อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 84 การสนทนายามค่ำคืน

    แสงจันทร์สาดส่องทะลุยอดไม้ บนแท่นหินไม่ไกลจากกองไฟ  มู่เฉิงหลินกำลังนั่งฝึกวิชาอยู่เพียงลำพัง  โดยมีเสี่ยวจือจือในร่างสาวใช้ตัวน้อย คอยนั่งเฝ้ายามให้อยู่ไม่ห่าง  


    มือเล็กขาวสะอาดข้างหนึ่งถือกิ่งไม้คอยเขี่ยกองไฟไม่ให้มอด   ขณะที่ดวงตากลมโตตวัดผ่านร่างของเสืออสูรตนหนึ่งที่กำลังย่องเข้ามาด้านหลังมู่เฉิงหลินอย่างเงียบเชียบ   ปราณธาตุน้ำแข็งของปราชญ์อสูรขั้นสูงสุดถูกปล่อยออกมา  


    พยัคฆ์ร้ายสะดุ้งแล้วหมอบตัวลงทันทีด้วยแรงกดดันนั้น เพียงครู่เดียวก็ส่งเสียงขู่คำรามออกมาเบาๆ แล้วถอยกลับไป  เสี่ยวจือจือยักไหล่ทีหนึ่งแล้วจึงหันกลับไปใส่ใจกองไฟตรงหน้าดังเดิม กับสัตว์อสูรที่รู้มารยาทเช่นนี้นางย่อมยินดีปล่อยไป


    ร่างบางของมู่เชียนปรากฏขึ้นข้างกองไฟ   เสี่ยวจือจือเห็นนางก็รีบส่งยิ้มให้ เมื่อครู่คุณหนูหายไปราวสามชั่วยาม  เทียบกับเวลาในมิติกำไลนั่นก็เท่ากับว่านางได้ฝึกมาทั้งวันแล้ว 


    เสี่ยวจือจือกุลีกุจอพาคุณหนูนั่งลงแล้วรีบส่งน้ำชาแก้วหนึ่งให้อย่างเอาใจ  มือเล็กนวดลงบนไหล่สองข้างแล้วเอ่ยวาจาไถ่ถามอย่างเป็นห่วง


    “เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ.. ?”


    “ไม่หรอก แค่การฝึกประจำวันเท่านั้น”


    “เห็นทีท่านคงใกล้บรรลุปราชญ์ยุทธ์เต็มทีแล้ว”


    อสูรน้อยสัมผัสได้ถึงกระแสปั่นป่วนในร่างนายสาว ดูท่าคงใกล้เลื่อนขั้นเต็มทีแล้ว ซึ่งมู่เชียนก็พยักหน้ารับคำของนางพร้อมกับรอยยิ้ม 


    “อีกเพียงไม่กี่วันคงสำเร็จแล้ว เจ้าก็เข้าไปฝึกวิชาเถิด ข้าจะเฝ้าเขาเอง” 


    “เจ้าค่ะ” เสี่ยวจือจือพยักหน้ารับก่อนที่ร่างของนางจะหายวับไป


    ‘ดูเหมือนว่าอีกไม่นานเฉิงหลินคงบรรลุยอดยุทธ์ชั้นกลางแล้ว’ 


    ‘ภายในวันสองวันนี้แหละ’ เสี่ยวจิงเอ่ยอย่างมั่นใจ


    ‘พรุ่งนี้ข้าจะหาปราชญ์ยุทธ์ให้เขาอีกสักคนสองคน’ ผู้เป็นพี่สาวเริ่มวางแผนการฝึกหนักให้น้องชายอย่างตั้งใจ


    ‘จะไม่หนักไปหรือ ?’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ  


    มู่เฉิงหลินเป็นเพียงยอดยุทธ์ชั้นต้นเกือบๆกลางเท่านั้นให้ต่อสู้กับปราชญ์ยุทธ์ทั้งวันออกจะโหดร้ายอยู่บ้าง


    ‘ไม่หรอก … ยิ่งได้เลือดยิ่งดี คราวก่อนที่ข้าหักโหมฝึกจนปราณธาตุแปรปรวน  แต่กลับไปถูกซ้อมจนกระอักเลือด เดิมทีคิดว่าแย่แล้ว ที่ไหนได้ปราณธาตุที่แปลกแยกกลับถูกอัดจนเข้าที่…ทั้งยังรวดเร็วกว่าการฝึกฝนแบบปกติอย่างมาก’


    ‘เจ้าจะเอาร่างวิปริตของเจ้าไปเทียบกับเขาได้อย่างไร ?’  น้ำเสียงของเสี่ยวจิ้งทั้งค่อนแคะทั้งชื่นชมทำให้มู่เชียนหลุดหัวเราะออกมา


    เอาเถิดอย่างไรนางก็อยู่ตรงนี้ ถึงมู่เฉิงหลินจะช้ำในไปบ้างก็ยังรักษาได้มิใช่หรือ….


    ‘เสี่ยวจิ้ง…​ หลังบรรลุปราชญ์ยุทธ์แล้วข้าอยากฝึกวิชาระดับฟ้าเพิ่มสักหน่อย’ 


    ‘อะไรกัน.. คมวายุที่เพิ่งได้ไป เจ้ายังฝึกได้ไม่สำเร็จเลย’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยทักท้วง  


    กระบวนท่าวันนี้ที่เห็นแสดงออกมาอย่างร้ายกาจนั้น แท้จริงนางยังเพิ่งฝึกได้ไม่ถึงสามส่วนเลย


    ‘แต่ข้าอยากได้วิชาท่าร่างที่เหนือกว่าพันดาวตก และวิชาโจมตีเพิ่มเติมสักหน่อย’ 


    ยิ่งออกสู่โลกกว้าง ศัตรูที่เข้ามาในชีวิตนางก็ยิ่งมีระดับสูงขึ้นทุกวัน นางมิอาจปล่อยตัวย่ำอยู่กับที่ได้….


    ‘ตามใจเจ้าเถิด หลังสำเร็จระดับปราชญ์ยุทธ์ ข้ามีวิชาหนึ่งที่คิดว่าเจ้าอาจชอบ’


    ‘อะไรหรือ ?’


    ‘เคล็ดวิชาอักขระเวทย์  เป็นพื้นฐานของอักษรเวทย์ ใช้ปราณสิ้นเปลืองอย่างมาก โดยทั่วไปมีเพียงระดับจ้าวยุทธ์เท่านั้นที่ฝึกได้ ทว่าหลังจากเข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์ ปราณธาตุที่มีในร่างของเจ้าก็คงไม่ต่ำกว่าจ้าวยุทธ์เป็นแน่ น่าจะพอฝึกฝนได้’  


    ‘ข้าเอา…’ มู่เชียนพยักหน้ารับทันที 


    วิชาที่เสี่ยวจิ้งบอกว่าดีย่อมดีแน่นอน อีกอย่างนางเห็นการใช้อักษรเวทย์วันนั้นก็รู้สึกสนใจอย่างมาก จึงเร่งเร้าให้เสี่ยวจิ้งเอาเคล็ดวิชานั้นออกมาให้นางในยามนี้เลย


    ‘ไม่ต้องรีบร้อน คนมากมายคอยตามล่าเจ้าเช่นนี้ จะเอาเวลาที่ใดไปฝึกเล่า !’


    ‘ไม่รู้สิ.. เอามาก่อนค่อยว่ากัน’  มู่เชียนเอ่ยง่ายๆ แล้วล้มตัวลงนอนหงายกับพื้น ดวงตากลมโตมองพระจันทร์ด้านบนอย่างชื่นชม


    ‘ไม่ยักรู้ว่าเจ้าชอบเรียน’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างแปลกใจ 


    แต่ก่อนเวลาให้นางเรียนรู้อะไรใหม่ นางมักจะโอดครวญอยู่เสมอแท้ๆ   มู่เชียนได้ฟังเสี่ยวจิ้งเอ่ยเช่นนี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ 


    ‘ผู้ใดจะชอบเล่า ทว่าเจ้าก็เห็น โลกใบนี้ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ…’ 


    ในวันนี้สายตาหวาดกลัวและชื่นชมเหล่านั้น ล้วนแลกมาด้วยความพยายามของนางทั้งสิ้น หากนางยังคงเป็นคนอ่อนแอ ไม่แค่ตนเองที่ต้องถูกเหยียบย่ำดูแคลน นางยังไม่สามารถปกป้องคนที่ตนห่วงใยได้อีกด้วย  ….  มู่เชียนไม่อยากกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว 


    ทุกย่างก้าวของนางต้องยาวที่สุด  ทุกการกระโดดต้องสูงที่สุด  ไม่ว่าอุปสรรคใดที่ขวางนางอยู่….. นางจะข้ามผ่านมันไปให้ได้ !!


    ‘หากคนพวกนั้นวุ่นวายมาก มุกราตรีจำแลงที่เจ้าคนแซ่เยว่ให้มานั่น ก็อาจช่วยแก้ปัญหาได้’ เสี่ยวจิ้งแนะนำขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก 


    คิดถึงเยว่เทียนหง ดวงตาของมู่เชียนก็อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่มอบให้แสดงความปรารถนาภายในใจของบุรุษผู้นั้น  ‘เขาต้องการให้นางปลอดภัย’ 


    ทว่ายามนี้นางคงต้องทำให้เขาผิดหวังแล้ว…..


    ‘ให้พวกมันมาเถิดยิ่งมากยิ่งดี !’  นางยังต้องรวบรวมยันต์หู่ลี่เหล่านั้นเพื่อใช้เข้าสู่ถ้ำอสูร







    ‘เชียนเชียน’ 


    จู่ๆกระจกวิญญาณที่หน้าอกก็ส่องแสงออกมา พร้อมกับเสียงทุ้มของบุรุษที่เพิ่งผ่านเข้ามาในห้วงความคิด   มู่เชียนใจเต้นกระตุกขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนที่มือบอบบางนั้นจะคว้าเอากระจกขึ้นมา


    “เพคะฝ่าบาท”  


    ทันทีที่เสียงใสตอบรับ ใบหน้าหล่อเหลาของเยว่เทียนหงก็ปรากฏขึ้นบนกระจกวิญญาณทันที  ความงดงามของเทพผู้นี้ยังคงสะกดสายตาของนางได้ทุกครั้ง ยิ่งได้เห็นในระยะประชิดยิ่งใจสั่นไหว มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นกดหัวใจของตนเบาๆ เป็นการเตือนให้อวัยวะที่บ้าคลั่งอยู่นั้นรีบกลับมาทำมาหน้าที่ของตนตามเดิม


    นับจากพระอาทิตย์ตกดิน เยว่เทียนหงก็เฝ้าคอยสังเกตุในกระจกตลอด เมื่อรู้สึกได้ว่านางออกมาจากมิติลี้ลับนั้นแล้ว ก็รีบส่งเสียงเรียก  ได้ยินเสียงหวานตอบรับ  ในที่สุดความรู้สึกกระวนกระวายแปลกๆที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงเช้าจึงสงบลง 


    ‘ด้านในเป็นอย่างไรบ้าง’ เสียงทุ้มเรียบสนิทเอ่ย 


    มู่เชียนคิดถึงเหตุการณ์วันนี้แล้วใบหน้าเล็กก็ปรากฏเป็นรอยยิ้มแปลกๆ


    “ก็นับว่ามีสีสันดีเพคะ”  หากไม่นับว่าถูกคนนับสิบหมายหัว เรื่องราวในวันนี้ก็น่าสนุกไม่น้อย


    ‘เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ?’  


    ผู้เฝ้ามองกระจกทั้งวันเช่นเขาไหนเลยจะไม่รับรู้เหตุการณ์โดยละเอียด ทว่าเขากลับยังอยากได้ยินเสียงของนางเล่าด้วยตนเอง



    มู่เชียนย้อนคิดทบทวนครู่หนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องราววันนี้ให้เขาฟังอย่างคร่าวๆ ทว่ายิ่งเล่าก็ยิ่งสนุก แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงฉากนองเลือด แต่เรื่องราวในวันนี้ที่นางได้พบเจอก็ยังมีมากมายจนพูดได้ไม่หยุด 


    ตลอดเวลาเยว่เทียนหงได้แต่ฟังเสียงของนางอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ เสียงใสช่างเจรจาจึงหยุดลง


    ‘เหนื่อยหรือไม่ ?’ แน่นอนว่าเขาหมายถึงสิ่งที่นางต้องพบเจอในวันนี้ 


    “คอแห้งนิดหน่อยเจ้าค่ะ” 


    มู่เชียนที่เริ่มผ่อนคลายเอ่ยกับเยว่เทียนหงอย่างเป็นกันเอง  ใบหน้าเล็กหันหยิบถ้วยชาที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาดื่ม.. ทว่าเมื่อหันกลับมาก็พบดวงตาสีเทาที่มีประกายขบขันพริบพราวอยู่ภายใน  เด็กสาวที่ตอบผิดประเด็นพลันรู้สึกตัวทันที.. 


    “เอ่อ.. ข้าหมายถึงเหนื่อยนิดหน่อยเจ้าค่ะ”


    เยว่เทียนหงพิจารณาใบหน้าเล็กมอมแมมและเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นของนางก็รู้ว่านางคงยังมีเรื่องต้องจัดการอีกมาก จึงไม่คิดรบกวนนางอีก


    ‘อืมม.. เช่นนั้นก็รีบพักผ่อนเถิด’ 


    “มิได้เจ้าค่ะ..​ ข้ายังสบายมาก… ฝ่าบาทมีธุระใดกับข้าหรือ ?”  มู่เชียนสะดุ้งร่างพรวดขึ้นทันที  เมื่อครู่นางมัวแต่เล่าเรื่องราวของตน จนลืมถามธุระของเขาเสียสนิท ช่างน่าอายนัก…. 


    เยว่เทียนหงเห็นท่าทีแตกตื่นของนางก็ส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วมองนางอย่างอ่อนโยน เด็กสาวเห็นเขาไม่ตอบยิ่งเข้าใจไปว่าเขาคงมีความอึดอัดใจบางอย่างที่ไม่กล้าบอก.. 


    “ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆเจ้าค่ะ … ท่านเอ่ยมาได้เลย ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ”  เสียงใสเอ่ยอย่างหนักแน่น


    เยว่เทียนหงมองดวงตามุ่งมั่นของนางครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยสิ่งที่คิดออกมาตรงๆ


    ‘ข้าก็เพียง… อยากได้ยินเสียงเจ้าเท่านั้น’


    “…อ้อ…”  มู่เชียนเอ่ยได้เท่านี้ก็นิ่งไป ใบหน้าเล็กมิได้แสดงอาการใดนอกจากพยักหน้ารับรู้เท่านั้น


    ‘ราตรีสวัสดิ์...’  เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยครั้งสุดท้ายก่อนที่เงาร่างของเขาจะหายวับไปโดยไม่รอคำตอบ


    ภาพสะท้อนของเยว่เทียนหงหายไปแล้ว …  กระจกวิญญาณเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอีกครั้ง  เช่นเดียวกับใบหน้าของหญิงสาวที่เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด มู่เชียนวางกระจกลงด้านข้างอย่างเบามือ  ก่อนจะเอนร่างลงและเริ่มต้นทุบพื้นดินอย่างแรง  เพื่อระบายอารมณ์มากมายที่ไหลเชี่ยวอยู่ในใจ


    มือเล็กทรงพลังยังคงทุบพื้นต่ออีกหลายครั้งจนกระทั่งพื้นหินแตกร้าวเป็นหลุม ทว่าความขัดเขินที่สูบฉีดไปทั่วร่างกลับยังไม่ดีขึ้น หญิงสาวซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วส่งเสียงอู้อี้ออกมาเบาๆ  ก่อนจะเริ่มกลิ้งตัวไปรอบๆอย่างน่าขัน  


    ‘เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ !’    เสี่ยวจิ้งดุ 


    มู่เชียนเงยหน้าขึ้นมามองกระจกดำสนิทอีกครั้ง ดวงหน้าเล็กยังคงแดงจัดทว่าริมฝีปากกลับเกร็งบิดเป็นรอยยิ้มแปลกประหลาด  ราวกับอยากหยุดยิ้มแต่ก็ทำไม่ได้ 


    เสี่ยวจิ้งเคยบอกนางแล้วว่าที่เขาชอบอยู่ใกล้นางหรือชอบฟังเสียงนางเป็นเพราะปราณอี้เจ๋อในร่างนางมีประโยชน์ต่อเขา แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้


    ‘เพียงประโยคเดียวก็เพ้อถึงเพียงนี้…​ ช่างน่าอายจริงๆ !’


    “ยังดีที่เมื่อครู่ข้าเก็บอาการได้เก่ง….  ไม่ได้ทำให้เทพอสูรเสี่ยวจิ้งขายหน้า !”  มู่เชียนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ขณะที่แอบภาคภูมิใจในความเป็นกุลสตรีของตน


    ‘ก็ใช่… หากไม่นับหัวใจของเจ้าที่เต้นแรงจนข้าแทบจะกระเด็นออกมาน่ะนะ..​!’  เสี่ยวจิ้งยังคงบ่นกระปอดกระแปดอย่างไม่จริงจังนัก


    มือเล็กหยิบกระจกขึ้นมามองอีกครั้งแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ใบหน้าแดงเปล่งปลั่งเผยความงามที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน 


    ฟากหนึ่งของกระจก บุรุษที่พูดคุยไม่เก่งยังคงมองกระจกนิ่งอยู่ เมื่อครู่แม้จะตัดการติดต่อของตนเองลง  ทว่าร่างสูงยังคงลอบสังเกตการณ์อีกฝั่งอย่างตั้งใจ   เยว่เทียนหงยิ้มรับอาการตะลึงงันของนางแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆนั่น   


    จนถึงยามนี้ที่เห็นใบหน้าแดงก่ำและรอยยิ้มสดใสเบื้องหน้า  หัวใจที่เย็นเยียบก็กระเพื่อมไหว ความอุ่นซ่านวิ่งผ่านจากกึ่งกลางใจกระจายไปทั่วร่างของเขา มือแกร่งลูบไล้ใบหน้าเล็กในกระจกเบาๆ ก่อนจะไล้ไปบนริมฝีปากบางนั้นอย่างไม่อาจห้ามใจได้


    ‘รอยยิ้มของนางช่างงดงามเหลือเกิน’



    สามวันจากนั้นพวกมู่เชียนทั้งสามกำลังเดินผ่านแนวป่ารกทึบแห่งหนึ่ง  เสียงกรอบแกรบจากด้านบนทำให้มู่เชียนตัดสินใจหยุดเท้าลงในที่สุด​ 


    “จะเริ่มกันได้หรือยัง ?”  


    มู่เฉิงหลินกล่าวลอยๆด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย  พวกเขารออยู่นานคนเหล่านี้ก็ยังไม่กล้าลงมือ  แล้วทำจนเสียงดังปานนี้ยังจะกล้าซ่อนตัวต่ออีกหรือ 


    สิ้นเสียงท้าทายนั้น ร่างปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นยี่สิบกว่าร่างปรากฏตัวขึ้น …ล้อมพวกเขาทั้งหมดไว้ตรงกลาง  


    “จัดการให้หมด อย่าให้ข่าวเล็ดรอดออกไปได้ !! ” หัวหน้ากลุ่มตะโกนเสียงดัง


    มู่เชียนยกยิ้มมุมปากข้างหนึ่งเพื่อตอบรับถ้อยคำประกาศนี้  


    “ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน !”


    หนึ่งเค่อต่อมา…


    “ฮ่าาห์…..!”  


    มู่เฉิงหลินกำลังต่อสู้พัวพัน  มองเห็นโอกาสก็ตวัดขาส่งร่างของปราชญ์ยุทธ์ผู้หนึ่งขึ้นไปด้านบน  ปีกเพลิงเวหาปรากฏขึ้นบนหลังของเขา  พริบตาก็พาร่างชายหนุ่มเหินตามร่างๆนั้นขึ้นไปทันที 


    พื้นที่บนอากาศคือสนามรบของเขา เชือกเส้นหนึ่งงอกยาวออกมาจากปีกที่กลางหลัง พันธนาการร่างโชคร้ายนั้นเอาไว้กับที่ หมัดเพลิงประสานของมู่เฉิงหลินรัวเข้าที่ร่างของชายผู้นั้นเป็นชุด จนเขากระอักเลือดออกมาไม่หยุด 


    ทว่าไม่รอให้คนร้ายบาดเจ็บสาหัสจนยันต์ถูกทำลาย  กระบี่อัคคีพลันปรากฏขึ้นในมือของชายหนุ่ม เขาแทงตรงเข้าตรงกึ่งกลางหัวใจคนร้ายแล้วบิดกระบี่ตัดขวางออกทางด้านข้าง ร่างไร้ชีวิตไม่ทันร่วงลงกระทบกับพื้นก็สลายกลายเป็นละอองสีฟ้าไป


    บนพื้นด้านล่าง มู่เชียนและเสี่ยวจือจือกำลังเงยหน้าขึ้นมองการต่อสู้ของมู่เฉิงหลินอย่างเพลิดเพลิน  ฝั่งของพวกนางคงเรียบร้อยนานแล้ว จึงมีเวลาเสพสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นเช่นนี้


    “ฮ่าฮ่า..​ วันนี้ข้าได้สามเชียวนะ”.  มู่เฉิงหลินที่เพิ่งร่อนลงมาถึงพื้นหัวเราะร่า พลางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ


    “อ้อ.. ข้าได้สี่สิบ” มู่เชียนเอ่ยเสียงเรียบ


    “ข้าได้ยี่สิบแปดเจ้าค่ะ” เสี่ยวจือจือยิ้มแย้มให้เจ้านายหนุ่มอย่างน่ารัก


    มู่เฉิงหลินได้ยินเสียงความภาคภูมิใจของตนแตกร้าว ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาถูกคนกันเองเหยียบย่ำอย่างไม่ละอายใจ 


    “พวกเจ้ามันไม่ใช่คนแล้ว !”


    “คิกคิก… ข้าย่อมไม่ใช่คนอยู่แล้วนี่เจ้าคะ !” เสี่ยวจือจือ เผยกรงเล็บออกมาต่อหน้ามู่เฉิงหลิน


    “ส่วนข้า.. ก็เป็นพี่สาวฝาแฝดของเจ้า ” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ ด่านางคือด่าเขามิใช่หรือ ?


    “บรึ้มมมม… !”


    เสียงการต่อสู้ดังมาไม่ไกลจากเบื้องหน้า มู่เชียนได้ยินแล้วก็หันหน้าไปอีกทาง ไม่คิดอยากยุ่งด้วยทว่าเสี่ยวจิ้งกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน


    ‘ด้านหน้านั่น….เป็นคนคุ้นเคยจริงๆแล้ว’


    ‘แน่ใจหรือ ?’  


    ‘ดูเหมือนเป็นศิษย์พี่หญิงบ้าพลังของเจ้าคนนั้น’ เสี่ยวจิ้งคาดเดา  


    ‘ศิษย์พี่หญิง.. อิงอู่หลาน !’


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน