ทั้งสองเดินกลับเข้าไปในถ้ำเพื่อค้นหาเม็ดพลังธาตุสายฟ้า หลานสวี่ มองเห็นรอยเืบนอกเสื้อของกังหลง ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ตนโดนบุรุษหนุ่มโอบอุ้มไว้ช่วยไว้ สีหน้าพลันแดงระเรื่อขึ้น มองดูน่าลุ่มหลงยิ่งนัก ั้แ่นางถือกำเนิดมาจวบจนบัดนี้ยากที่จะมีคนนอกที่มิใช่คนในตระกูลได้แตะเนื้อต้องตัวตน และยากจะมีใครได้เห็นโฉมหน้าของตนมาก่อน หลังฟื้นคืนสติมากระทั่งบัดนี้ยังทำตัวไม่ถูก ฝืนสงบใจที่กำลังวุ่นวายเป็ระลอกคลื่นกระเพื่อมจนสงบนิ่งลงในที่สุด และแสร้งชวนคุยเพื่อแก้กลบเกลื่อนอาการจิตใจประหม่าเ่าั้
"คุณชายเทียนกัง ช่างกล้าหาญยิ่งด้วยวัยเพียงนี้ด้วยระดับปราณยุทธขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุด กลับกล้าเข้ามาในเทือกเขาเนตรอสูรชั้นสองได้ ไม่ทราบคุณชายมาจากแห่งหนใด หรือคิดแสวงหาสิ่งใดในเทือกเขาเนตรอสูร"
"ข้ามาหาสมุนไพรและเก็บเกี่ยวประสพการณ์ไปในตัว ข้าไม่ค่อยมีพร์ในการฝึกยุทธ ติดอยู่ที่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดั้แ่เมื่อห้าปีก่อน แม้ทุ่มเทอย่างไรก็ไม่อาจก้าวข้ามระดับนี้ไปได้"
กังหลงแสร้งกล่าวด้วยความหดหู่ น่าเห็นใจ ตอนนี้แม้ตนเองเพิ่งจะมีความรุดหน้าอยู่ที่ปราณขุนพลระดับสองขั้นเจ็ด แต่ไม่อยากเปิดเผยให้ผู้ใดทราบจึงใส่สร้อยปิดลมปราณซ่อนชีพจรและปรับให้ระดับปราณยุทธแสดงในระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุด
หลานสวี่พินิจดูชายหนุ่มข้างกายอีกครั้ง จากรูปร่างผอมบางคล้ายนักศึกษาหน้าตาหล่อเหลาสายตาสงบนิ่งดูหยิ่งทระนง อายุน่าจะไม่เกินสิบห้าสิบหกปี ถือว่าอยู่วัยเดียวกับตน แต่ระดับพลังฝีมือช่างต้อยต่ำนัก เกิดความเห็นอกเห็นใจใคร่จะแนะนำส่งเสริม แต่เนื่องจากเพิ่งพบเจอกัน ครุ่นคิดและลังเลครู่หนึ่งจึงล้วงเอาของสิ่งหนึ่งยื่นให้กังหลงพร้อมกับพูดว่า
"นี่เป็สัญลักษณ์ประจำตระกูลข้าคุณชายเทียนกังโปรดเก็บไว้อาจจะเป็การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยที่ข้าสามารถทำได้เพื่อตอบแทนบุญคุณการที่คุณชายช่วยชีวิตข้าไว้ "
"คราใดที่คุณชาย้าความช่วยเหลือด้านการฝึกยุทธตระกูลข้าอาจมีหนทางช่วยแก้ปัญหาการติดอยู่ที่ระดับปราณยุทธขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดให้สามารถทะลวงผ่านคอขวดนี้ไปได้ ให้ท่านไปเสาะหาตระกูลหลาน ที่เมืองปิงหูของอาณาจักรปิงซานพร้อมยื่นสัญลักษณ์นี้ต่อคนในตระกูล และบอกเป็เ้าของสัญลักษณ์นี้แนะนำมา"
กังหลงมองไปที่มืออันเรียวงามผุดผ่องขาวราวหิมะบริสุทธิ์ที่ยื่นมาทางตน บนฝ่ามือสวยงามข้างนั้นวางไว้ด้วยแผ่นหยกสีฟ้าอ่อนมีประกายระยิบระยับรูปทรงลักษณะกลมคล้ายเหรียญ เส้นผ่าสูญกลางขนาดสองนิ้วภายในแกะสลักไว้ด้วยอักษรอันวิจิตรสวยงาม "หลานสวี่"
ผูกด้วยพู่สีแดงสดขับเน้นให้แผ่นหยกดูสวยงามสะดุจตายิ่งนัก กังหลงเห็นแผ่นหยกมีอักษรเช่นนั้นรู้สึกละอายใจวูบหนึ่งตนเองแสร้งบิดเบือนนามแท้จริงแต่อีกฝ่ายกลับไม่ปิดบังเปิดเผยกระจ่างยิ่งตนเองไม่เปิดเผยองอาจ สมควรรับสิ่งของจากนางหรือไม่
ครุ่นคิดพิจารณาครู่หนึ่งตนเองที่ปิดบังเนื่องจากไม่อยากให้เกิดปัญหาแก่ตระกูลหากฝ่ายตรงข้ามกลับเป็ศรัตรู ตนมิได้กระทำด้วยเจตนาร้ายใด ๆต่อไปภายภาคหน้ายามตนออกผจญในโลกกว้าง หากมีมิตรสหายไว้หนึ่งคนดีกว่ามีศรัตรูเป็แน่แท้
ส่วนจะคิดไปหาหรือพึ่งพิงใด ๆหรือไม่นั้นไม่ทราบจะมีโอกาสเช่นนั้นหรือไม่ เพราะตระกูลหลาน เมืองปิงหู และอาณาจักรปิงซานที่สตรีงามผู้นี้บ่งบอกตนไม่เคยได้ยินชื่อเหล่านี้มาก่อน อาจเป็เพราะตนด้อยประสบการณ์เป็เพียงกบน้อยในรอยตีนโคเท่านั้นหรือตนอาจขาดความรอบรู้ก็มิอาจทราบได้ นางเพียงอายุได้สิบหกสิบเจ็ดปีแต่กลับมีพลังฝีมือถึงระดับปราณราชันย์มิทราบตระกูลของนางและผู้คนในอาณาจักรที่นางอาศัยอยู่จะมีระดับปราณยุทธที่สูงส่งยิ่งใหญ่ถึงปานไหนกัน
เพียงข้อมูลที่เห็นได้พบกับตัวขณะนี้ตนก็มิอาจประเมินได้ว่าอาณาจักรปิงซานแตกต่างจากอาณาจักรเนตรอสูรแบบชนิดเห็นหัวไม่เห็นหางไม่ทราบอาณาจักรปิงซานทำเช่นไรถึงได้กำเนิดจอมยุทธระดับปราณราชันย์ที่มีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีขึ้นมาได้
จอมยุทธระดับปราณราชันย์ใช่จะหาจะเป็กันได้ง่ายๆ ในอาณาจักรเนตรอสูรเท่าที่กังหลงทราบมายากจะมีจอมยุทธระดับปราณราชันย์ให้เห็นสักคนแม้หลายตระกูลจะมีคนเก่าแก่แต่ระดับปราณยุทธที่สูงสุดที่เปิดเผยออกมาก็เพียงแค่ระดับปราณฟ้าเท่านั้นแต่อาณาจักรปิงซานที่แม่นางหลานสวี่มานั้นถึงกับมีราชันย์อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้นเพียงแค่นี้กังหลงก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
คิดเช่นนั้นกังหลงจึงยื่นมือไปรับหยกชิ้นนั้นมาพิจารณาดูหยกมีน้ำหนักเบาสลักอักษรสวยงามมีกลิ่นหอมอ่อนๆกระจายออกมา น่าพิศมัยไม่ทราบว่ามาจากหยกหรือมาจากกลิ่นกายของเ้าของ พิจารณาครู่หนึ่งจึงเก็บไว้ในอกเสื้อ พร้อมกล่าวว่า
"ขอบคุณแม่นางหลานสวี่ ที่มอบของประจำกายให้ ข้าจะเก็บทนุถนอมไว้อย่างดีไม่ให้ห่างกายภายภาคหน้าเมื่อข้ามีโอกาสไปยังอาณาจักรปิงซานจะเข้าไปขอคำชี้แนะที่ตระกูลหลานและจะมอบคืนหยกชิ้นนี้แก่เ้าของเดิม"
หลานสวี่เห็นกังหลงหยิบหยกประจำกายของตนไปและได้ยินกังหลงกล่าวเช่นนั้นสีหน้าแดงระเรื่อขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนมองไปด้านในของถ้ำและกล่าวชวนกังหลงเข้าไปสำรวจภายในถ้ำเพื่อเสาะหาสิ่งที่ตน้า
ภายในถ้ำนี้ทั้งสองเคยเข้ามาแล้วครั้งหนึ่งถึงแค่ตำแหน่งแผ่นศิลาราบเรียบทีกังหลงเคยอุ้มร่างไร้สติของหลานสวี่มาวางเพื่อให้การช่วยเหลือตอนนั้นด้วยความรีบเร่งไม่ได้เดินลึกเข้าไปสำรวจทุกซอกทุกมุม
กังหลงเพียงแผ่ปราณออกสำรวจดูว่ามีสิ่งมีชีวิตใดหลบซ่อนอยู่หรือไม่และเมื่อทำการช่วยเหลือหญิงสาวจนปลอดภัยก็รีบออกไปจัดการกับซากร่างของัภูผาทางนอกถ้า
ครานี้เมื่อ้าหาเม็ดพลังธาตุสายฟ้าที่หลานสวี่้าทั้งสองจึงเริ่มสำรวจเมื่อเดินลึกเข้าไปประมาณสิบวาจากเส้นมางที่คดเคี้ยวพบว่าลึกไปทางด้านขวาของถ้ำคล้ายมีหลีบศิลาปิดบังเส้นทางไปยังด้านใน
ทั้งสองก้าวผ่านหลีบศิลาและเริ่มได้ยินเสียง
"เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ"
ดังกระหึ่มขึ้น ทั้งสองหยุดชะงักนิดหนึ่งแล้วเริ่มเดินต่อ เข้าไปประมาณห้าสิบวาก็พบกับม่านสายฟ้าสีขาวตามธรรมชาติ ทั้งสองหยุดสังเกตุดูม่านสายฟ้าเบื้องหน้า ขณะที่กังหลงกำลังจะทดลองยื่นมือไปเพื่อััม่านสายฟ้านั้นหลานสวี่มองม่านสายฟ้าอย่างระแวดระวัง รีบเอ่ยห้ามขึ้น
"ช้าก่อน"
หลานสวี่ก้มหยิบก้อนศิลาขนาดกำปั้นจากทางเดินก้อนหนึ่งแล้วโยนเข้าไปยังม่านสายฟ้าทันทีที่ก้อนศิลากระทบกับม่านสายฟ้า
"พรึบ"
ศิลาก้อนนั้นสลายกลาบเป็เพียงผงฝุ่นอันบางเบาในทันที กังหลงตกตะลึงงันไปชั่วขณะหากแม้นตนเองหุนหันคิดจะฝ่าม่านสายฟ้าไปคงต้องร่างกายสลายไปดุจศิลาก้อนนั้นเป็แน่แท้ ตัวเองช่างด้อยประสบการณ์โดยแท้ จึงกล่าวขึ้น
"ไม่นึกว่าม่ายสายฟ้าจะรุนแรงปานนี้ ไม่ทราบจะเข้าไปด้านในได้อย่างไร" กังหลงหันไปกล่าวกับหลานสวี่
"คงต้องรอดูว่าม่านสายฟ้ามีความเปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่ จากที่ข้าสังเกตุัภูผาสามารถหาเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุซึ่งเป็เม็ดพลังที่เกิดจากการสะสมพลังของสายฟ้าวายุซึ่งเป็สายฟ้าที่รุนแรงกว่าสายฟ้าปกติทั่วไปและยากยิ่งจะถือกำเนิดขึ้นภายหลังม่านสายฟ้านี้ต้องมีแหล่งที่กำเนิดสายฟ้าวายุ "