ตอนที่ 61 สถาบันพยัคฆ์คราม
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในวันรุ่งเช้า เฟิร์สได้พบกับพ่อที่ไม่เจอกันมาหลายวัน
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างปกติเช่นเคย ซึ่งดูเหมือนว่าคุณหมอสมคิดในตอนนี้จะเข้าใจแล้วว่าลูกชายของเขานั้นได้เติบโตจนเป็นผู้ใหญ่
แม้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะเป็นแค่เด็กอายุสิบหกปีก็ตาม
“เฟิร์สไปแล้วนะพ่อ” เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมกับโผวเข้ากอดชายตรงหน้าเบาๆ
“รักษาตัวด้วยล่ะ”
เมื่อเอ่ยร่ำลากันเสร็จเฟิร์สก็ขับรถยนต์ออกเดินทางในทันที
สถานที่ทำงานของเขายังคงอยู่ภายในบริเวณจังหวัดใกล้ๆ เช่นเคย
การที่นิวโฮปจัดตารางงานแบบนี้ออกมา นับว่าได้สนับสนุนเฟิร์สอย่างเต็มที่
ทันทีที่รถยนต์สีดำขับมาถึงที่หมาย
ครั้งนี้อบิสได้ปรากฏยังพื้นที่เขื่อนแห่งหนึ่งที่อยู่ในซอกภูเขา การเดินทางจึงไม่ลำบากเหมือนอบิสที่แรก
วังวนสีขาวยังส่งผลกระทบต่อเมฆบนท้องฟ้า พวกมันไหลมารวมกันและหมุนวนตรงจุดที่ประตูอบิสปรากฏ
จากตารางงานของเฟิร์สในครั้งนี้ เขาต้องเป็นวอชเชอร์ในอบิสระดับต่ำเช่นเดิม
เนื่องจากตารางงานนี้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า นิวโฮปจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าเด็กหนุ่มนั้นจะมีฝีมือร้ายกาจถึงขนาดกวาดล้างอบิสสีขาวระดับกลางระลอกแรกได้
อย่างที่รู้กันว่าการกวาดล้างระลอกแรกนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก แต่เด็กหนุ่มกลับสามารถกลับออกมาได้อย่างไม่เป็นอะไร
เมื่อนิวโฮปรับรู้ถึงเรื่องนี้ แน่นอนว่าพวกเขาต้องปรับตารางงานของเฟิร์สใหม่
แต่ครั้งนี้ เวลามันกระชั้นชิดเกินไป เฟิร์สจึงต้องทำตามตารางงานเดิมไปก่อน
ขณะที่เฟิร์สลงจากรถยนต์ สายตานับไม่ถ้วนก็จ้องมองมาที่เขาเช่นเดิม ปกติแล้วเฟิร์สจะไม่ใส่ใจต่อสายตาเหล่านี้ แต่ครั้งนี้ดวงตาภายใต้แว่นดำกลับถูกหรี่ลง
เรื่องราวของเฟิร์สถูกรายงานขึ้นไปเบื้องบน แน่นอนว่าผู้ควบคุมอบิสแห่งนี้ย่อมรับรู้วีรกรรมของเขา
ในอบิสทุกๆ แห่งนิวโฮปจะส่งพนักงานระดับเจ็ดขึ้นไปเป็นผู้ควบคุมจัดการเรื่องต่างๆ ทั้งหมด
ผู้กองที่ควบคุมอบิสนี้จึงรับรู้ในความสามารถของวอชเชอร์ที่จะมาปฏิบัติงาน
เมื่อทราบข่าวเขาจึงส่งผู้ใต้บังคับบัญชาออกมาต้อนรับเฟิร์สเป็นอย่างดี
พนักงานคนหนึ่งที่คาดว่าจะมีระดับต่ำกว่าเฟิร์สได้ออกมาต้อนรับ
“สวัสดีครับผู้หมวดเฟิร์สวัน”
เฟิร์สพยักหน้าแต่สายตายังสนใจกลุ่มคนตรงหน้าอยู่
พนักงานคนนั้นเห็นเฟิร์สมองกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่สวมเครื่องแบบสีฟ้า เขาจึงเอ่ยต่อว่า “ภารกิจในครั้งนี้เราได้รับการติดต่อมาจากสถาบันพยัคฆ์ขาว ในการให้ความร่วมมือฝึกฝนประสบการณ์ให้กับนักเรียนในการกวาดล้างอบิสในระลอกแรก”
ถูกต้องแล้ว งานนี้ก็เป็นภารกิจกวาดล้างระลอกแรกเช่นกัน แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเหมือนอบิสครั้งที่แล้ว ทางนิวโฮปจึงส่งคนออกไปสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าอบิสแห่งนี้คืออบิสสีขาวระดับต่ำของจริง
เฟิร์สหยุดเท้าเดินและเอ่ย “ผมต้องมาเป็นพี่เลี้ยงของเด็กกลุ่มนี้หรอ?”
พนักงานคนนั้นยิ้มและผายมือออกไป
“ผมว่าผู้หมวดไปรับฟังรายละเอียดจากผู้กองโดยตรงดีกว่า”
“ได้”
หลังจากนั้นไม่นานเฟิร์สก็เดินทางมาถึงห้องทำงานของผู้กองดีเกรย์
“มาถึงแล้วหรอ? ผู้หมวดเฟิร์สวัน” หญิงสาววัยกลางคนในชุดสูทสีขาวเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารและเอ่ย
“ครับ สวัสดีผู้กองดีเกรย์”
เฟิร์สเอ่ยทักทายผู้กองสาว แม้เธอจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่กลับมีการบ่มเพาะเป็นเวเนเตอร์ดาราแดงสองแฉก เธอคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำงานมาถึงตำแหน่งนี้ด้วยความสามารถของตนเอง ไม่ใช่เวเนเตอร์ที่เกษียณอายุแล้วมาทำงานที่นี่
เฟิร์สพอจะศึกษาประวัติของเธออยู่บ้าง เพราะตัวตนผู้เป็นเวเนเตอร์ดาราแดงในประเทศแห่งนี้มีไม่มากนัก โดยเฉพาะที่ทำงานอยู่กับนิวโฮป
“เชิญนั่งสิ”
“ครับ”
“ฉันว่าคุณน่าจะรู้รายละเอียดของงานบ้างแล้ว” ผู้กองดีเกรย์เอ่ยอย่างสบาย
“แต่ดูเหมือนว่าภารกิจในครั้งนี้จะต่างไปจากที่ผมเข้าใจนิดหน่อยนะครับ คุณแน่ใจได้ยังไงว่าพวกเด็กอายุไม่ถึงยี่สิบกลุ่มนี้จะสามารถมีชีวิตรอดจากภารกิจกวาดล้างระลอกแรกได้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นอบิสสีขาวระดับต่ำก็เถอะ” เฟิร์สกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบสงบ บนใบหน้าของเขาไม่ได้ปรากฏอารมณ์ใดๆ ทำให้บรรยากาศในห้องนี้ดูเยือกเย็นมากยิ่งขึ้น
หญิงสาวฉีกยิ้มและเคาะปากกาในมือลงบนโต๊ะอย่างเป็นจังหวะ
“ในเมื่อคุณถามออกมาแล้ว ฉันจะบอกกับคุณตามตรงก็แล้วกัน กลุ่มนักเรียนที่เป็นเวเนเตอร์ในครั้งนี้ มีคนหนึ่งเป็นผู้มีพรสวรรค์การบ่มเพาะของเขาได้ไปถึงจุดตันสุดของดาราขาวเก้าแฉกแล้ว และมีอีกสามคนเป็นผู้มีพรสวรรค์ แม้การบ่มเพาะของพวกเขาจะยังต่ำ แต่ก็มีความสามารถต่อสู้ที่ร้ายกาจ ฉันจะส่งข้อมูลเหล่านี้ให้คุณ”
กล่าวจบผู้กองดีเกรย์ก็กดไปที่กำไลของตนเองแล้วส่งข้อมูลให้กับเฟิร์ส
เฟิร์สได้รับข้อมูลแล้วอ่านพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
“เมื่อเป็นแบบนี้แล้วหน้าที่ของผมยังเป็นวอชเชอร์แบบเดิมใช่ไหมครับ? หากมีการตายเกิดขึ้นผมก็ไม่จำเป็นต้องยื่นมือไปช่วยเหลือ” เฟิร์สเอ่ย
“ถูกต้อง วางความกังวลของคุณเอาไว้เถอะ ทางสถาบันพยัคฆ์ครามจะรับผิดชอบความเสียหายของพวกเขาเอง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี งั้นผมขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวก่อนสิผู้หมวดเฟิร์สวัน”
“มีอะไรหรอครับ?”
ผู้กองสาวผสานมือเข้าหากันแล้ววางคางของเธอลงไป
“ไม่ทราบว่าหลังจากจบภารกิจนี้แล้ว คุณจะเข้าไปในอบิสแห่งนี้อีกหรือเปล่า?”
“คุณต้องการให้ผมเข้าไปเหรอ?” เฟิร์สเลิกคิ้วขึ้น
ผู้กองสาวยิ้มและเอ่ย “แน่นอน ฉันหวังว่าคุณจะเข้าไป เพราะนั่นจะเป็นการทำให้ฉันกลับบ้านได้ไวขึ้น”
สำหรับเวเนเตอร์ดาราแดงแล้ว แกนสปีริตสีขาวนั้นไม่ต่างจากหินที่อยู่ข้างทาง หลายคนส่วนใหญ่คร้านจะใส่ใจกับอบิสระดับต่ำเหล่านี้ พวกเขาจึงไม่ได้เข้าไปจัดการอบิสด้วยตนเอง
การที่เฟิร์สเข้าไปจัดการมอนสเตอร์ที่อยู่ข้างในทำให้งานของผู้กองเหล่านี้ง่ายขึ้น
โดยปกติแล้วผู้กองเหล่านี้จะทำงานปีเว้นปี เช่นเดียวกับเฟิร์สที่ทำงานเพียงแค่ครึ่งเดือนต่อหนึ่งเดือน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานล้วนเป็นเช่นนี้
เฟิร์สเข้าใจในสิ่งที่ผู้กองสาวต้องการ
การที่เวเนเตอร์คนหนึ่งจะสามารถลุยเดี่ยวในอบิสได้นั้นมีน้อยมาก อย่างที่บอกว่าน้ำน้อยนั้นแพ้ไฟ ต่อให้เป็นเวเนเตอร์ดาราแดงก็ไม่กล้าทำเช่นนี้ เพราะพวกเขาอาจตายตกด้วยความเหนื่อยล้าได้ ความประมาทนั้นเป็นหนทางสู่ความตายเท่านั้น
แต่น่าแปลกที่เด็กหนุ่มตรงหน้านี้สามารถทำได้ ซึ่งเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้
“แล้วผมจะพิจารณาอีกทีก็แล้วกันครับ” เฟิร์สกล่าวก่อนจะโค้งศีรษะเล็กน้อยแล้วจากไป
เวลาผ่านไปไม่นาน ในที่สุดก็ถึงกำหนดเวลาของการเปิดประตูอบิส
ผู้กองดีเกรย์ออกมาเปิดพิธีพูดกล่าวกับเวเนเตอร์ตรงหน้านี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยแนะนำเฟิร์สที่อยู่ตรงนั้น
“นี่คือเฟิร์สวัน เขาจะเป็นวอชเชอร์สำหรับภารกิจนี้ อย่างที่รู้กันว่านิวโฮปจะไม่รับผิดชอบการตายของพวกคุณ ดังนั้นจงรักษาชีวิตของพวกคุณเอาไว้ให้ดี” ผู้กองสาวกล่าวแล้วยิ้มออกมาเป็นธรรมชาติ
โดยปกติแล้วตำแหน่งผู้หมวดหรือผู้กองจะใช้เรียกกันเฉพาะภายในองค์กร ดังนั้นผู้กองสาวจึงไม่ได้เรียกเฟิร์สว่าผู้หมวดเหมือนอย่างเคย
สายตาทั้งสี่สิบคู่จ้องมองมาทางเฟิร์สที่สวมชุดสูทสีขาวที่เป็นเครื่องแบบของนิวโฮปอยู่ด้านข้าง
พวกเขาทั้งหลายต่างสนใจในเฟิร์สเล็กน้อย
แน่นอนว่าวอชเชอร์ที่อายุน้อยขนาดนี้ย่อมเรียกความสนใจได้เป็นอย่างดี อีกอย่างแม้ร่างกายของเฟิร์สจะดูผอมบางแต่เตี้ยกว่ามาตรฐานของเด็กยุคนี้เล็กน้อย แต่เมื่ออยู่ในชุดสูทสีขาว ผู้ชายในเครื่องแบบอย่างเขาก็เรียกสายตาจากสาวๆ ได้เช่นกัน
กลุ่มนักเรียนสถาบันพยัคฆ์ครามตรงหน้านี้ ทั้งหมดล้วนมีอายุไม่เกินยี่สิบ พวกเขาส่วนใหญ่อายุมากกว่าเฟิร์สเสียด้วยซ้ำ
แต่ท่าทางและการแสดงอารมณ์ยังห่างจากเฟิร์สหลายขุม เพราะอย่างไรก็ตามในอีกโลกหนึ่งเขาก็เคยเป็นเซียนกระบี่เฒ่าที่มีอายุนับร้อยปีมาก่อน
ถึงแม้จะมีสายตาชื่นชม แต่ก็มีสายตาที่ดูถูกจำนวนมากมองเข้ามาเช่นกัน
เด็กของสถาบันพยัคฆ์ครามล้วนขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะและเป็นรุ่นเยาว์ของแคลนพยัคฆ์คราม ซึ่งจะก้าวไปเป็นสมาชิกตัวจริงในอนาคต
แคลนพยัคฆ์ครามเป็นหนึ่งในห้าแคลนใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งสถานที่ตั้งของแคลนนั้นยึดอยู่อาณาเขตของภาคเหนือ
“เพื่อไม่เป็นการให้เสียเวลา พวกเราก็ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีฟ้าเอ่ยขึ้น
บุคลิคท่าทางของเขาโดดเด่นเป็นอย่างมาก อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าของเขาดูดี คิ้วสีขาวทั้งคู่ดูสะดุดตา เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหล่าและมีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ เสน่ห์ความเป็นชายเผยออกมาอย่างเปี่ยมล้น รวมไปถึงกลิ่นอายของความเป็นผู้นำอีกด้วย
เด็กวัยรุ่นพวกนั้นจึงละสายตาออกมาจากเฟิร์ส และรับฟังคำสั่งจากชายหนุ่มอย่างมีความเคารพ
‘นั่นน่ะหรอเวเกอร์ ดาราขาวเก้าแฉก ผู้เป็นความหวังของแคลนพยัคฆ์คราม ผู้มีพรสวรรค์ที่บ่มเพาะได้แค่สามปีก็ไต่มาถึงระดับนี้ได้แล้ว’ เฟิร์สมองชายหนุ่มที่โดดเด่นอย่างสนใจ
นอกจากนี้แล้วยังมีอีกห้าคนที่คาดว่าเป็นผู้มีความสามารถพิเศษที่ไม่อาจละเลยได้
ด้วยหน้าที่วอชเชอร์ เขาจึงสังเกตทุกอย่างอยู่เงียบๆ
ไม่นานประตูอบิสแห่งนี้ก็เปิดขึ้น
เหล่านักเรียนของสถาบันพยัคฆ์ครามเริ่มทะยอยเข้าไปในวังวนที่เหมือนสายน้ำสีขาวเบื้องหน้านั้น โดยมีเด็กหนุ่มร่างผอมบางอย่างเฟิร์สเดินรั้งท้าย
“เดี๋ยวก่อนผู้หมวดเฟิร์สวัน”
แต่ในขณะที่เฟิร์สจะเดินเข้าไป ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีฟ้าคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น
กลิ่นอายของผู้ชายคนนี้ดูแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เขาเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าผู้กองภาวินเสียอีก