The Lost Swordsman

    บทที่ 52 ก้าวเดินย่ำมังกร

    “จะ..เจ้า!!”
    ‘ใกล้จะถึงสิบลำดับแรกแล้วสินะ’เหมาเว่ยชำเลืองมองเล็กๆ แสดงสีหน้าเรียบเฉยก้าวพ้นนางไป’เหมาเว่ย เจ้าจะวอกแว่กไม่ได้ ทำใจนิ่งไว้ ก็แค่เด็กสาวหน้าตาน่ารัก..’
    ทึบบบบ!!!
    ทุกย่างก้าวของเหมาเว่ยเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น ผ่านพ้นดรุณีน้อยไปเพียงสี่ก้าว ก็เข้าสู่ตำแหน่งช่องลำดับที่สิบเอ็ด ซึ่งปรากฏร่างใบหน้าเคร่งเครียดกำลังจับจ้องมาที่เขา
    “มันก้าวไปถึงลำดับที่สิบเอ็ดจนได้”
    “ทำไปได้ยังไง”
    “ดูสิ มันกำลังจะเผชิญหน้ากับมังกรอัสนีคลั่ง”
    “หลงหยุนซีออกมาแล้ว”
    ทึบบ!!
    การกระทำของชายหนุ่มยังคงตกเป็นเป้าสายตา ศิษย์จำนวนมากเพ่งมองไปตามจังหวะก้าวเดินถึงขนาดมีบางคนแทบจะลืมหายใจ ชมการถือกำเนิดยอดอัจฉริยะคนใหม่ ผู้ซึ่งกำลังจะเผชิญหน้ากับมังกรอัสนีคลั่งหลงหยุนซีในอีกไม่ช้า
    ทึบบบบ!!
    ‘ถึงแล้ว ช่องที่สิบเอ็ด’เหมาเว่ยหยุดชำเลืองมองเล็กๆ ต่อผู้ที่กำลังจะเป็นอดีตในอีกไม่ช้า’หลงหยุนซีสินะ’
    ‘มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง ไม่มีผู้ใดทัดเทียมข้าได้ ต้องไม่ใช่เรื่องจริง....ไม่มีทาง!!!’
    ภายใต้จิตใจมังกรอัสนีคลั่งพลันเกิดการสับสนยากจะรับได้ หลงหยุนซีเผลอดันฝ่ามือออกไปเบาๆอย่างลืมตัวทั้งที่ขบกัดฟันแน่นแทบจะแหลกละเอียด เมื่อปรากฏผู้ท้าทายคนใหม่ที่กำลังจะก้าวข้ามตำแหน่งที่มันเคยอยู่ เป็นลำดับที่มีเพียงมันเท่านั้นที่คู่ควร
    ’ข้าไม่ยอมต้องหยุด ต้องหยุดมัน...ไว้ตรงนี้!!’
    วืดดด!!
    ทึบบบ!!!
    หากแต่ฝ่ามือหลงหยุนซีกลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า ภายใต้สภาวะแรงกดดันอันมหาศาลที่เป็นอยู่โดยรอบ และจิตใจที่กำลังย่ำแย่สับสนจึงไม่อาจเคลื่อนไหวได้ดั่งใจ ร่างกายที่กำลังหนักอึ่งบังเกิดการสั่นไหวเป็นไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย
    ทึบบบบบ!!!
    หลงหยุนซีตัดสินใจก้าวออกไปพร้อมแววตาที่กำลังแปรเปลี่ยน ความมุ่นมั่นต้องการจะเอาชนะกำลังเข้ามาเติมเต็ม แต่ทว่า เหมาเว่ยที่ก้าวต่อไปกลับมิได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย ผู้ที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดอย่างมัน กลับต้องตกอยู่ภายใต้เงาของชายแปลกหน้าที่ไม่เคยอยู่ในสายตา
    ทึบบบบบบบ!!
    ‘หื้ม..! มันกำลังตามข้าขึ้นมางั้นหรอ’เหมาเว่ยแปลกใจกับเสียงฝีเท้า ก่อนจะก้าวเดินไปด้วยท่วงท่าเรียบเฉยเช่นเคย’รู้สึกถึงไออุ่นอัดแน่นไปด้วยปราณและแรงกดดันอันมหาศาลได้เลย ต่อจากนี้สินะที่เป็นของจริง’
    ทึบบบบ!!
    ท้ายที่สุดเหมาเว่ยก็มาถึงลำดับช่องที่สิบเข้าจนได้ พร้อมร่างที่กำลังติดตามมาอย่างช้าๆ ก้าวเดินอย่างยากลำบากเมื่อคิดฝืนขีดจำกัดของตน ในยามนี้หลงหยุนซีเริ่มเผยอาการที่ไม่สู้ดีนัก โพรงจมูกของมันได้ปรากฏของเหลวสีแดงสด หยาดหยดลงสู่พื้นหินเป็นดวงๆแต่ก็ยังไม่ละความพยายาม
    ทึบ!!
    ‘ข้าไม่มีทางยอมอยู่ใต้เงามันเด็ดขาดดด!!’หลงหยุนซีกำหมัดแน่นแข็งใจเดินต่อไป พร้อมกันนั้น ก็ได้จับจ้องไปข้างหน้าที่ในเวลานี้ ราวกับเห็นเป็นเงาสูงใหญ่ที่ไม่อาจก้าวข้าม
    ทึบบบ!!
    แต่ทว่า เหมาเว่ยที่กำลังนำห่างออกไปไม่หยุดเท้าลงเพียงลำดับที่เก้าแต่อย่างใด เขายังคงก้าวเท้าไต่ระดับขั้นบันไดหินอย่างสบายใจ ไร้ซึ่งอาการใดๆปรากฏให้แก่ผู้ที่เดินติดตาม หรือแม้แต่สายตาทุกคู่ที่กำลังจับจ้องอยู่เบื้องล่างให้ได้เห็นแม้สักนิด
    ภาพที่ปรากฏราวกับว่าแรงกดดันจากมงกุฎจักรพรรดิ มิอาจเตะต้องกายเหมาเว่ยได้เลยสักนิด กระทั่งเขามาถึงช่องลำดับที่แปดได้ในเวลาต่อมาแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
    “อ๊ากกกกกก!!”
    ชั่วพริบตานั้น เมื่อเท้าข้างหนึ่งของหลงหยุนซีสัมผัสลงบนบันไดหินขั้นต่อไปเพื่อต้องการจะขึ้นไปสู่ช่องลำดับที่เก้า ร่างกายอันหนักอึ่งพลันต้องทรุดลงกับพื้นพร้อมกระอักเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว มันต้องใช้แขนทั้งสองข้างดันพื้นเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้มลง ท่วงท่าที่ปรากฏราวกับเป็นการยอมศิโรราบก็มิปาน
    ทึบบบ!!
    “ลำดับที่เจ็ดแล้ว”เหมาเว่ยบ่มพึมพำเบาๆ ก่อนจะหยุดเท้าหันกลับไปมองด้านหลัง’คงไม่ตามมาแล้วสินะ’
    ทึบบบบ!!
    สุดท้ายแล้วเหมาเว่ยก็เดินตามทางจนมาถึงหน้าช่องลำดับที่หก เขาตัดสินใจหยุดเท้าเมื่อเริ่มรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้านั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งเข้าใกล้มงกุฎจักรพรรดิมากขึ้นเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งตอบสนองได้ยากรู้สึกราวกับถูกทับด้วยน้ำหนักอันมหาศาลที่มองไม่เห็น
    ‘เอาเป็นช่องนี้ก็แล้วกัน ถึงไปต่อจะพอไหว แต่ถ้าฝืนเกินไปจนเกิดบาดเจ็บภายในคงไม่ดีแน่ ไว้วันหลังค่อยลองใหม่ รอให้พลังยุทธและดาววาสนาเติบโตกว่านี้ คงจะพอทำอะไรได้บ้างล่ะน่า’เหมาเว่ยแหงนหน้ามองขึ้นสูง จดจ่อกับสิ่งที่เรียกว่ามงกุฎจักรพรรดิเล็กน้อยและก้าวเข้าไปสู่ช่องลำดับที่หกทันที’ต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ เป้าหมายต่อไปไม่ใช่ลำดับที่หนึ่งหรอกนะ เป็นสิ่งที่อยู่ในมงกุฎจักรพรรดินั่นต่างหาก’
    ทึบบบบบ!!
    ในเวลาเดียวกัน กับช่วงจังหวะที่เท้าของเหมาเว่ยก้าวเข้าไปสู่ช่องหินคับแคบ บนเสาต้นเล็กตั้งอยู่เบื้องล่าง พลันได้ปรากฏนามของผู้ที่สามารถพิชิตลำดับที่หกได้คนปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก เมื่อศิษย์ใหม่อย่างเขาได้ท้าทายพิสุจน์ความสามารถ และก้าวขึ้นสู่การเป็นลำดับหนึ่งนับจากชื่อที่ถูกสลักในลานจักรพรรดิแห่งนี้ได้สำเร็จ
    ‘หลงหยุนซีเลื่อนไปลำดับที่สิบได้สำเร็จ แต่เจ้าศิษย์ใหม่นั่นสามารถไปถึงลำดับที่หกได้ นับเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ ตลอดเวลาที่เฝ้าดูแลลานจักรพรรดิแห่งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่หนึ่งในสิบลำดับแรกมีชื่อถูกสลัก ไม่ได้การ ต้องไปรายงานเหล่าผู้เฒ่าให้ทราบโดยเร็ว’ชายวัยกลางคนผู้อาวุโสที่ดูแลพื้นที่นี้อยู่ จับจ้องไปบนเสาหินก่อนจะหายลับไปจากลานจักรพรรดิ
    “เหมาเว่ยไปถึงลำดับหก เจ้าบ้านั่นทำได้ยังไง”ตู้เฉวินอดไม่ได้จนต้องส่งเสียงดังลั่น
    “ข้าจะชักช้าไม่ได้ ต้องขอลองขึ้นไปบ้าง”จินหมิงละจากความตื่นตกใจ เร่งก้าวลงไปบนลานจักรพรรดิทันที’ขอสักลำดับสี่สิบกว่าๆก็พอแล้ว’
    “..........”จูเหยียนถงนิ่งค้างไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด สายตาของนางยังคงจับจ้องชื่อบนเสาลำดับหก ถึงขนาดที่ไม่อาจละสายตาไปได้โดยง่าย’เจ้าเหมานั่น มันเป็นตัวอะไรกันแน่!’
    “ข้าไม่เชื่อ!!!!”เฟยเทียนส่งเสียกู่ร้องดังลั่นไม่ยอมเชื่อกับสิ่งที่เห็น
    “ข้ามองเจ้านั่นผิดไปจริงๆ”
    “ไม่คิดเลยว่าหน้าโง่ๆจะมีพรสวรรค์ระดับนี้ซ้อนอยู่”
    “........”
    “พวกเจ้าหัวเราะไม่ออกเลยสิท่า ถูกเจ้าศิษย์ใหม่แซงหน้าไปไกลขนาดนี้”
    “เจ้าก็เหมือนกันนั่นแหละ แค่ก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก ก็เกือบต้องเอาชีวิตไปทิ้ง เจ้าไม่ได้หรือพวกข้าเป็นคนเข้าไปลากเจ้าออกมา ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
    “ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ จะมีใครไปถึงลำดับหกได้”
    “เฮ่อออ”
    เรื่องราวชายหนุ่มผู้ก้าวไปถึงลำดับหก กลายเป็นหัวข้อของการสนทนาให้หมู่ศิษย์บนลานกว้าง เหมาเว่ยที่เป็นเพียงศิษย์ใหม่ผ่านการทดสอบได้ไม่นาน กลับกลายเป็นดาวเด่นยอดอัจฉริยาที่ถูกจับตาไม่อาจมองข้ามไปได้อีก
    ไม่เพียงแต่ศิษย์ชายจะนำเรื่องนี้ไปเล่าต่อๆไปกัน ในหมู่ศิษย์นิกายที่หญิงสาวต่างต้องการพบเจอกับเหมาเว่ยสักครั้ง จนเขาในยามนี้ ต้องกลายเป็นที่หมายปองของสาวน้อยสาวใหญ่ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในสถานที่ฝึกตน
    แม้ว่าแท้ที่จริงลำดับบนลานจักรพรรดิจะไม่สามารถบ่งชี้ความสามารถด้านการต่อสู้ เฉกเช่นเดียวกับการประลองยุทธแบบตัวต่อตัวก็ตามที หากแต่มันสามารถบ่งบอกได้ว่า ในอนาคตผู้ใดกันที่จะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่กลายเป็นยอดคนที่ไม่มีผู้ใดทัดเทียม
    และครอบครองพลังยุทธในระดับที่ทุกคนต้องต่างต้องการจะเอื้อมไปถึง
    ‘เอาล่ะ ถึงจะไม่มีเม็ดยาดีๆเหลือก็แค่ระดับต่ำๆ แต่ตอนนี้รู้ถึงได้เลยถึงปราณที่อัดแน่นในอากาศ คงได้เวลาบอกลาระดับกษัตริย์ขั้นหนึ่งแล้วล่ะมั้งเนี่ย’เหมาเว่ยฉีกยิ้มพร้อมตบเม็ดยาเข้าปาก ก่อนจะนั่งลงในท่าขัดสมาธิเพื่อเตรียมการบ่มเพาะ
    วูบบบบ!!
    พริบตาที่จิตใจจดจ่ออยู่กับการโคจรลมปราณ ฝ่ามือทั้งสองข้างที่หงายเปิดพลันก็ปรากฏหนึ่งดวงจันทร์ และหลากหลายแสงดวงดารา ซึ่งเป็นเคล็ดบ่มเพาะที่มีชื่อว่าจันทร์เคลื่อนดารา เป็นวิธีการบ่มเพาะเฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไป
    แท้จริงนั้น เหมาเว่ยที่ฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะมารรัญจวนจนสำเร็จ ก็ยังมิได้คิดจะนำมาใช้เป็นจริงเป็นจังพึ่งพาเพียงวิธีการเดิมๆ เขาที่ไม่ต้องการนำผลกระทบเคล็ดมารรัญจวนไปใช้กับสาวงามที่ตนหมายปองหรือหญิงใดก็ตามที่ผ่านเข้ามา จึงยังต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น
    สำหรับเขาแล้วการเอาชนะด้วยเล่ห์กลจะไปมีความหมายอันใด เมื่อต้องการพิชิตใจหญิงสาวที่จะนำมาเป็นคู่ครองในอนาคต ย่อมต้องทำด้วยใจเอาชนะด้วยการกระทำจึงจะยั่งยืนที่สุด
    วึววววว!!
    กษัตริย์ขั้นสอง!

    คล้ายกับเรื่องThe Lost Swordsman ที่คุณอ่าน