม่หยุด หนังตาหนักอึ้งจนแทบลืมตาไม่ขึ้น มู่ไห่เฉินกะพริบตาสองสามครั้ง ก่อนที่จะค่อยหมดสติลงไป
เช้าวันรุ่งขึ้น มู่ไห่เฉินค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมด้วยความงุนงงที่ยังไม่จางหายไป เขากวาดตาไปรอบ ๆ ห้อง เห็นว่านี่คือห้องเดิมจากเมื่อวาน แสงอ่อนๆจากหน้าต่างไม้และความเรียบง่ายของเฟอร์นิเจอร์เก่าๆดูโบราณยังคงวางอยู่ดังเดิมเช่นเมื่อวาน
“เ้าตื่นแล้วหรือ” เสียงไป๋ซูหลิงดังขึ้น พร้อมถ้วยโจ๊กในมือ กลิ่นหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูกจนมู่ไห่เฉินแทบอดใจไม่ไหว
นางยื่นถ้วยให้เขา “รีบกินเสียก่อน เดี๋ยวจะเย็นหมด”
มู่ไห่เฉินไม่คิดอะไรมากเขาหิวโหยจนท้องร้องลั่น เขาตักโจ๊กเข้าปากจนหมดถ้วย ก่อนยกมือขอเพิ่มอีกถ้วย
ไป๋ซูหลิงหัวเราะเบา ๆ แววตาเปล่งประกายความสุข ก่อนจะถือถ้วยแล้วเดินจากไป
ทันใดนั้น ตัวอักษรสว่างก็ปรากฏตรงหน้ามู่ไห่เฉินอีกครั้ง
“นี่คือระบบให้คำแนะนำ”
“ในยุทธภพมีลำดับขั้นทั้งหมด เจ็ดขั้น ประกอบไปด้วย:
– ขั้นฝึกกาย
– ขั้นฝึกปราณ
– ขั้นทะลวงชีพจร
– ขั้นก่อแก่นปราณ
– ขั้นจิตปราณมั่นคง
– ขั้นยอดยุทธ์
– ขั้นปรมาจารย์”
“ปัจจุบันท่านไม่มีวรยุทธ์”
“ต่อไปนี้ระบบจะเพิ่มรายชื่อบนหัวของผู้คนที่รู้จักให้อัตโนมัติ อีกทั้งจะทยอยค่อยๆเติมเต็มความทรงจำของมู่ไห่เฉินในคนปัจจุบันไปให้”
ข้อความค่อย ๆ เลื่อนหายไป ก่อนที่ไป๋ซูหลิงจะกลับมาพร้อมถ้วยโจ๊กในมือ มู่ไห่เฉินสบสายตากับไป๋ซูหลิงอีกครั้ง และเห็นชื่อไป่ซูหลิงบนหัวของนาง
ทันทีที่มองเห็นอย่างนี้ มู่ไห่เฉินก็เข้าใจทันทีว่าระบบที่พูดถึงเมื่อสักครู่หมายถึงสิ่งใด
มู่ไห่เฉินสูดหายใจลึก รู้สึกทั้งตื่นเต้นและประหม่า นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ของเขา เขารู้ดีว่ายังมีเื่ราวอีกมากที่เขายังไม่รู้ในตอนนี้ บางครั้งการได้ละทิ้งความทุกข์ของเขาไว้ข้างหลังและได้เริ่มต้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นี่อาจจะเป็ทางออกและโอกาสที่ดีที่สุดของเขาแล้ว