“ มีเบาะแสคนร้ายบ้างหรือไม่”
“ คนที่รู้ว่า พ่อเป็นเช่นนี้ มีแต่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น”
เสี่ยวเทียนฟังจบ ก็เอ่ยอำลาทันที เพราะนึกสงสัยอยู่แล้ว ว่าทำไมคนที่คุกน้ำถึงได้มีอากัปกิริยาพิรุธ เวลาเสี่ยวเทียนถามหา ปู่ทากิ
เสี่ยวเทียนมาถึงคุกน้ำ กรมราชทัณฑ์ ก็ถีบประตูที่อยู่ด้านหน้าทันที ตูม ! ประตูคุกน้ำระเบิดกระจาย ผู้คุมออกมากันหลายสิบคน เปรี้ยง ! เสี่ยวเทียนต่อยหมัดเข้าที่ใบหน้าผู้คุมที่เสนอหน้าเข้ามาเป็นคนแรก ที่เหลือก็กรูกันเข้ามา ล้อมเสี่ยวเทียนเอาไว้ทั้งหมด เสี่ยวเทียนปล่อยพลังเทพเจ้ากระแทกเข้าใส่คนนับร้อย ต่างกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง เสี่ยวเทียนสัมผัสได้ว่ามีบางคนกินเลือดเทพเจ้าไปแล้ว จึงใช้มือกระชากลำคอผู้คุมคนนั้นมาบีบเอาไว้
“ ใครเป็นคนสั่งการพวกแกให้ไปปล้นบ้านปู่ทากิ”
“ จ้าวกรมราชทัณฑ์” มันบอกทันทีโดยไม่ปิดบัง
เสี่ยวเทียนเรียกวายุทมิฬออกมาทั้งสามลูก แล้วปล่อยออกไป กรมราชทัณฑ์ถูกพลังพายุกกลืนหายไปจากบนโลกใบนี้ เหลือแต่ผู้คนที่ยังคอย ลอยคว้างกระจายออกไปทั่วเมือง เสี่ยวเทียนใช้มือเงาสังหาร คว้าเจ้ากรมราชทัณฑ์ แล้วกระชากเข้ามาคุกเข่า กับพื้นต่อหน้าเสี่ยวเทียน
“ เจ้ากรมราชทัณฑ์ ครั้งก่อน ส่งข้าไปขายที่จวนเจ้าเมืองสุ่ย ข้ายังไม่ได้คิดบัญชี ครั้งนี้ ยังส่งคนไปทำร้าย ปู่ทากิอีก ยอมรับความผิดไหม?”
“ ข้าผิดไปแล้ว ท่านอรหันต์น้อย ได้โปรดไว้ชีวิต ครั้งแรกข้าไม่รู้จักท่าน จริงๆ ส่วนเรื่องลุงทากิ ล้วนทำตามคำสั่ง เทพบุตรเย่วเหอทั้งนั้น” เจ้ากรมราชทัณฑ์รีบขอโทษเสี่ยวเทียน
“ ไปขอโทษปู่ทากินในนรก ก็แล้วกัน” สิ้นเสียงเสี่ยวเทียน หัวของเจ้ากรมราชทัณฑ์ก็ระเบิดแตกสลายไป
“ เทพบุตรเย่วเหอ วังเทพบิดร ก่อนไปข้าต้องไปสะสางบัญชีของเราเสียหน่อยแล้ว” เสี่ยเทียนเดินเข้ามาสำรวจคุกน้ำเพื่อดูว่ามีหนทางออกไปจากบริเวณนี้หรือไม่
“ อาจารย์ ที่นี่มีทางออก จากดินแดนเทวะหรือไม่”
“ ไม่มี แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ค่ายกลเทพสวรรค์ไม่สามารถกักขัง พวกเราไว้ได้หรอก เจ้าไปจัดการเรื่องราวที่ค้างคาใจให้เรียบร้อย แล้วข้าจะสร้างอุโมงค์มิติพาเจ้าออกไปเอง”
อาจารย์ลู่เอินส่งเสียงออกมา อย่างมั่นใจ
เสี่ยวเทียนก็ มุ่งหน้าไปที่สำนัก วังเทพบิดรทันที
วังเทพบิดร เป็นสำนักใหญ่ที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของ ดินแดนเทวะบูรพา มีเจ้าสำนักชื่อว่า จางเส้าฉี เป็นจ้าววังเทพบิดร มีพลังเทียบเท่า เซียนสวรรค์ระดับสูงแล้ว ที่แต่งตั้งให้ เทพบุตรเย่วเหอเป็นผู้สืบทอดเพราะเห็นแวว และพรสวรรค์ที่เหนือผู้อื่น
เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำคนต่อไป แต่สิ่งที่เขาคาดหวังไว้นั้น กลับตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เทพบุตรเย่วเหอกำลังจะกลายเป็นคนที่สร้าง ความวิบัติวอดวายที่สุด ให้กับวังเทพบิดรของเขา
ก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ! เสี่ยวเทียนเคาะประตูใหญ่ของสำนัก เทพบิดร พร้อมยืนรออย่างใจเย็น ไม่นานมีคนสองคนมาเปิดประตูให้
“ ข้าเฉินเสี่ยวเทียน มาขอพบเทพบุตรเย่วเหอ ได้โปรดช่วยแจ้งให้เขาทราบด้วยขอรับ”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไอ้หนู ตัวตนของ เทพบุตรเย่วเหอ ใช่ใครที่ไหนอยากจะพบก็ได้พบ ไสหัวกลับไปเลย” เสี่ยวเทียนดีดเท้าเข้าใส่ไปทีเดียว เปรี้ยง !! ร่างของคนที่พูดลอยลิ่วเข้าไปชน สิ่งก่อสร้างของวังเทพบิดร ชนเสาหักพักไปหลายต้น อาคารสามหลัง พังราบลงมาอย่างน่าอัศจรรย์
“ พี่ชายเมื่อสักครู่ คงฟังข้าไม่เข้าใจ พี่ชายท่านนี้ได้โปรดไปเรียก เทพบุตรเย่วเหอ ออกมาพบข้าหน่อยจะได้ไหม?” เสี่ยวเทียนหันมาพูดกับ คนเปิดประตูอีกคนที่ยืนขาสั่น ฉี่ไหลเป็นทางไม่กล้าขยับตัว พอสิ้นคำเสี่ยวเทียน มันวิ่งปรู๊ดเข้าไปตาม เทพบุตรเย่วเหอให้ทันที
“ เฮ้อ นึกไม่ถึง แม้แต่คนเปิดประตู ยังฟังภาษาคนไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไร”
เสี่ยวเทียนค่อยๆ เดินเข้าไปในวังเทพบิดร ที่โครงสร้างภายใน ทุกหลังล้วนงดงามคล้ายๆกับพระราชวังจริงๆ ช่างมีรสนิยมควรค่าแก่การทำลายทิ้งยิ่งนัก !
ทันใดนั้นเอง คนที่อยู่ในสำนัก วังเทพบิดร ก็ปรากฏกายมากันมากกว่า ร้อยคน ยืนเรียงรายกันไปหมด แต่ยังไม่เห็น เทพบุตรเย่วเหออกมาอีก
“ ไอ้หนูแกเป็นใครกันวะ กล้าบุกเข้ามาทำลายข้าวของ ในวังเทพบิดร เจ้าอยากจะตายนักใช่ไหม”
“ เปล่าเลย ใครเล่าอยากจะตาย ข้าแค่มาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ปู่ทากิ ที่เป็นคนเฝ้าคุกน้ำก็เท่านั้น” เสี่ยวเทียนพูดจาเรียบร้อยมาก
“ ตาแก่เฝ้าคุกนั่นนะหรือ? แล้วท่านเทพบุตรจะลดตัวไปยุ่งเกี่ยวกับคนต่ำต้อยเช่นนี้ เพื่ออะไรกัน” ชายหลายคนก็สงสัย
“ มันต้องการแก่นเลือดเทพเจ้า ที่ข้าให้ไว้กับ ปู่ทากิ เจ้ากรมราชทัฑ์รับสารภาพมาหมดแล้ว พวกท่านกรุณาเรียกเทพบุตรเย่วเหอ ออกมาข้าไม่อยากทำร้ายใคร”
ทุกคนพอได้ยินเสี่ยวเทียนบอกว่า แก่นเลือดเทพเจ้า ก็สนใจทันที ไม่สนใจใครทำอะไรไว้ทั้งสิ้น
“ เจ้าบอกว่า เจ้าเป็นคนให้ แก่นเลือดเซียนกับ ตาแก่ทากิ หมายความว่า เจ้ายังมีแก่นเลือดเทพเจ้าอีกใช่ไหม?”
“ ใช่แล้ว?” เสี่ยวเทียนขมวดคิ้ว รู้สึกได้ ถึงกลิ่นความโลภจะโชยมาอีกแล้ว
“ พวกเราฆ่ามัน แล้วเอาแก่นเลือดเทพเจ้ามาแบ่งกันดีกว่า” พอมีคนตะโกนออกมาแบบนี้ ทั้งหมดก็พุ่งเข้าโจมตีเสี่ยวเทียน ในทันที
“ ชั่วช้ากันทั้งสำนักจริงๆ” คราวนี้เสี่ยวเทียนเรียกพายุอัสนีสายฟ้าลูกใหญ่มา ฟาดเอา สำนักเทพบิดร ที่มีโครงสร้างวังที่สวยงาม โอ่อ่า ยิ่งใหญ่ละลานตา ถูกทำลายลงไปด้วย พลังอัสนีสายฟ้า ที่ไม่ได้มาแค่เส้นเดียว มากันเป็นร้อย เป็นพัน
ศิษย์ในสำนักกว่าร้อยคนที่วิ่งเข้ามาหาเสี่ยวเทียน ก็ถูกฟ้าผ่านอนดิ้นกันเกลื่อนสำนัก
ไม่นาน สำนักที่ใหญ่โตอันดับหนึ่งในสาม ของแดนเทวะบูรพา ก็ถูกทำลายเหลือแต่ซากปรักหัก พัง แล้วสุดท้าย ก็มีชายชรา ลอยตัวมาอยู่เบื้องหน้าเสี่ยวเทียน โดยมีเทพบุตรเย่วเหอ กับ อาจารย์หวังเต้า ทั้งหมดมองสภาพสำนักแล้ว โกรธแทบกระอักเลือด
“ เฉินเสี่ยวเทียน นี่แกกล้าทำลายสำนัก วังเทพบิดรเช่นนี้เชียวรึ?” เทพบุตรเย่วเหอตะโกนออกมาด้วยความโกรธสุดขีด
“ ข้าเพียงแก้แค้นให้ ปู่ทากิก็เท่านั้น”
“ แค่ตาแก่เฝ้าคุกน้ำเพียงคนเดียวเจ้าถึงกับกล้าเป็นศัตรูกับ สำนักเทพบิดร เจ้าโอหังมากไปแล้ว เจ้าเด็กน้อย” จ้าววังเทพบิดร เอ่ยออกมาเป็นครั้งแรก
“ คุกเข่าลง ! มอบปราสาทเทพเซียน และแก่นเลือดเซียนให้จ้าววังเทพบิดรซะ ท่านอาจไว้ชีวิตของเจ้า” อาจารย์หวังเต้าเอ่ยปากก็เห็นลิ้นไก่ทันที
เสี่ยวเทียนไม่เอ่ยตอบ เรียกปราสาทเทพเซียนออกมา แล้วก็เรียกเทพอินทรีออกมาด้วย
“ มีปัญญาก็มาแย่งเอาไปซิ ยิงมันเลย !!” เสี่ยวเทียนสั่งระดมยิงพลังแสงเข้าใส่ ทั้งสามคนทันที
จ้าววังเทพบิดร รีบปล่อยเกราะกระดองเต่า เกราะระดับเซียนสวรรค์ชั้นกลาง ออกมาต้านทาน พลังแสงของ ปราสาทเทพเซียน กับ เทพอินทรี ที่มีพลังแค่ระดับเซียนสวรรค์เบื้องต้น ทำให้ไม่สามารถยิงทะลุเกราะเต่าดำไปได้
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นยังไง หมดปัญญาแล้วล่ะซิ นี่คือของวิเศษของสำนักข้า ไม่มีทางที่เจ้าจะทำลายได้หรอก” เย่วเหอส่งเสียงออกมาเยาะเย้ยเสี่ยวเทียน
“งั้นรึ? ตงตง ออกมา พ่นไฟ เผามันเลย”
ตงตงพยักหน้า แล้วก็อ้าปากออกมา ปล่อยเพลิงพลังแสงอาฑิตย์ที่มันกินอยู่ทุกวันปล่อยออกมา พร้อมกับปราสาทเทพเซียน และเทพอินทรี แต่เกราะเต่าเซียนสวรรค์ยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้ อย่างดี เพียงแต่ว่า เกราะเต่าเริ่มมีความร้อนมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำอะไรไม่ได้
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า แกไม่มีทางทำลายได้เกราะเต่าของข้าได้หรอก มันเป็นเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้” จ้าววังเอ่ยจบก็หัวเราะออกมาพร้อมๆ กันทั้งสามคน
“ จริงรึ ว่าแต่กระดองเต่าของเจ้าทนความร้อนได้ แล้วพวกเจ้าล่ะ อยู่ข้างในแล้วทนความร้อนได้ด้วยหรือเปล่าล่ะ” เสี่ยวเทียนเอ่ยจบก็ ใช้ทัณฑ์อัสนีสายฟ้าช่วยกระหน่ำฟาด กระดองเต่าไปอีกที ความร้อนของกระดองเต่าเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่ามนุษย์จะทานทนได้ แล้วบัดนี้ภายในก็เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทั้งสามคนเริ่มมีแผลพุพองเริ่มไหม้เกรียมทีละนิด จนทนไม่ไหว พยายามบอกให้จ้าววังเทพบิดร ให้เอากราะเต่าเซียนสวรรค์ออกไป
ในที่สุด จ้าววังเทพบิดรก็ต้องเรียก เกราะเต่าออกไป แต่ก็ไม่รอดจาก พลังทั้งสี่แม้จะทำการหนีอย่างหัวซุกหัวซุน ก็หนีไม่พ้น ร่างของทั้งสามคนล้วนถูกเพลิงเผาไหม้ไปจนหมด ไม่เหลือเล็ดลอดไปแม้แต่วิญญาณ กลายเป็นเถ้าถ่านสลายไป
“ ปู่ทากิ ข้าแก้แค้นให้ท่านแล้ว ขอให้ปู่จงไปสู่สุคติเถอะนะ”
“ อาจารย์พวกเราออกจากแดนเทวะแห่งนี้ได้แล้วล่ะ” เสี่ยวเทียนเอ่ยกลับอาจารย์ลู่เอิน
“ เจ้าไปที่บริเวณที่สำนัก วิหารศักดิ์สิทธิ์ ตรงนั้นมีมิติที่เชื่อมโยงกันกับโลกภายนอก ข้าจะสร้างอุโมงค์มิติที่นั้น ในเวลาเที่ยงวัน”
“ ขอรับอาจารย์” เสี่ยวเทียนก็เดินทางไปพักที่โรงเตี้ยมใกล้กับ วิหารศักดิสิทธิ์ทันที แต่พอไปถึงโรงเตี้ยม กลับพบว่า ที่พักเต็มตลอด ก็เลยสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็รู้ว่า ท่านสังฆราช เจ้าสำนัก วิหารศักดิ์ได้ตายไปแล้วเมื่อเดือนก่อน
และวันพรุ่งนี้ เป็นวันแต่งงานของธิดาเทพ กับ เทพบุตร ของสำนักวิหารศักดิ์สิทธิ์ มีคนมาร่วมงานมากมาย จนสถานที่ในสำนักวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่พอ ต้องพากันมานอนโรงเตี้ยมด้านนอกกันหมด
เสี่ยวเทียนเดินออกมา พบเห็นศิษย์พี่ใหญ่ กับศิษย์พี่รอง นั่งกินอาหารอยู่กันสองคนหน้าตาเคร่งเครียด
“ ศิษย์พี่ใหญ่ กับศิษย์พี่รองมาทำอะไรกันที่นี่”
“ ศิษย์น้องเล็ก เจ้ายังไม่ไปอีกหรือ?”
ทั้งสองคนต่างตั้งคำถามพร้อมกัน แต่เสี่ยวเทียนบอกออกไปก่อนว่า
“ ข้าจะเดินทางพรุ่งนี้เที่ยง ว่าแต่ที่พวกท่านมาที่นี่ เรื่องเกี่ยวกับธิดาเทพใช่หรือไม่?”
“ ใช่แล้ว ซิ่วเหวิน มาบอกพวกเราว่า ธิดาเทพไม่อยากแต่งงานกับเทพบุตรเค่อจิ้งหนาน แล้วนางก็ยังบอกอีกว่า เค่อจิ้งหนานนั้น ดูผิดปกติไป เสียงพูดคล้ายกับสังฆราชที่ตายไปอีกด้วย” ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยอธิบายให้เสี่ยวเทียนฟัง
“ ถ้าเช่นนั้นศิษย์พี่คิดจะทำอะไรกัน”
“ ข้าจะชิงตัว ธิดาเทพออกมา ซิ่วเหวินบอกว่า เวลานี้นางถูกบังคับ นางไม่ยินยอมพร้อมใจ นางยังบอกอีกว่า นางยอมตายไม่ยอมแต่งงานกับเค่อจิ้งหนาน”
ศิษย์พี่รองเอ่ยด้วยความมุ่งมั่น
“ ข้าเตือนศิษย์น้องรองแล้ว แต่ว่าไม่เชื่อฟัง ข้าเลยต้องมาช่วย” ศิษย์พี่ใหญ่บอกกับเสี่ยวเทียน
“ ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องร่วมชิงตัวเจ้าสาวด้วยแล้ว” เสี่ยวเทียนหัวเราะออกมา
“ ดี ได้เสี่ยวเทียนมาช่วยอีกแรง ก็มีโอกาสเพิ่มอีก มาดื่มจอกนี้ แล้วพวกเราจะไปชิงตัวเจ้าสาวในวันพรุ่งนี้กัน” ศิษย์พี่รองยกจอกน้ำชาขึ้นมา แล้วกระดกรวดเดียวหมดทุกคนทำตามเช่นกัน
สำนัก วิหารศักดิ์สิทธิ์
“ เรียนท่านเทพบุตร ถึงเวลานี้ ธิดาเทพยังไม่ยอมลองชุดเจ้าสาวเลย เจ้าค่ะ
จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” เสียงสาวใช้ประจำตัวของ ธิดาเทพมารายงาน
“ ข้าจะไปคุยกับนางเอง” เค่อจิ้งหนาน เดินเข้าไปในห้องของธิดาเทพ
“ เฟยเหยียน ทำไมเจ้าไม่ลองสวมชุดเจ้าสาว พรุ่งนี้จะเข้าพิธีแล้วนะ” เค่อจิ้งหนานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ ข้าควรจะเรียกท่านว่า ท่านปู่ หรือ พี่จิ้งหนานดี เจ้าคะ” ธิดาเทพหันมาจ้องตาเค่อจิ้งหนานอย่างไม่หลบสายตา
“ เฮ้อ...ในเมื่อเจ้ารู้เช่นนี้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรปิดบัง ร่างเก่าของข้ามันหมดสภาพแล้ว ข้าจำเป็นต้องมีชีวิตต่อไป ข้ารับเลี้ยงเจ้ามาทั้งสองคนก็เพื่อให้จิ้งหนานมาเป็นร่างของข้า ส่วนเจ้าก็เพื่อเป็นภรรยาของข้า เฟยหยาน ได้เวลาที่เจ้าจะตอบแทนบุญคุณของข้าแล้ว”
สังฆราชในร่างของเค่อจิ้งหนาน เอ่ยโดยไม่ปิดบัง
“ บุญคุณที่ท่านเลี้ยงข้ามา ข้าต้องทดแทนอย่างแน่นอน แต่ท่านเคยคิดบ้างไหม ข้าจะรู้สึกอย่างไร ที่คนที่ข้าเคารพและเทิดทูนดั่งปู่แท้ๆ จะกลายมาเป็นสามีของข้า จะให้ข้าทำใจได้อย่างไร” เสียงของธิดาเทพเริ่มสะอื้นไห้ออกมา
“ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล หลังจากเสร็จพิธี ข้าจะล้างความจำของเจ้า ที่มีต่อข้าในอดีตทิ้งไป ต่อไปเจ้าก็จะลืมปู่คนนั้นของเจ้าไปเอง เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของข้าในวันพรุ่งนี้เถอะ” เค่อจิ้งหนานเอ่ยจบ ก็สะบัดผ้าคลุมเดินจากไป ธิดาเทพถึงกับคุกเข่าสะอื้นไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร
ทั้งศิษย์พี่น้องสามคน ได้มานอนอยู่บนเรือเหาะกลางท้องฟ้า เสี่ยวเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“ ศิษย์พี่รอง ทำไมพวกเราไม่บุกชิงตัวของ พี่สาวธิดาเทพซะคืนนี้เลยล่ะ”
“ ซิ่วเหวินบอกว่า ธิดาเทพถูกขัง อยู่ด้านในวิหารศักดิ์ชิงตัวลำบาก และธิดาเทพยังย้ำว่าให้เริ่มชิงตัวนาง ในเวลาที่นางปรากฏตัวออกมา ที่ลานหน้าวิหารเทพเจ้าแล้วเท่านั้น”
“ ชิงตัวที่ไหนก็เหมือนกัน ! แล้วทำไมต้องชิงตัวที่หน้าวิหารเทพเจ้าด้วยนะ” เสี่ยวเทียนเกาหัวสงสัย ไม่เข้าใจ ศิษย์พี่รองก็เลยพลอยสงสัย ตามไปด้วยเช่นกัน
“ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็รู้เองแหละ ไปเข้านอนกันเถอะ” ศิษย์พี่ใหญ่มาไล่ให้ไปนอน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่….