“ตกลงเ้าจะยอมบอกข้าได้หรือยังว่าใครเป็คนส่งเ้ามา หรือเ้ามาเพราะมีความประสงค์สิ่งใดกัน”องค์ชายสามเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวและถามขึ้นอีกครั้งอย่างให้โอกาส
“ฉันไม่รู้ว่ามาได้ยังไง ไม่มีใครส่งฉันมาทั้งนั้นแหละ”ผู้กองสาวตอบและเริ่มคิดว่าเหตุการณ์ตรงหน้าที่เธอเห็นอยู่ตอนนี้มันดูสมจริงเกินไปจนเธอเองก็เริ่มหวั่นใจ
“ข้าให้โอกาสเ้าแล้ว แต่เ้ากลับทิ้งโอกาสที่ข้าให้อย่างน่าเสียดายยิ่งนัก”องค์ชายสามมองหน้าหญิงสาวอีกครั้งด้วยสีหน้านิ่งแต่ในความคิดของหญิงสาวตอนนี้เหมือนกำลังจะมีภัยมาถึงตัว
“แต่ฉัน….โอ้ย! ทำอะไร! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ! คุณจะทำอะไร! ปล่อยฉัน!”ผู้กองสาวกำลังจะโต้แย้งว่าเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาที่นี่ได้ยังไง แต่จังหวะที่หญิงสาวกำลังเผลอนั้นองค์ชายสามก็ใช้วิชาตัวเบารวบตัวเธอไว้ด้วยเชือกสีสามเส้นที่เป็อาวุธประจำกายของเขาอีกหนึ่งอย่าง เชือกสีสามเส้นนี้ถ้าเขาไม่เป็คนแก้มัดให้ด้วยตัวเองต่อให้ใช้อาวุธชนิดใด มีอนุภาพรุนแรงขนาดไหนก็ไม่ทำให้เชือกสามเส้นนี้หลุดไปจากร่างกายได้เป็อันขาด
“โห! จังหวะเมื่อกี้ข้ามองแทบไม่ทัน”ทหารที่ยืนอยู่ข้างหลังหันมาพูดกับเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ
“จริงด้วย ข้าก็มองไม่ทัน”เพื่อนอีกคนตอบ
“วิชาตัวเบาขององค์ชายสามนี่สุดยอดสมคำเล่าลือจริงๆ วันนี้เป็บุญตาของข้ายิ่งนักที่ได้มาเห็น”ทหารอีกคนกล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้นดีใจ
“เชือกสามสีนี่ใช่ไหมที่เขาว่าถ้าองค์ชายไม่ยอมแก้มัดให้ด้วยตัวเอง ไม่มีอาวุธใดสามารถทำลายลงได้”ทหารอีกคนถามเพื่อน
“ใช่ๆ ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน”เพื่อนอีกคนตอบ
“ข้าจะให้โอกาสเ้าตอบอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าเ้ายังไม่ยอมบอก ข้าจะให้ทหารนำเ้าไปโยนลงหน้าผาให้กลายเป็อาหารของพวกสัตว์ป่าหิวโซเสียเดี๋ยวนี้”องค์ชายสามพยายามพูดขู่หญิงสาวตรงหน้าให้ยอมบอกว่าใครเป็คนส่งมาและส่งมาเพื่อหวังสิ่งใดจากเขากันแน่
“โอ้ย! ยิ่งดิ้นยิ่งรัดแน่น มันไม่ใช่หนังแล้วเนี่ย จะทำยังไงดีวะ ตายแน่ๆ งานนี้ฉัน”ผู้กองสาวพยายามดิ้นให้หลุดจากเชือกที่มัดตัวเธออยู่แต่ยิ่งดิ้นเชือกก็ดูเหมือนจะยิ่งรัดตัวเธอแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีการผูกเงื่อนอะไรสักอย่างบนเชือกแบบที่เธอเคยเรียนลูกเสือสำรองมาเลยสักเส้น จนเธอคิดว่ามันไม่ใช่การแสดงแล้ว ยิ่งวิชาตัวเบาอะไรเมื่อกี้อีกมันค่อนข้างชัดเจนว่าเธออาจจะหลุดมาอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งเหมือนในละครที่เคยดู คิดในใจอย่างคนหมดหวัง คนอื่นเขาข้ามภพไปสมัยอยุธยากันไม่ใช่เหรอวะ นี่ฉันข้ามมาโผล่ที่จีนเลยเนี่ยนะ มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย โอ้ย! จะทำยังไงดีล่ะ อ่อ คิดออกแล้วเคยดูหนังจีนเื่หนึ่งกับยายนกมาเมื่อสองเดือนที่แล้ว เอาแบบนี้เลยละกัน
“เอาไปโยนทิ้งหน้าผาเถอะพะย่ะค่ะ ฝีมือนางร้ายกาจยิ่งนัก ทำเอาข้าสลบไปกลางอากาศเลยเมื่อครู่”เสียงขันทีฟังกงที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาและเดินออกมาจากที่พักพูดขึ้น
“ว่ายังไงล่ะ ทีนี้เ้าจะตอบข้าได้หรือยัง”องค์ชายสามถามขึ้นมาอีกครั้ง
“์ส่งข้ามา ให้ลงมาช่วยท่านปราบศัตรูและคนพาลทั้งหลาย ท่านก็เห็นฝีมือการต่อสู้ของข้าแล้วนี่ว่าร้ายกาจขนาดไหน”ผู้กองสาวรีบตอบเอาตัวรอดจากการถูกโยนทิ้งหน้าผาตามหนังจีนเื่หนึ่งที่เธอเคยดูกับเพื่อนมา
“์ส่งเ้ามาอย่างนั้นหรือ”องค์ชายสามถามอย่างรู้สึกสงสัยในสิ่งที่นางตอบ
“ใช่สิ ์ส่งข้ามาจริงๆ ไม่งั้นฉัน เอ้ย! ข้าจะมาโผล่ในที่พักของท่านได้ยังไงล่ะองค์ชายสาม”เธอรีบตอบและเปลี่ยนคำเรียกให้เหมือนกับหนังที่เธอเคยดูด้วยเพื่อความสมจริงและเรียกชายหนุ่มตรงหน้าเหมือนที่ทหารพวกนั้นเรียกเมื่อสักครู่
“ก็จริงนะพะย่ะค่ะ ค่ำคืนที่ผ่านมาข้าน้อยนอนอยู่นอกที่พักขององค์ชายแทบไม่ได้ขยับตัวไปไหนเลย ถ้า์ไม่ส่งนางมาจริงๆ นางคงเข้าไปในอยู่ในนั้นไม่ได้แน่นอนพะย่ะค่ะ อีกอย่างวิชาการต่อสู้ของนางก็ร้ายกาจและไม่เคยพบเคยเห็นที่มาก่อน”ขันทีฟังกงตอบอย่างเห็นจริงตามที่แม่นางคนนี้กล่าวเพราะฝีมือการต่อสู้ของนางร้ายกาจมาก เขาก็ได้เห็นกับตาและโดนกับตัวมาแล้วนั่นเอง
“แต่เ้าเป็หญิงจะมาต่อสู้เยี่ยงชายและกินนอนอยู่ในป่าเป็แรมเดือนได้เยี่ยงไร”องค์ชายสามพูดขึ้นมาอย่างไม่เห็นด้วย
“ทำไมจะไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น์จะส่งฉัน เอ้ย! ข้าลงมาทำไมล่ะ”หญิงสาวรีบแย้งขึ้นมาทันที
“ถ้า์ส่งนางให้ลงมาช่วยพวกเรา ก็ให้นางไปด้วยเถิด วันหน้านางอาจทำประโยชน์ให้แก่ท่านได้นะพะย่ะค่ะ”ขันทีฟังกงรีบบอกองค์ชายของตน
“ส่งนางฟ้านาง์มาให้เดินทางไปกับพวกเราด้วย อย่างนี้ข้าสู้ตาย”ทหารคนตัวโตกว่าเพื่อนพูดขึ้นและยิ้มให้หญิงสาวอย่างเป็มิตรและชื่นชมในความงามของนาง
“ข้าก็สู้ตายด้วยอีกคน”ทหารอีกคนรีบบอกเพื่อน
“ข้าด้วย”อีกหลายๆคนรีบบอกเพื่อนอย่างเห็นด้วย
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบเก็บสำภาระเตรียมตัวออกเดินทางได้”องค์ชายสามหันมาสั่งทุกคนให้รีบเก็บสัมภาระของตนเองเพราะหนทางข้างหน้าอีกยาวไกลกว่าจะไปถึงค่ายของชนกลุ่มน้อยพวกนั้น
“พะย่ะค่ะ”ขันทีฟังกงและเหล่าทหารพูดขึ้นพร้อมกันและแยกย้ายกันเก็บสัมภาระของตนเองและเริ่มออกเดินทางกันต่อ