ตอนที่ 205
ผนึกเทพศักดิ์สิทธิ์ 1
ดวงอาทิตย์ร้อนแรง สาดแสงจ้าไกลลิบตา แต่ด้วยท่าร่างผสานเข้ากับความร้อนใจของเสวี่ยหมิงที่เร่งความไวจนถึงขีดสุด โดยไม่เสียดายลมปราณที่ใช้ออก ในที่สุดเสวี่ยหมิงก็ทะยานเข้าสู่เขตแดนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลุ่มของแสงสว่างเจิดจ้า ที่เปรียบเสมือดวงอาทิตย์เทียมของมิติทดสอบแห่งนี้
...ไม่มีดวงอาทิตย์ มีเพียงแต่แสงสว่างไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเข้าสู่กลุ่มแสง กลับไม่อาจระบุทิศทางแน่ชัด แต่ด้วยสัมผัสรับรู้ที่สูงส่งของดวงตาเทพมารบรรพกาล ทำให้เสวี่ยหมิงรู้สึก และรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง แม้จะบินเหินไปในกลุ่มแสงสว่างอย่างไร้รู้ทิศทาง แต่ในสมองราวกับมีเส้นสายบางอย่างกำหนดจุดหมายเอาไว้
เปรี๊ยะ !!!
ความรู้สึกถึงความผิดปกติที่รุนแรง ปะทุขึ้นอย่างเฉียบพลัน เมื่อเสวี่ยหมิงเคลื่อนที่อยู่ภายในกลุ่มแสงกว่าสองชั่วยาม
...ม่านบางเบาที่ขวางกั้นข้างหน้านี่คืออะไรกัน
เสวี่ยหมิงยื่นมือออกไปสัมผัส ม่านพลังโปร่งแสง แรงดีดสะท้อน ผลักจนมือที่แข็งกล้าของเสวี่ยหมิงชาด้าน
แต่เมื่อคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่สามารถหลุดรอดออกไปจากมิติแห่งนี้ ไม่ต้องรออยู่อีกกว่าสิบปีจนกว่าประตูมิติจะเปิดออกเลยหรือ เมื่อเวลาที่จะใช้ในการหาคำตอบของปริศนากลุ่มแสงนี้มิใช่ปัญหา เสวี่ยหมิงจึงทดลองใช้ทุกอย่างเพื่อพังทลายม่านพลังเบื้องหน้า
...เทพมารครองร่าง
เมื่อดวงตาเทพมารบรรพกาลเป็นสิ่งที่นำทางเสวี่ยหมิงมา เสวี่ยหมิงจึงมั่นใจว่าเรื่องราวจะมากน้อยย่อมต้องเกี่ยวพันกันบ้าง จึงไม่ลังเลที่จะใช้ทักษะลับ...เทพมารครองร่างในทันที
พลังหยินแห่งความตายมหาศาลจากทักษะเทพมารครองร่าง ไหลบ่าทะลักไปตามเส้นชีพจร พลังลมปราณของเสวี่ยหมิงก็พุ่งสูงขึ้น แต่นั่นเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ และหาใช่สิ่งที่เสวี่ยหมิงคาดหวัง
วูบ วูบ !!!
เมื่อพลังหยินชั่วร้ายในร่างของเสวี่ยหมิงสูงขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ม่านพลังที่จากเดิมนั้นสงบนิ่ง เริ่มมีการตอบสนองต่อพลังของทักษะเทพมารครองร่าง มิติรอบข้างพลันหมุนวนจนบิดเบี้ยว บรรยากาศชวนอึดอัดเข้าปกคลุมพื้นที่ เมฆขาวที่อยู่เบื้องนอกกลุ่มแสง ส่งเสียงคำรามลั่น แม้เสวี่ยหมิงจะไม่อาจมองเห็น แต่เพียงฟังจากเสียงคำรามที่เกิดขึ้น ก็รับรู้ถึงความเกรี้ยวกราดของพลังงานที่เบื้องนอกได้เป็นอย่างดี
เปรี้ยง เปรี้ยง !!!
เสียงฟ้าผ่า ฟาด ส่งประกายแสงแลบแปลบปลาบของสายฟ้าอยู่ที่ด้านหลังของเสวี่ยหมิง แม้จะเกิดสายฟ้ามากมาย ขันแข่งกันฟาดผ่า แต่สายฟ้าทุกเส้น กลับไม่ได้ผ่าลงไปยังเบื้องล่าง แต่มันกลับฟาดซัดเข้าหากลุ่มแสง ประหนึ่งว่าพยายามจะทำลายพลังงานแห่งความตายที่แผ่ออกมาจากร่างของเสวี่ยหมิง
...นี่มันเกิดอะไรขึ้น
แม้จะสงสัย แต่ในเมื่อสาดฟ้าไม่อาจผ่านเข้ามายังเขตแสงสว่างนี้ได้ มันจึงไม่อาจทำร้ายเสวี่ยหมิงได้แม้แต่น้อย ทำให้เสวี่ยหมิงตัดความกังวลเรื่องการโจมตีจากสายฟ้าออกไป แล้วพยายามมุ่งสมาธิไปยังม่านพลังเบื้องหน้า
...อัคคีดับสูญ
ไอเย็นแผ่กระชากมวลอากาศ ก่อเกิดเกล็ดน้ำแข็ง ควบแน่นกระจายเต็มพื้นที่ เสวี่ยหมิงประกบมือเข้าหากัน บรรจงปลดปล่อยลมปราณเหมันต์เข้มข้น บีบอัดเป็นมวลทรงกลม ก่อนจะบรรจงผนึกก้อนพลังงานเอาไว้ติดกับม่านพลังไร้สภาพเบื้องหน้า
เมื่อพลังลมปราณเหมันต์ถูกผนึกค้างเรียบร้อย เสวี่ยหมิงก็เหินกายถอยห่างออกไปจนชิดขอบกลุ่มแสงสว่าง แต่ไม่กล้าที่จะขยับไปไกลเกินกว่านั้น เพราะสายฟ้าที่เบื้องนอกยังคงกระหน่ำฟาดผ่าอย่างไม่ขาดสาย
...เหมันต์ดับสูญ
เพลิงวิหคอมตะ ถูกปลดปล่อย แต่เพลิงไฟในครั้งนี้แตกต่างจากเพลิงไฟวิเศษที่เสวี่ยหมิงได้รับก่อนหน้า แม้พลังในการรักษาของเพลิงแห่งวิหคอมตะยังคงอยู่ แต่ก็ไม่ได้เปี่ยมล้นด้วยพลังแห่งชีวิตที่ช่วยฟื้นฟูได้เช่นเดิม แต่กลับปะทุร้อนลวกพลังแห่งธาตุหยางร้อนแรง จนเลือดลมของเสวี่ยหมิงถึงกับปั่นป่วน ราวกับว่าพลังของเพลิงแห่งหยาง ขัดแย้งกับพลังดำมืดของดวงตาเทพมารบรรพกาลที่เปี่ยมล้นอยู่ในตอนนี้ แต่ที่พลังทั้งสองสายยังคงดำรงอยู่ด้วยกันได้ เพราะเส้นชีพจร และโลหิตของเสวี่ยหมิงนั้นมีความสามารถแปลกประหลาดจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า ทำให้สามารถรองรับพลังหลายสายที่แตกต่างกันได้ แม้จะเกิดการหักล้างกันบ้างในบางจุด แต่ก็ไม่ถือว่ารุนแรง
ยามที่ปลดปล่อยพลังเพลิงไฟจนสุดรั้ง ปีกเพลิงส่องประกายเจิดจ้า พลันปรากฏขึ้นกลางหลังของเสวี่ยหมิง ทันทีที่เสวี่ยหมิงสั่งปีกเพลิงทั้งสองข้างก็สลายกางออก แม้ปีกคู่นี้จะคล้ายกับปีกเพลิงที่ก่อเกิดจากเคล็ดวิชาวิหคเก้าตะวันของหนิงเซียน แต่กลับมีขนาดใหญ่กว่า และไอร้อนที่ปะทุออกก็เป็นแนวร้อนแรงทำลายล้าง มิใช่เพลิงไฟที่สงบและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต เช่นเดียวกับปีกที่เกิดจากเคล็ดวิชาวิหคเก้าตะวัน
แม้เสวี่ยหมิงจะรู้สึกตื่นเต้นกับพลังใหม่ที่เพิ่งทดลองใช้อย่างสุดรั้ง แต่เวลาในการสร้างระเบิดหยินหยางมีจำกัด เมื่อเรียกสติกลับมาได้ เสวี่ยหมิงก็เร่งใช้ออกด้วยพลังปราณเพลิงอัคคีที่เท่าเทียมกับลมปราณเหมันต์ก่อนหน้า ซัดกระแทกเข้าหาผนึกปราณเหมันต์ที่เกาะแน่นอยู่กับม่านพลัง ก่อนจะซัดออกด้วยพลังเพลิงไฟอย่างสุดกำลังตามหลัง เพื่อจุดระเบิดลมปราณทำลายล้างของการผสานรวมหยินหยาง
ลมปราณเพลิงไฟที่พุ่งตามหลัง แม้ในตอนแรกจะเป็นเพียงหมัดลมปราณไร้รูปร่าง แต่เมื่อหมัดลมปราณเพลิงหลุดออกจากร่างของเสวี่ยหมิง ยามที่มันเคลื่อนตัวผ่านอากาศ เพลิงร้อนแรงก็ดึงเอามวลอากาศรอบข้างมาหลอมรวม และเผาไหม้ ก่อนจะดึงรั้งลมปราณธรรมชาติที่อยู่โดยรอบให้เคลื่อนตัวไปพร้อมกัน ผสานก่อตัวเป็นรูปร่างของวิหคเพลิงขนาดมหึมา พุ่งตรงเข้าใส่ก้อนลมปราณเหมันต์ที่เพิ่งจะรวมตัวกับก้อนพลังงานเพลิงวิหคในเสี้ยววินาที
บรึ้ม !!!
เสียงปะทะสะท้านก้องกัมปนาท แรงระเบิดที่เกิดขึ้นสั่นไหวมวลอากาศโดยรอบ ก่อเกิดพายุ แรงลมอันบ้าคลั่งม้วนตัวกวาดออกจากจุดกำเนิดกระจายออกไปในทุกทิศทาง
แม้เสวี่ยหมิงจะอยู่ห่างจากศูนย์กลางของแรงระเบิดไกลจนแทบจะสุดขอบเขตของแสง แถมเสวี่ยหมิงยังเร่งเร้าลมปราณป้องกันฝืนต้านเอาไว้ก่อนหน้า ยังเกือบจะถูกกวาดพัดจนหลุดออกไปยังทะเลสายฟ้าด้านนอก
เสียงระเบิดยังไม่ทันจางลง ปีกเพลิงบนหลังของเสวี่ยหมิงกางออก กระพือส่งให้ร่างของเสวี่ยหมิงพุ่งตรงไปยังม่านพลังด้วยความไวสูงสุด แต่เมื่อไปถึงยังจุดที่กำหนดเอาไว้ ม่านพลังก็ยังคงอยู่เช่นเดิม แต่ก่อนที่เสวี่ยหมิงจะถอดใจหันหลังกลับไป เพื่อคิดหาวิธีอื่นในการทดสอบ สายตาพลันเหลือบไปเห็นจุดสีดำเท่าเมล็ดทั่วเขียว เป็นรอยปริแตกของมวลอากาศ
จุดสีดำนั้นดูเหมือนจะกำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว เสี้ยววินาทีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ไม่มีเวลาให้ฉุกคิดไตร่ตรอง เสวี่ยหมิงพุ่งตัวตรงเข้าไปยังรอยปริแตกทันที
แม้ด้านหน้ารอยปริแตกจะว่างเปล่า แต่ยิ่งใกล้ แรงกดดันยิ่งหนาแน่น จนเสวี่ยหมิงรู้สึกว่าทั้งร่างของตัวเองหนักอึ้ง ราวกับมีภูเขาสูงนับสิบลูกกดทับลงมา แต่ด้วยระยะห่างที่อยู่ใกล้กันแค่ไม่ถึงหนึ่งวา ในที่สุดเสวี่ยหมิงก็เอื้อมมือไปสัมผัสเข้ากับรอยปริแตกได้ทันก่อนที่มันจะปิดตัวลง
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ !!!
เสียงเลือดเนื้อทั้งร่างของเสวี่ยหมิงสั่นสะท้าน จิตสมาธิถูกพลังงานลึกลับเขย่าราวกับลูกเต๋าในถ้วยแก้ว สติรับรู้วูบไหวไปมาไม่หยุดยั้ง แม้จะมีวิชาจิตเอกะอยู่ในขอบขั้นที่สี่แล้ว แต่ยังไม่อาจต้านทานแรงกระชากของพลังวิญญาณที่แผ่กระจายออกมา
เพียงชั่วกระพริบตา สติของเสวี่ยหมิงก็ค่อย ๆ กลายเป็นความว่างเปล่า แสงสว่างรอบข้างค่อย ๆ แตกออกช้า ๆ ราวกับกระจกใสที่ร้าวจากจุดกึ่งกลาง ก่อนที่รอยแตกจะแผ่ขยายออกไปที่ด้านข้าง จนในที่สุดทั้งโลกรอบตัวเสวี่ยหมิงก็ปริแตกออกโดยสมบูรณ์
ไม่มีเบื้องบน ไม่มีเบื้องล่างอีก บัดนี้เสวี่ยหมิงถูกส่งมาอยู่ในมิติเวิ้งว้าง รอบข้างมีเพียงหมู่ดาวนับล้านดวง อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะจินตนาการถึง ที่เบื้องหน้าเสวี่ยหมิงปรากฏลูกแก้วใสที่ส่งแสงเจิดจ้า ตั้งวางอยู่บนแท่นอาคม ฐานด้านล่างของแท่นอาคม ปรากฏรูปปั้นหงส์อัคคีสองตัวกอดรัดกวัดเกี้ยวกันอยู่ ในดวงตาของรูปปั้นทั้งสองยังส่งแสงสีแดงเพลิงเจิดจ้าออกมา
ทันทีที่ลูกแก้วปรากฏเด่นในดวงตาข้างซ้าย ดูเหมือนว่าดวงตาเทพมารบรรพกาลเองก็จะเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ทั้งแข็งขืน ตื่นเต้น และหวาดหวั่นไปพร้อม ๆ กัน อย่างน่าประหลาด
แต่แล้วความรู้สึกที่อัดแน่น พลันถูกถ่ายทอดออกมาจากดวงตาข้างซ้าย หาใช่การสั่งการของสมอง ทำเอาเสวี่ยหมิงถึงกับสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเมื่อเรียกสติได้อีกครั้ง ร่างของเสวี่ยหมิงก็เข้าสู่สภาวะไม่อาจควบคุมบังคับได้อีกต่อไป ราวกับว่าตนเองเป็นเพียงหุ่นเชิดที่มีชีวติเท่านั้น
จากพลังของทักษะเทพมารครองร่าง...เส้นโลหิตรอบดวงตาข้างซ้ายก็ค่อย ๆ แตกระแหงลุกลามออกไป กลับกลายเป็นเส้นประสาทเข้าควบคุมร่างกายของเสวี่ยหมิง
ทักษะเทพมารครองวิญญาณ...ประทุขึ้นเองโดยมิอาจควบคุมบังคับ พลังงานหยินแห่งความตายทะลักอบอวลไปทั่ว จักรวาลเวิ้งว้างเบื้องนอก ทั่วทั้งจักรวาลกลับกลายเป็นมืดมน ปีกเพลิงไฟที่เบื้องหลังของเสวี่ยหมิง ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นปีกเปลวเพลิงทมิฬหลอนประสาท หากผู้ที่มีระดับพลังจิตอ่อนด้อย เพียงจ้องมองปีกเพลิงหลอนวิญญาณนี้ ก็อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ ในที่สุดเงาร่างของมารร้ายผู้เป็นเจ้าของดวงตาที่แท้จริงก็ สถิตทับอยู่ซ้อนไปบนร่างของเสวี่ยหมิงโดยสมบูรณ์
"ไม่นึกเลยว่าผู้ที่นำพาข้ามายังผนึกอันแรก จะมิใช่เผ่ามารของข้า แต่เอาเถอะในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย รีบ ๆ ทำภารกิจให้มันจบ ๆ ไปเสียดีกว่า"