หลังจากวันที่เฟยหลงปฏิเสธการเลือกอาจารย์ เขาก็ได้กลายเป็นตัวตนที่แปลกแยกที่สุดในบรรดาศิษย์สายหลัก...
สามเดือนผ่านไป...
ชีวิตของเฟยหลงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและซ้ำๆ เขาอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการบำเพ็ญเพียรและการศึกษาอย่างแท้จริง
ในยามเช้า เขาจะนั่งทำสมาธิอยู่ในเรือนจันทร์กระจ่าง โคจรลมปราณตามคำแนะนำของเฮยหลงในห้วงจิต ราชันย์มังกรเงาได้สอนวิธีการดูดซับพลังปราณฟ้าดินที่ลึกล้ำและมีประสิทธิภาพกว่าที่เคยเรียนรู้มา ทำให้รากฐานในขอบเขตวังวนของเขามั่นคงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในยามบ่าย เขาจะไปสิงสถิตอยู่ที่หอคัมภีร์หมื่นยุทธ์ เขาไม่ได้อ่านตำราเพลงยุทธ์ แต่กลับทุ่มเทให้กับการอ่านตำราประวัติศาสตร์, ตำรายา, ตำรากายวิภาคเส้นชีพจร, และบันทึกเรื่องราวของสัตว์อสูรและเผ่าพันธุ์ต่างๆ เขากำลังสร้างคลังความรู้ที่ศิษย์คนอื่นๆ ซึ่งมุ่งเน้นแต่การต่อสู้ละเลยไป
ในยามค่ำคืน เขาจะใช้วิชาก้าวเงาเคลื่อนที่ไปตามหลังคาของสำนักอย่างเงียบกริบ มันคือการฝึกฝนการควบคุมที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางความมืด
แต่เส้นทางที่สงบนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก...
ฝ่ายยุทธศาสตร์ของผู้อาวุโสหลินที่มองเขาเป็นหนามยอกอก ก็คอยใช้ "อำนาจมืด" กลั่นแกล้งเขาอยู่เสมอ เมื่อเขาต้องการจะยืมตำราสำคัญในหอคัมภีร์ มันก็มักจะ "ถูกยืมไปก่อนหน้า" เสมอ เมื่อเขาไปดูป้ายภารกิจ ภารกิจที่ให้คะแนนดีและไม่เสี่ยงจนเกินไปก็มักจะมีคน "รับไปตัดหน้า" ทุกครั้ง ทำให้คะแนนสมทบที่ได้จากการชนะการประลองของเขาร่อยหรอลงไปทุกที
"พวกมันจงใจจะสกัดเจ้า!" ศิษย์พี่หลี่หยางกล่าวอย่างโกรธเคืองในวันที่แวะมาเยี่ยม "พวกมันรู้ดีว่าหากไม่มีคะแนนสมทบ เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ดีที่สุดของสำนักได้!"
เฟยหลงรับฟังอย่างสงบ แม้จะรู้สึกหงุดหงิด แต่เขาก็เข้าใจดีว่านี่คือการต่อสู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
วันหนึ่ง เขาก็ได้รับจดหมายจากสวี่เจี๋ย เพื่อนของเขาเล่าว่าเขาผ่านการทดสอบและได้เป็นทหารองครักษ์ของตระกูลไป๋สมใจแล้ว และยังได้ยินข่าวลือเรื่องความเก่งกาจของเฟยหลงมาเป็นระยะๆ พร้อมทั้งให้กำลังใจเพื่อนรักของเขาเสมอ...จดหมายฉบับนี้เป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่ทำให้เฟยหลงรู้สึกว่าเขาไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง
แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็ตระหนักว่าเขาไม่อาจอยู่นิ่งๆ แบบนี้ได้อีกต่อไป คะแนนสมทบของเขากำลังจะหมดลง และความรู้ในตำราก็ไม่อาจแทนที่ประสบการณ์จริงได้
"เจ้าแข็งแกร่งขึ้นมาก...เฟยหลง" เฮยหลงกล่าวขึ้นในห้วงจิต **"แต่เจ้าขาดประสบการณ์การต่อสู้กับยอดฝีมือที่แท้จริง...การอ่านตำราไม่อาจแทนที่การเผชิญหน้ากับความเป็นความตายได้"
"ข้ารู้" เฟยหลงตอบในใจ "ข้าต้องรับภารกิจ"
เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังหอภารกิจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป้าหมายของเขาแตกต่างออกไป
เขาเดินผ่านกระดานภารกิจระดับต่ำและกลางไปโดยไม่สนใจ สายตาของเขามองหาภารกิจที่ให้รางวัลสูง...มีความเสี่ยงมากพอที่พวกของเกาเฟิงจะไม่กล้าเข้ามายุ่งเกี่ยว...
และแล้วเขาก็พบมัน...ภารกิจระดับเจ็ดดาว...
"ภารกิจคุ้มกัน: คุ้มกันคณะนักปรุงยาจาก 'ตำหนักโอสถเทวะ' ในการเดินทางผ่าน 'หุบเขาอสรพิษเหมันต์' เพื่อเก็บ 'บัวหิมะเก้าแก่น'"
"ตำหนักโอสถเทวะ!" หลี่หยางที่เดินมาด้วยอุทานออกมา "นั่นเป็นหนึ่งในสำนักโอสถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปเลยนะ! ส่วนหุบเขาอสรพิษเหมันต์ก็ขึ้นชื่อเรื่องอสูรงูพิษน้ำแข็งที่ดุร้ายอย่างยิ่ง! ภารกิจนี้...ต้องใช้คนอย่างน้อยห้าคนที่เป็นยอดฝีมือในขั้นธาราไหลขั้นปลายถึงจะรับได้! เจ้าจะไปคนเดียวได้อย่างไร!?"
แต่เฟยหลงกลับมองเห็นถึงโอกาสในภารกิจนี้...มันคือการเดินทางไกล...คือการเผชิญหน้ากับอันตรายที่แท้จริง...และที่สำคัญคือ...มันคือหนทางเดียวที่เขาจะหลุดพ้นจากการถูกจับตามองและกลั่นแกล้งภายในสำนักได้ชั่วคราว
เขาเดินตรงไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล
"ข้า..." เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่
"จะรับภารกิจนี้"
เจ้าหน้าที่มองเขาด้วยความตกตะลึง "เจ้าจะรับภารกิจระดับเจ็ดดาวนี่...คนเดียวน่ะรึ!?"
"ใช่ขอรับ"
คำตอบของเฟยหลงได้สร้างความฮือฮาขึ้นอีกครั้งในสำนักมังกรคราม ฝ่ายยุทธศาสตร์ต่างยิ้มเยาะด้วยความสมเพช พวกเขาคิดว่าเฟยหลงกำลังเดินไปสู่ความตายด้วยตนเอง ส่วนฝ่ายยุทธ์วิถีก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วงแต่ก็ไม่อาจห้ามปรามได้
เฟยหลงกลับไปยังเรือนจันทร์กระจ่าง เขาเก็บสัมภาระที่จำเป็นลงในย่ามใบเก่า...เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางอีกครั้ง
เส้นทางที่เขาเลือก...คือเส้นทางที่โดดเดี่ยวและอันตรายที่สุด...แต่มันก็เป็นเส้นทางเดียวที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างแท้จริง