“เริ่มแล้ว...เริ่มแล้ว ท่านดูสิพี่หยาง คู่บ่าวสาวกำลังถือกระดาษที่พวกเขาเลือกไปหย่อนลงในกล่องแล้ว อีกไม่นานก็จะได้รู้กันแล้วว่าเค้กแบบใดที่พวกเขาชอบ” ฟู่วั่งเสียนพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
หลี่หยางก็ใจจดใจจ่ออยู่กับผลการตัดสินครั้งนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาอยากเอาชนะจูจื้อโหยวมากมาย เพียงแต่เขาอยากให้อดีตคนรักรู้ว่าเค้กก้อนนี้เขาตั้งใจทำมันมากเพียงใด แม้จะเป็นเพียงความทรงจำเล็กๆ ที่เขากับนางเคยมีร่วมกัน แต่เขาก็อยากจะมอบรางวัลนี้เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายให้นาง หลังจากนี้เขากับนางก็จะเดินไปตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง
ทางด้านจูจื้อโหยวก็รอผลการตัดสินอย่างตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะเค้กก้อนนี้เป็นเค้กที่นางทำขึ้นจากความรู้สึกเพื่ออยากจะสื่อให้คู่บ่าวสาวเห็นว่าการได้แต่งงานกับคนที่ตนเองรัก แม้มันจะดูเรียบง่ายแต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยความสุข
คู่บ่าวสาวทั้งสิบคู่เดินไปหย่อนกระดาษที่ตนเองเขียนลงไปในกล่องจนครบ จากนั้นเสนาบดีหลินแห่งสำนักตรวจราชการก็เปิดกล่องเพื่อนับคะแนน วันนี้ฟู่ซีซวนตั้งใจเชิญเสนาบดีหลินมาเป็นประธานในการตัดสินโดยเฉพาะ เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าการแข่งขันครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
“ผลของการแข่งขันครั้งนี้ คุณหนูจูจื้อโหยวเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนนหกต่อสี่” เสนาบดีหลินหันไปยิ้มให้จูจื้อโหยว “ลุงยินดีกับเจ้าด้วยนะโหยวเอ๋อ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง” จูจื้อโหยวลุกขึ้นคำนับเสนาบดีหลิน
จากนั้นก็มีคนเข้ามาแสดงความยินดีกับจูจื้อโหยวไม่ขาด ทั้งยังมีคนมาขอให้นางทำเค้กแต่งงานให้อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ใช่แค่นางคนเดียว ทางด้านของหลี่หยางก็มีคนไปติดต่อขอให้เขาทำเค้กแต่งงานให้เหมือนกัน เรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของเป่าจงและฟู่วั่งเสียนที่ต้องเป็นคนจดบันทึกการสั่งซื้อจากลูกค้าเอาไว้
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่หยางเดินมาหยุดตรงหน้าจูจื้อโหยว “ข้าขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย การแข่งขันครั้งนี้ข้าแพ้แล้ว”
“เรื่องแพ้ชนะ ข้า...” จูจื้อโหยวไม่รู้จะตอบรับหลี่หยางอย่างไร เพราะจุดเริ่มต้นของการแข่งขันระหว่างนางกับเขาเริ่มมาจากความอยากเอาชนะ แต่พอได้ประชันกันมาแล้วหลายรอบ ทั้งนางและเขาต่างก็รู้ถึงจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง และยังได้นำจุดด้อยนั้นมาพัฒนาฝีมือของตนเองให้ดีขึ้น ทั้งคู่จึงเริ่มรู้สึกสนุกกับการแข่งขัน และไม่ได้มองอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งอีกต่อไป
“แพ้ก็คือแพ้ ข้ายอมรับผลการตัดสินอย่างเต็มใจ ต่อไปข้าจะไม่ท้าแข่งกับเจ้าอีกแล้ว ขอให้เจ้าสบายใจได้” หลี่หยางพูดยิ้มก่อนที่จะพูดเสียงเบา “เค้กก้อนนี้ถือเป็นของขวัญวันแต่งงานย้อนหลังของเจ้า ถึงงานแต่งของเจ้าจะผ่านมานานแล้วแต่ข้าก็อยากให้เจ้ารับมันเอาไว้ ผ่านการมีชีวิตมาแล้วสองครั้ง เค้กแต่งงานก้อนนี้เป็นเค้กชิ้นแรกที่ข้าทำขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากได้เค้กแต่งงานแบบนี้มาตลอดหรือ ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากสหายคนหนึ่ง จื้อโหยว...ต่อไปนี้เรามาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันดีไหม”
“เจ้าคิดอย่างนั้นจริงหรือ” จูจื้อโหยวยังไม่อยากไว้ใจ
“ชีวิตที่แล้วข้าทำตัวสารเลวจนเจ้าเชื่อใจข้าไม่ได้อีกแล้วหรือ แต่ครั้งนี้เจ้าเชื่อข้าเถอะ ข้ากลับตัวได้แล้วจริงๆ อีกทั้ง...” หลี่หยางมองไปที่ฟู่ซีซวน “เขามีความรักที่บริสุทธิ์และจริงใจให้เจ้ามากกว่าข้า ตอนที่เจ้าถูกจับไปขังไว้ที่กรมอาญา ข้าเห็นเขาร้อนรนและพยายามหาทางช่วยเจ้าทุกวิถีทาง ข้าสู้เขาไม่ได้จริงๆ จื้อโหยว...ข้าขอโทษสำหรับเรื่องที่ผ่านมา เจ้าจะให้อภัยข้าได้ไหม”
จูจื้อโหยวมองเห็นสายตาที่จริงใจของหลี่หยางก็ตัดสินใจที่จะให้อภัยเขา อีกทั้งนางรู้จักนิสัยของเขาเป็นอย่างดี ถึงแม้หลี่หยางจะดูเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่นิสัยชอบเสแสร้งนั้นกลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นคนที่ชัดเจนกับการแสดงออกมาก ไม่ว่าชอบหรือเกลียดสิ่งใดเขาก็จะแสดงออกมาอย่างนั้น ดูอย่างตอนที่เขากับนางพบกันครั้งแรกตั้งแต่ทะลุมิติมานั่นอย่างไร ผู้ชายที่ไหนจะกล้าชี้หน้าด่าผู้หญิงได้ลงคอ
“ต่อไปเราก็เป็นเพื่อนกันได้” จูจื้อโหยวทำสีหน้าลำบากใจ “แต่ว่านะอาหยาง...มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากบอกเจ้าให้เข้าใจ เค้กแต่งงานสีขาวแบบนี้มันไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของข้าหรอก ทั้งหมดเป็นเพราะตอนนั้นข้าอยากเอาใจเจ้า ก็เลยบอกความชอบตามแบบที่เจ้าชอบเท่านั้นเอง”
หลี่หยางอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “ข้าเป็นผู้ชายที่สมองทึบมากจริงๆ ที่มองเรื่องพวกนี้ไม่ออก”
“ใช่ เจ้ามันโง่มากจริงๆ ที่มองการกระทำของข้าไม่ออก” จูจื้อโหยวสำทับ ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะให้กันอย่างสบายใจ
“เจ้าดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ดีใจกับผลการแข่งขันมากขนาดนั้นเลยหรือ” ฟู่ซีซวนถาม แต่ในใจเขาอยากรู้มากกว่าว่าภรรยากับหลี่หยางพูดอะไรกัน ทำไมพวกเขาถึงได้ดูมีความสุขมากขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่กล้าถามเพราะกลัวนางจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาไม่เชื่อใจ
“แน่นอนสิเจ้าคะ ข้าดีใจมากที่มีคนชอบเค้กที่ข้าทำ แต่ที่ทำให้ข้าดีใจอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของอาหยาง”
“เรียกเขาเสียสนิทสนมเชียว ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเรียกเขาเช่นนี้ได้หรือไม่” ฟู่ซีซวนพูดอย่างไม่มั่นใจเพราะกลัวภรรยาจะโกรธ แต่เขาก็ไม่พอใจที่นางเรียกผู้ชายอื่นอย่างสนิทสนมจริงๆ
“ท่านหึงหรือเจ้าคะ” จูจื้อโหยวเอียงศีรษะไปซบหน้าอกของสามี “เอาเป็นว่าถ้าท่านไม่พอใจ ข้าก็จะไม่เรียกเขาแบบนั้นอีกแล้ว”
“ข้าไม่ได้ใจแคบเช่นนั้นเสียหน่อย ตกลงแล้วที่เจ้าบอกว่าดีใจเรื่องของหลี่หยางนั้นคือเรื่องอะไร” ฟู่ซีซวนกอดภรรยา
“ข้ากับอาหยางตกลงกันไว้ว่าต่อไปนี้พวกเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พวกเราจะลบความบาดหมางที่มีในอดีตให้หมดเจ้าค่ะ” จูจื้อโหยวกอดตอบสามี “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าอยากบอกท่านว่าในยุคที่ข้าจากมา ชายหญิงสามารถเป็นสหายกันได้อย่างสนิทใจโดยไม่มีเรื่องชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนนี้ข้ากับหลี่หยางตกลงเป็นเพื่อนกันแล้ว และคิดว่าในอนาคตข้ากับเขาอยากจะร่วมมือกันผลิตสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมา มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ข้ากับเขาจะต้องติดต่อกันอยู่ ข้าแค่อยากให้ท่านเข้าใจข้าในส่วนนี้เจ้าค่ะ”
“แม้ข้าจะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าในยุคของเจ้านั้นชายหญิงจะสามารถเป็นสหายที่สนิทสนมต่อกันได้ แต่ให้เจ้ารู้เอาไว้ว่าข้าเชื่อใจเจ้าเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะเชื่อใจเจ้า เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวล” ฟู่ซีซวนรับคำอย่างเต็มใจ เป็นเพราะเขากับนางแต่งงานกันมาได้เกือบสองปีแล้ว นางมักจะเล่าถึงการดำเนินชีวิตและวิธีคิดของคนในยุคนั้นให้เขาฟังอยู่ตลอด ทำให้เขาพอจะเข้าใจความคิดของคนยุคนั้นอยู่ไม่น้อย
“พี่หยาง ฉินซีหลางกับฉินซีหลินมาขอพบท่านขอรับ” ฟู่วั่งเสียนเข้ามารายงานอย่างกังวล
“สองพี่น้องแซ่ฉินมาขอพบข้าอย่างนั้นหรือ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่” หลี่หยางใช้มือเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด
“ให้ข้าออกไปปฏิเสธพวกเขาดีไหมขอรับ”
“ไม่ต้องหรอก ในเมื่อคนเขาตั้งใจมาเราก็ให้เขาเข้ามาเถอะ”
ฟู่วั่งเสียนอยากจะแย้ง แต่พอมองหน้าของหลี่หยางเขาก็ไม่กล้าพูด ได้แต่เดินไปเชิญแขกทั้งสองคนเข้ามาอย่างไม่เต็มใจ
“ไม่ได้พบกันเสียนาน...เจ้าก็ดูสุขสบายดีนะหลี่หยาง” ฉินซีหลางเดินเข้ามาในห้องรับรองด้วยท่าทางไม่เกรงใจ “ดูไปแล้วคนอย่างเจ้าคงเหมาะที่จะเป็นเจ้าของโรงน้ำชาเล็กๆ เช่นนี้”
“เช่นเดียวกับคุณชายฉิน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ข้ามองดูแล้วเจ้าก็ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ข้าเห็นเช่นนี้ก็สบายใจแล้ว” หลี่หยางสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“เจ้าหมายความว่ายังไง!”
“คำพูดของข้าเข้าใจยากหรือ”
“เจ้า!” ฉินซีหลางกำลังจะโต้กลับ แต่ฉินซีหลินรั้งไว้เสียก่อน
“คุณชายหลี่หยาง วันนี้ข้ากับพี่ใหญ่ตั้งใจมาเยี่ยมท่านในฐานะคนเคยรู้จักกันเท่านั้น อีกทั้งช่วงนี้พี่ใหญ่ค่อนข้างอารมณ์ไม่ดีจึงพูดจาไม่น่าฟังอยู่บ้าง หวังว่าคุณชายจะไม่ถือสานะเจ้าคะ” ฉินซีหลินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากเป็นผู้ชายคนอื่นคงปล่อยผ่านเรื่องนี้เพราะเห็นแก่สาวงามแล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับหลี่หยาง
“พวกเจ้ามาขอพบข้า แทนที่จะทักทายกันดีๆ แต่กลับมาดูถูกข้าและยังดูถูกว่าโรงน้ำชาของข้าเล็กเกินไปอีก คำพูดไม่ให้เกียรติเช่นนี้ ข้าไม่ถือสาคงไม่ได้แล้ว” หลี่หยางตอบยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับเหยียดหยามอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก “รีบพูดธุระของพวกเจ้ามา ข้ายังมีงานอื่นที่ต้องทำ”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแอบชอบจูจื้อโหยวหรือ” ฉินซีหลางถามอย่างไม่ให้หลี่หยางได้ตั้งตัว ทั้งยังสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย
“เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ” หลี่หยางปฏิเสธ
“ข้ากับพี่ใหญ่ได้ยินบ่าวรับใช้ที่จวนสกุลฟู่พูดกัน บังเอิญมีบ่าวของจวนสกุลฟู่ไปของานทำที่บ่อนการพนันของพี่ใหญ่ เขาจึงเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังเจ้าค่ะ” ฉินซีหลินตอบ และไม่ได้บอกว่าความจริงแล้วเป็นนางเองที่ได้ยินเรื่องนี้
หลี่หยางนึกไปถึงบทสนทนาที่เขากับจูจื้อโหยวพูดกันที่จวนสกุลฟู่ในวันที่เขาเดินทางไปเยี่ยมฟู่วั่งเสียนขึ้นมาได้ทันที และคิดว่าคงมีบ่าวบางคนได้ยินเข้าและคนพวกนั้นคงฟังบทสนทนาไม่จบแต่กลับเอาไปพูดต่อ “พวกเจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว”
“เจ้าอย่าเพิ่งปฏิเสธเลย ฟังข้อเสนอของข้าก่อนดีกว่า” ฉินซีหลางไม่ฟังเหตุผล เขารีบเสนอความคิดขึ้นก่อน “ข้าสามารถช่วยเจ้าให้สมหวังกับคนที่เจ้าพอใจได้ แค่เจ้ายินยอมทำตามแผนของข้าเท่านั้น”