ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากการตายของเซี่ยเซิ่งหมิ่นซ่งจื่อรุ่ยได้ถูกเรียกตัวเข้าพบผู้นำเพื่อรายงานความเคลื่อนไหว นอกจากสืบเรื่องการตายของเซี่ยเซิ่งหมิ่นแล้วยังมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการหายไปของปีศาจดำ หลังจากงานเลี้ยงคืนนั้น เขาได้พลาดท่าให้กับจอมยุทธไป๋และได้รับบาดเจ็บสาหัสความหวังในการรอดชีวิตของเขาแทบจะเป็นศูนย์ เนื่องจากผ่านไปหลายวันและร่องรอยที่เหลืออยู่นั้นมีแต่คราบเลือดหากแต่ผู้นำไม่ได้สนความเป็นตายของลูกสมุน นางสั่งให้ดำเนินแผนการขั้นต่อไป ซึ่งเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือชายผู้มุ่งหน้ามาจากเขาเลี่ยววั่งแต่แล้ว ความชั่วหรือจะสามารถปกปิดไว้ได้นาน เรื่องที่ซ่งจื่อรุ่ยแอบจ้างวานมือสังหารไปจัดการกับจอมยุทธไป๋ได้รู้ถึงหูของผู้นำซ่งซ่งเผิงจิ่นรีบสั่งคนออกตามหาบุตรชายเพื่อพาตัวมาไต่สวน หากแต่นี่เป็นเพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้นที่ผู้นำซ่งเพิ่งจะได้รู้
ด้านกลุ่มคนผู้เดินทางลงจากเขาอดีตโหรผู้เฒ่าหลินเจิ้นชงและองค์ชายสี่หลินเหิงอี้นั่งรถม้าเดินทางออกจากเขาเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่หนานจิ้งแต่ระหว่างทางกลับถูกกลุ่มคนพร้อมอาวุธครบมือเข้าจู่โจม คนเหล่านั้นมุ่งเป้าไปที่ท่านโหรจึงได้เกิดการปะทะกันระหว่างองค์ชายน้อยหลินกับมือสังหารนับสิบ แต่หลินเหิงอี้ไม่ใช่ขนมให้ขบเคี้ยวตลอดเวลาสิบกว่าปี เขาเฝ้าฝึกฝนวิทยายุทธจนกลายเป็นยอดฝีมือ คนกลุ่มนั้นไม่อาจเข้าถึงตัวผู้อาวุโสต่างถูกองค์ชายสี่ปลิดชีวิต แม้จะอายุยังน้อย แต่เห็นชัดว่าองค์ชายน้อยหลินช่างมองการณ์ไกลและตัดสินใจได้เด็ดขาดเพราะหากคนเหล่านั้นไม่ตายย่อมไม่มีทางรามือ แต่เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ปกติกลับมีชายคนหนึ่งซึ่งปิดบังรูปโฉม ตรงเข้าซัดฝ่ามือเพลิงใส่องค์ชายสี่ หลินเหิงอี้รู้ตัวและหลบได้ทันฝ่ามือเพลิงสัมผัสเพียงแขนเสื้อและมีเปลวไฟลุกไหม้เพียงเล็กน้อย
หลินเหิงอี้ : “ เฮ้ย! ขี้โกงนี่ ยังคิดอยู่ว่าเจ้าจะยืนดูอีกถึงเมื่อไหร่”
แท้จริงแล้ว องค์ชายสี่รู้แต่แรกว่าคนผู้นี้เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ชายผู้มีรังสีอำมหิต ตั้งแต่หัวจรดเท้าถูกเสื้อคลุมสีดำปกปิดมิดชิด เขาก็คือลูกสมุนของเหม่ยซิ่นฮวาที่ออกไล่ล่าจับตัวมนุษย์ไปส่งให้กับนางเพราะเห็นว่าเด็กชายมีพลังที่แข็งแกร่ง เหมาะแก่การนำตัวไปส่งให้กับนางมาร เขาจึงเกิดสนใจหากแต่เรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด
หลินเจิ้นชง : “ เหิงอี้ ”
หลินเหิงอี้ : “ ขอรับ ”
เสียงเรียกขานของอาจารย์ดั่งการอนุญาตให้ใช้พลังที่มีอยู่ผู้อาวุโสหลินรับรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีพลังที่ไม่ธรรมดา หลังจากถูกจู่โจม หลินเหิงอี้ได้เห็นชั้นเชิงของอีกฝ่ายเขารู้วิธีหลบหลีกและเริ่มที่จะตอบโต้กลับ องค์ชายแผ่ขยายปราณพลังครอบคลุมไปทั่วร่างเพื่อไม่ให้ตัวของเขาสัมผัสกับคนผู้นั้นโดยตรงฝ่ามือของชายผู้นั้นที่ซัดออกไป หลินเหิงอี้สามารถปัดป้องมันได้ทุกครั้ง แต่ก็ก่อให้เกิดเปลวไฟกระจายไปทั่วทุกทิศ.. ปึก ๆ ๆ บึ้ม ๆ .. ต้นไม้ใบหญ้าถูกไฟเผาไหม้ลุกลามไปเรื่อย ๆ พวกเขาต่างไม่มีใครยอมใครหลินเหิงอี้ได้โอกาสซัดฝ่ามือกลับและถีบไปที่ลำตัวของอีกฝ่าย ก่อนที่องค์ชายจะถอยกลับมายืนตั้งหลักเมื่อชายคนนั้นกระเด็นออกไปไกล ก็ได้ใช้ฝ่ามือผลักลงที่พื้น แล้วพลิกตัวกลับขึ้นมายืนประจันหน้า
หลินเหิงอี้ : “ ต่อไหม? ”
ชายผู้นั้นนิ่ง ไม่พูดจาโต้ตอบ องค์ชายจึงวางสีหน้าจริงจังและใช้สองฝ่ามือกระแทกพลังลงผืนดินอาวุธของเหล่ามือสังหารที่ตกอยู่เกลื่อนได้ลอยขึ้นมาเหนือพื้น เขาผลักอาวุธเหล่านั้นไปหาฝ่ายตรงข้าม มีดแต่ละเล่มที่พุ่งเข้าไปทำให้ชายคนนั้นต้องถอยหลังพลางกางม่านพลังขึ้นมากั้นหลังจากนั้นหลินเหิงอี้ก็ถือโอกาสใช้พลังดึงมีดอีกเล่มออกจากร่างมือสังหารบังคับมันให้พุ่งเข้าไปหาชายในชุดผ้าคลุม อาวุธมีดพุ่งไปกรีดต้นแขนและมีบาดแผลถูกเฉือนเป็นแนวขวางแต่ครู่เดียว บาดแผลของชายผู้นั้นกลับค่อย ๆ หายไปเองราวกับปาฏิหาริย์ สร้างความประหลาดใจต่อสายตาของหลินเหิงอี้เดิมที บุรุษผู้นี้ใช้ฝ่ามือทีละข้างเพื่อเข้าปะทะ แต่หลังจากได้รับบาดแผล เขาก็เปลี่ยนท่าทีมาใช้สองฝ่ามือก่อพลังเปลวเพลิงขนาดมหึมาแม้ไม่เห็นใบหน้าแต่ดวงตาของเขาสะท้อนกับเปลวไฟจึงเห็นลูกนัยน์ตาสว่างดั่งเปลวเพลิงเขาซัดพลังเพลิงลูกใหญ่เข้าไปหาหลินเหิงอี้ องค์ชายน้อยจึงสูดหายใจเข้าและปล่อยพลังออกมาจากช่องท้องสู่ลมปากพลางใช้สองมือเป็นแรงส่งขุมพลังนั้นออกไป เสียงดังก้องคล้ายดั่งราชสีห์ .. โฮก! .. การต่อสู้ครั้งนี้มีผู้ชมอีกหนึ่งคนที่ยืนดูอยู่จากบนต้นไม้ซึ่งก็คือเสี่ยวม่าน
เสี่ยวม่าน : “ ราชสีห์คำราม เคล็ดวิชาเก่าแก่ที่หายไปเกือบร้อยปีไม่เลวนี่เจ้าหนู ”
ตู้ม!.. สองขั้วพลังที่ปะทะกัน ก่อให้เกิดการระเบิดขนาดใหญ่เสียงดังสะท้านไปทั่วผืนป่า เสียงนี้ทำให้องค์หญิงรองสะดุ้งตื่นและเฉินเสวี่ยหยางซึ่งกำลังนั่งอ่านตำราก็ล้วนรู้สึกได้ รวมไปถึงเฟิงอี้และบุรุษสวมชุดสีน้ำตาลต่างก็รู้สึกได้เช่นกัน
เฟิงอี้ : “ เพลิงอัคคี ใครกัน? โลกมนุษย์นี่มีคนใช้พลังเพลิงได้ด้วยเหรอ?”
ในขณะที่เฟิงอี้กำลังสงสัย แต่คนทั้งสองฝ่ายที่ปะทะกันอยู่ต่างถูกสองพลังกระแทกกลับ หลินเหิงอี้ถูกผลักกระเด็นไปด้านหลัง ส่วนชายผู้นั้นใช้สองแขนต้านพลังจนสองเท้าครูดไปกับพื้นแต่เขาอาศัยช่วงที่หลินเหิงอี้ไม่ทันตั้งหลัก ปล่อยดาบยาวซึ่งมีรัศมีสีเพลิง ทำให้หลินเหิงอี้ชะงักชายผู้นั้นไม่รีรอที่จะเข้าจู่โจมองค์ชายน้อย และท่านโหรซึ่งรู้สึกถึงสถานการณ์อันไม่สู้ดีจึงได้เอื้อมมือไปจับหีบยาวที่วางอยู่ด้านข้าง แต่เสี่ยวม่านเข้ามาขวางเอาไว้
เสี่ยวม่าน : “ ไม่ใช่ตอนนี้ ”
หลังจากนั้น เด็กสาวก็ตรงเข้าขวางคมดาบสีเพลิงของชายปริศนานางยกสองแขนขึ้นกันคมดาบ ลำตัวของนางเปล่งพลังสีแดงเพลิงไปทั่วร่าง ดั่งคนสองคนที่มีพลังคล้ายกันตรงเข้าปะทะกันซึ่งหน้าแต่เด็กสาวที่มีพลังน้อยกว่าและคล้ายไม่ต้องการลงมือกับชายคนนั้น นางได้ถูกพลังจากคมดาบกดลำตัวจนเข่าค่อยๆ ทรุด หลินเหิงอี้เห็นท่าทางไม่ดีจึงช่วยเสริมพลังอีกแรง เขาตรงเข้าซัดฝ่ามือใส่ลำตัวของชายคนนั้นอย่างเต็มแรงร่างของเขากระเด็นออกไปไกล เมื่อลุกขึ้นมาได้ ชายผู้นั้นก็มีอาการบาดเจ็บ พลันใช้มือข้างหนึ่งจับที่หน้าอกหากสู้ต่อไปคงเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ เขาจึงตัดสินใจหลบหนีไปในที่สุด
หลินเหิงอี้ : “ ขอบคุณนะที่ช่วย ”
เสี่ยวม่าน : “ ไม่มีปัญหา แต่คราวหน้า เจ้าต้องระวังหน่อย หากเจอเขาอีกเจ้าควรเลี่ยงการปะทะ ไม่ก็รีบหนีซะ ”
หลินเหิงอี้ : “ เจ้ารู้จักคนคนนั้นด้วยเหรอ? ”
เสี่ยวม่าน : “ ก็ไม่เชิงอ่ะเอาเป็นว่าฝีมือเขาไม่ธรรมดา ไม่ใช่คนที่เจ้าหรือข้าควรต่อกรด้วย ”
หลินเหิงอี้ : “ ถึงเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ข้าต้องหนีนี่ เห็นชัดว่าเขาลงมือก่อนว่าแต่ว่า.. เจ้าอ่ะเป็นใคร? แต่งตัวแปลก ๆ ไม่เหมือนชาวหนานจิ้งเลย ”
เสี่ยวม่าน : “ ข้าแค่ผ่านทางมา และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วท่านผู้เฒ่า เด็กน้อย ข้าไปก่อนนะ ”
พูดจบ เสี่ยวม่านก็ลอยตัวขึ้นสูงด้วยวิชาตัวเบา ก่อนที่ท่านโหรจะก้มศีรษะเพื่อขอบคุณในภายหลัง
หลินเหิงอี้ : “ เด็กน้อยหรอ!? ”
องค์ชายอุทานด้วยความข้องใจและเมื่อเห็นอาจารย์ก้มคำนับตามหลังเด็กสาวคนนั้น
หลินเหิงอี้ : “ อาจารย์ ท่านคำนับนางทำไม?นางดูอายุมากกว่าข้าไม่กี่ปีเอง ”
หลินเจิ้นชง : “ แล้วข้าจะเห็นได้อย่างไร? ”
พูดจบ ท่านโหรก็เดินหนีไปอีกคน ส่วนองค์ชายที่ยังมีสีหน้างุนงงแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดอีก เขาหมุนตัวเดินตามอาจารย์ไปด้วยท่าทางซื่อ ๆ แต่สีหน้าของท่านโหรดูไม่ใช่คนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างที่ตอบไปเมื่อครู่
รุ่งเช้า จวนสกุลหม่า
“ ท่านพ่อ ”
หม่าเสียนเย่เข้าไปหาบิดาที่ห้องปรุงยา เวลานั้นหม่าจิ่นเทากำลังง่วนอยู่กับการชั่งตวงยาและจัดเข้าลิ้นชัก
หม่าจิ่นเทา : “ เสียนเย่ มาแล้วเรอะ? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ขอรับ ท่านพ่อหาข้ามีเรื่องอันใด? ”
หม่าจิ่นเทาละมือจากงานที่ทำอยู่ เขาเช็ดมือแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้หม่าเสียนเย่จึงรินน้ำชาส่งให้กับบิดา
หม่าจิ่นเทา : “ แม่ทัพเหลียงเป็นอย่างไรบ้าง? ”
หม่าเสียนเย่ : “ วานนี้ ซูซินแวะไปเยี่ยมเสี่ยวเหยา เห็นนางบอกว่าแม่ทัพอาการดีขึ้นมากจนเกือบหายเป็นปกติแล้วน่าจะเพราะยาจากจวนเจ้าเมือง แต่ท่านพ่อ จวนเจ้าเมืองมียาเชื่อมเอ็นต่อกระดูกตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
หม่าจิ่นเทา : “ ที่เจ้าอยากถามคงไม่ใช่เรื่องนี้กระมัง? ”
ผู้นำหม่ารู้ความคิดของบุตรชาย จึงได้ถามกลับหม่าเสียนเย่จำต้องหลบสายตาเพราะว่าถูกบิดารู้ทัน
หม่าจิ่นเทา : “ เสียนเย่ ความคิดเจ้า ไยพ่อจะไม่รู้ นอกจากเจ้าจะไม่ใช่คนลึกลับซับซ้อนพ่อของเจ้ายังมีหน้าที่รับฟังปัญหาและรายงานทุกข์สุขของราษฎร ต้องพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตาแต่สิ่งใดควรรู้ สิ่งใดไม่ควร เจ้าย่อมรู้ดี ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อ ข้าแค่เป็นห่วงกลัวว่าเรื่องนี้จะลามมาถึงท่าน เจ้าเมืองน้อยเฉินผู้นั้นดูลึกลับนักยากจะรู้ความคิดจิตใจ บอกตามตรง ข้าไม่ไว้ใจเขา ”
หม่าจิ่นเทา : “ เพราะเขาคือว่าที่เขยงั้นเรอะ? ”
เป็นอีกครั้งที่หม่าเสียนเย่หลบสายตาจากคำถามของบิดา
หม่าจิ่นเทา : “ เจ้ากับองค์หญิงเติบโตมาด้วยกัน นางเป็นคนอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนกับแม่ของเจ้าตอนที่แม่เจ้าจากไป เจ้าก็เอาแต่เก็บตัว ไม่ยอมพบหน้าใครนอกจากองค์หญิง เพราะนางถึงทำให้เจ้าหายจากความโศกเศร้า แต่พอเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับนางเจ้ากลับช่วยอะไรนางไม่ได้ เรื่องนี้พ่อเข้าใจดี แต่เสียนเย่ เรื่องบางเรื่องต่อให้เราอยู่ตรงนั้น เราก็ช่วยอะไรไม่ได้ และบางอย่าง แค่เก็บไว้ในใจก็พอ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ข้ายอมรับว่านอกจากท่านกับซูซินข้าเป็นห่วงนาง กลัวอำนาจของคนคนนั้นจะทำร้ายนางเหมือนกับผู้ช่วยเซี่ย ท่านพ่อที่ค่าย หลังจากเกิดเรื่อง เขาได้พูดคุยอะไรบ้าง? ”
หม่าจิ่นเทา : “ อื้ม.. มีน่ะมี แต่วางใจเถอะ นั่นไม่กระทบถึงเราเรื่องของเซี่ยเซิ่งหมิ่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ท่านแม่ทัพเถิด ส่วนเรื่ององค์หญิงจะกังวลมันก็ไม่แปลก นางเกิดมาบนเส้นทางของการแก่งแย่งอำนาจ ยากที่จะหลีกหนี แต่คนผู้นั้นไม่ปล่อยให้นางได้รับอันตรายหรอก”
หม่าเสียนเย่ : “ จะแน่ใจได้อย่างไร? แค่วันแรกที่มา ก็โดนบุกทำร้ายกลางงานเลี้ยงอุกอาจยิ่งนัก ”
หม่าจิ่นเทา : “ แต่ทุกคนล้วนเห็นกับตา ว่าเขาปกป้ององค์หญิงนี่ก็เป็นเรื่องจริงมิใช่หรือ? อีกอย่าง ยังมีเรื่องที่หลายคนไม่รู้ สกุลเฉินกับสกุลเหอมิได้อยู่คนละฝั่งอย่างที่ใครเข้าใจ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านหมายความว่า.. ”
หม่าจิ่นเทา : “ ยุทธภพเลื่องลือ สองสตรีที่นิสัยต่างขั้วคนหนึ่งอ่อนนอกแข็งใน คนหนึ่งเที่ยงตรงกล้าหาญทว่ากลับเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายสิบปี แต่มีพบก็ย่อมมีจากทุกคนล้วนมีทางของตน ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว เรื่องเล่านี้จึงค่อย ๆเลือนหายไปจากยุทธจักร ”
หม่าเสียนเย่ : “ หมายความว่าอดีตเจ้าเมืองกับชายาเฉินแท้จริงแล้วเป็นสหายสนิทกัน ยังมีคนรู้เรื่องนี้อีกกี่คนขอรับท่านพ่อ? ”
หม่าจิ่นเทา : “ น้อยมาก ”
หม่าเสียนเย่ : “ แล้วท่านพ่อ รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ”
หม่าจิ่นเทา : “ ครั้งนึง อดีตเจ้าเมืองมาหาพ่อกลางดึกตอนนั้นนางยังเป็นแค่ว่าที่เจ้าเมืองน้อย เสื้อผ้าเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด แรกเห็นก็ตกใจพ่อคิดว่านางได้รับบาดเจ็บ แต่แท้จริงแล้วเป็นเลือดของบุรุษท่านหนึ่งที่นางได้ช่วยชีวิตไว้เจ้าลองทายสิว่าเป็นใคร? ”
หม่าเสียนเย่ : “ เจ้าเมืองหลิน ”
หม่าจิ่นเทา : “ หึ! ”
หม่าจิ่นเทายิ้มกับคำตอบ
หม่าจิ่นเทา : “ นั่นคือตอนที่พวกเขาพบกันครั้งแรก แต่ที่มาไม่ได้มีแค่สอง ข้างกายนางยังมีสตรีคนนึงติดตามมาด้วยแม้จะแสร้งแต่งกายเป็นบุรุษ แต่คนเป็นหมอ มีหรือจะแยกเรื่องแค่นี้ไม่ออก ดังนั้น เรื่องที่องค์หญิงต้องแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไม่จำเป็นเลยสักนิด ”
หม่าเสียนเย่ : “ ข้าเข้าใจมาตลอดว่าเพราะนางเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสกุลเหออดีตเจ้าเมืองจำต้องให้นางสืบทอดบัลลังก์ โดยใช้อำนาจเยียนเป่ยคอยหนุนหลัง แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ข้ามองข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างไร ความรักยิ่งใหญ่ที่แม่คนนึงมีต่อลูกนางรู้ว่าเพ่ยหนิงไม่อาจหลีกหนีชะตา มีเพียงให้นางได้อยู่ในที่ที่เหมาะสมจึงจะสามารถปกป้องนางได้”
หม่าจิ่นเทา : “ ทีนี้ เข้าใจรึยัง? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ขอรับ ”
หม่าจิ่นเทา : “ ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ เห็นจะเป็นสกุลซ่ง ”
หม่าเสียนเย่ : “ ผู้นำซ่ง เกิดเรื่องใดขึ้นหรือขอรับ? ”
หม่าจิ่นเทา : “ ก่อนนี้มีผู้ร้องเรียนว่า มีชายหนุ่มในบ้านหายตัวไปอย่างไร้วี่แววทั้งบุตรชายและสามี ทิ้งไว้เพียงจดหมายที่ตรวจสอบลายมือแล้ว ล้วนเป็นของเจ้าตัวบ้างอ้างเหตุผลว่าอยากไปใช้ชีวิตใหม่ บ้างบอกว่าตนได้พบรักแท้จึงขอไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีใครเลยรู้ว่าพวกเขาหนีไปอยู่ที่ไหนและกับใคร เหมือนกับหายตัวไปเฉย ๆ ”
หม่าเสียนเย่ : “ แล้วเรื่องนี้ เกี่ยวอันใดกับสกุลซ่งล่ะขอรับ? ”
หม่าจิ่นเทา : “ สกุลซ่งมีอิทธิพลมากมายก็จริง แต่ไม่มากเท่าสกุลเหอพ่อมีพวกที่หาของป่าอยู่ไม่น้อย พวกเขาซื่อตรงต่อสกุลเหอและมักจะมีเรื่องแปลก ๆมาเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ วันนึงพวกเขาบอกว่า ขณะที่เข้าไปเก็บสมุนไพรในป่า เขาพบคนกลุ่มนึงท่าทางแปลกๆ เดินทางลัดเลาะผ่านเขาลิ่วซาน มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก ”
หม่าเสียนเย่ : “ ทิศตะวันออก คือเขาจิ่นซานและเขาเลี่ยววั่งแต่เส้นทางนั้นถูกปิดไปแล้วนี่ขอรับ หรือว่า.. ”
หม่าจิ่นเทา : “ เหมืองแร่เก่า คนกลุ่มใหญ่คุมตัวเหล่าชายฉกรรจ์ที่ถูกล่ามไว้ด้วยโซ่พาหายเข้าไปหลังหุบเขาจิ่นซาน ที่นั่นเคยเป็นเหมืองแร่ที่ถูกปิดมานานหลายสิบปี ทีแรกพ่อไม่คิดว่านี่จะเกี่ยวข้องกับสกุลซ่ง แต่ล่าสุดที่ได้ส่งคนไปซุ่มดูพวกเขาเห็นชายแต่งตัวดีมีฐานะ แต่มีบาดแผลที่แก้มซ้าย เป็นคนพาชายชาวบ้านไปส่งให้กับคนกลุ่มนั้น”
หม่าเสียนเย่ : “ ซ่งจื่อรุ่ย ”
หม่าจิ่นเทา : “ ไม่รู้ว่างานเลี้ยงวันนั้นเกิดอะไรขึ้นเขาถึงได้มีบาดแผล แต่บาดแผลนั้นกำลังจะทำให้สกุลซ่งถึงคราววิบัติ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อ สกุลซ่งจงรักภักดี ผู้นำซ่งมีจิตใจซื่อตรงจะผิดก็ตรงที่มีบุตรชั่ว ท่านพอมีหนทางช่วยบ้างหรือไม่? ”
หม่าจิ่นเทาได้ฟังคำถาม ก็ถอนหายใจ ..ฟืด..
หม่าจิ่นเทา : “ ลักลอบขุดเหมืองมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหาร หากเรายื่นมือเข้าแทรกมีแต่จะทำให้เดือดร้อน เท่าที่ยังไม่ได้รายงานนี่ก็นับว่าเสี่ยงมากแล้ว เวลานี้ คนจวนซ่งเดินกันให้ขวักไขว่ดูก็รู้ว่าเขาร้อนรนแค่ไหน ซ่งเผิงจิ่นหาใช่คนใจบาปหยาบช้า ข้าทำเช่นนี้ก็ถือว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนทำมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว แต่มีอยู่คนนึง ที่ช่วยเขาได้ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อหมายถึง.. ”
หม่าจิ่นเทา : “ ใช่ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือสกุลซ่งมีสกุลเหอ แต่เหนือหนานจิ้ง คือเยียนเป่ย ”
หม่าจิ่นเทา : “ ผิดแล้ว สกุลเฉินต่างหาก เจ้าเมืองน้อยผู้นี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มองแค่เปลือกนอกไม่เห็นปรามาสเขา ถือว่าชะตาขาด ”
หม่าเสียนเย่ : “ หวังว่าผู้นำซ่งจะรีบจัดการก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
“ อะไรสายเหรอ? ”
และระหว่างที่พูดคุยกันนั้นหม่าซูซินก็ส่งเสียงขึ้นมาขัด ก่อนที่จะพาร่างบางพรวดพราดเข้ามาในห้อง
หม่าซูซิน : “ พี่เสียนเย่ ท่านตื่นสายรึไง? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน พี่บอกไม่รู้กี่หน เจ้าพรวดพราดเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน ”
หม่าซูซิน : “ ก็ข้าไม่มีอะไรให้ทำนี่ รู้งี้ข้าตามท่านลุงไปค่ายด้วยก็ดี ที่จวนเหลียงก็เงียบสงัด เสี่ยวเหยาออกไปไหนไม่ได้ ทั้งจวนอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ถึงข้าจะเข้าใจ แต่เห็นแล้วมันหดหู่ ”
หม่าเสียนเย่ : “ เสี่ยวเหยาเป็นเด็กเรียบร้อยว่าง่าย นางเหมือนเจ้าซะที่ไหน”
หม่าซูซิน : “ แหงล่ะ สามสตรีแห่งหนานจิ้ง คนหนึ่งอ่อนโยน ฉลาดหลักแหลมคนนึงเรียบร้อยว่าง่าย ไม่มีพิษมีภัย ส่วนข้าต้องเป็นสตรีเก่งกล้า อาจหาญเด็ดเดี่ยวที่คอยช่วยปกป้องสหาย สามคนย่อมไม่มีทางเหมือนกันอยู่แล้ว แต่ว่า.. ท่านลุง เมื่อไหร่เพ่ยเพ่ยจะกลับมานางไม่อยู่ ข้าเหมือนขาดอะไรไปอย่างนึงเลย ”
หม่าจิ่นเทา : “ มะรืนก็กลับแล้ว ”
หม่าซูซิน : “ ฮะ! จริงเหรอ ท่านลุง ท่านรู้ได้ยังไงอ่ะ? ”
หม่าจิ่นเทา : “ ทางนั้นส่งข่าวมา องค์หญิงเสร็จสิ้นภารกิจแล้วอีกสองวันก็จะเดินทางกลับ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ตรงกับเทศกาลดอกไม้ไฟพอดี ”
หม่าซูซิน : “ มิน่า ถนนหนทางเริ่มประดับโคมระย้ากันแทบทุกบ้านเพื่อต้อนรับนางนี่เอง ดีเลย! งั้นข้าไปเตรียมบ้างดีกว่า ไปก่อนนะ ท่านลุงพี่เสียนเย่ ”
.. ตึก ๆ ๆ ..
สิ้นเสียงพูด หม่าซูซินก็เดินออกไปจากห้อง
หม่าจิ่นเทา : “ เจ้าก็ไปเถอะ อากาศเริ่มเปลี่ยน เดี๋ยวต้องเข้าพบองค์ชายเพื่อติดตามอาการมิใช่หรือ?”
หม่าเสียนเย่ : “ ขอรับ ”
หม่าจิ่นเทา : “ กว่านางจะกลับ ก็ถึงเวลาต้องนำส่งยาให้กับองค์ชายใหญ่ ครั้งนี้ เจ้าก็ไปเองเถอะ ”
หม่าเสียนเย่ยิ้มด้วยความดีใจเมื่อได้ยินว่าบิดาให้เขาไปส่งยาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้พบหลินเพ่ยหนิง
หม่าเสียนเย่ : “ ขอรับ ”
เขารีบก้มศีรษะเพื่อขอบคุณบิดา แล้วก้าวเดินออกไปจากห้องทว่าผู้นำหม่ามองตามหลังบุตรชายด้วยความเป็นห่วง เขารู้มาตลอดว่าบุตรชายแอบมีใจลึกซึ้งให้กับองค์หญิงแต่เหตุผลที่เขาต้องพูดออกไปเช่นนั้น มิใช่เพื่อมอบความหวังให้กับบุตรชาย หากแต่เป็นการส่งเขาไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริงสาเหตุก็เพราะ ต่อให้ไม่มีความแตกต่างเรื่องฐานะ หรือต่อให้ไม่ใช่การรักเพียงฝ่ายเดียวสิ่งที่หม่าเสียนเย่คิด ล้วนไม่มีวันเป็นไปได้ เพราะด้วยกำลังของหม่าเสียนเย่ไม่อาจปกป้ององค์หญิงให้ปลอดภัยอนาคตของหนานจิ้งไม่อาจฝากไว้ในมือเขา ผู้นำหม่าหวังเพียงว่าบุตรชายจะเข้าใจเรื่องนี้และยอมรับความจริงได้โดยไวดีกว่ารอให้ถึงวันงานพิธีสมรส
ค่ายสรรพาวุธ
“ เจ้าเมืองน้อยขอรับ โยนเหยื่อแล้ว ”
เฟยหมิงเข้ามารายงานเฉินเสวี่ยหยางในห้องพัก ว่าแผนการได้สำเร็จไปอีกหนึ่งขั้น
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ทีนี้ก็แค่รอ ”
เฟยฉี : “ เขาจะรู้ไหมว่า โรงเตี๊ยมเฟิ่งชุนเปลี่ยนเจ้าของแล้ว?”
เฟยหมิง : “ แผนนี้ได้ผลดีเกินคาดขอรับหลังจากที่ปล่อยข่าวไป ผู้นำซ่งส่งคนตามหาเขาจนทั่ว คุณชายซ่งเลยต้องหนีไปกบดานเสียดายที่เขารู้ทางหนีทีไล่ คนของเรายังตามไม่เจอว่าเขาหนีไปอยู่ที่ไหน ”
เฟยฉี : “ สกุลซ่งร่ำรวย ซ่งฮูหยินเป็นตระกูลผู้ดีเก่าพวกเขามีบ้านหลายหลัง แต่ไม่มีเลยสักหลังที่เป็นของคุณชายซ่ง ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ต้องซ่งเจียอี ”
เฟยหมิง : “ ของคุณหนูซ่งมีอยู่สามหลังขอรับ หลังแรกเป็นหลังใหญ่อยู่ในเขตชุมชนส่วนอีกสองหลังดูเล็กลงมาหน่อย ตั้งอยู่นอกเมืองขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ทั้งสามหลังเป็นของซ่งจื่อรุ่ย ”
เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยรู้ได้อย่างไรขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ซ่งฮูหยินตามใจลูก ซ่งเจียอีจึงมีนิสัยฟุ่มเฟือยรักความสะดวกสบาย แต่นางใช้เงินไม่เป็น เรื่องจะซื้อบ้านเลิกคิดไปได้เลย หากเป็นข้าจะแอบซื้อไว้โดยใช้ชื่อน้องสาว ”
เฟยฉี : “ แต่ว่าสามหลังนี้ หลังไหนล่ะขอรับที่เป็นปัญหา?ทั้งสามหลังมีเวรยามเฝ้าตลอดเวลาแทบไม่ต่างกันเลย อย่างนี้ถึงจะน่าสงสัย แต่ก็อ้างได้ว่ากลัวโจรขึ้นบ้านเลยต้องจ้างคนมาเฝ้า ”
เฟยหมิง : “ ซ่งจื่อรุ่ยเจ้าเล่ห์วางแผนเขาทำแบบนี้เพื่อไม่ให้คนเห็นความแตกต่าง ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ จะซ่อนใบไม้ก็ต้องซ่อนในป่า คนติดพนันไม่มีทางอยู่ไกลจากในเมืองถึงจะไป ๆ มา ๆ กับบ้านทั้งสามหลัง แต่หลัก ๆ เขาน่าจะอยู่หลังแรก ส่วนอีกสองหลัง ลองคิดดูว่าหากเจ้าอยากซ่อนอะไรบางอย่างแต่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ เจ้าจะทำเช่นไร? ”
เฟยฉี : “ อืม.. ถ้าเป็นสิ่งของคงดูยากหน่อยแต่ถ้าเป็นคน คนก็ต้องกินข้าว ”
เฟยหมิง : “ ใช่! คนส่งอาหาร เรื่องกิน เจ้าฉลาดจริงอาฉี ”
เฟยฉี : “ เจ้านี่ชอบชมข้าแบบนี้อยู่เรื่อย ”
เฟยหมิง : “ ข้าจะสั่งคนตามดูคนส่งอาหารให้บ้านสองหลังนี้ขอรับแค่นี้เราก็จะรู้แล้วว่า ป้าของจูซือฉีถูกขังอยู่ที่ไหน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หากเจอแล้วอย่าเพิ่งทำอะไร รอจังหวะแล้วค่อยลงมือตามแผน ”
เฟยหมิง/เฟยฉี : “ ขอรับ ”
ระหว่างที่อยู่ในค่าย เรื่องที่เฉินเสวี่ยหยางพูดคุยกับผู้นำหม่าหลี่ซู่เหลย และหลี่ฮูหยินนั้นยังคงเป็นปริศนา แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นแผนทั้งหมดของเฉินเสวี่ยหยางนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่มีคนตายกิจการโรงเตี๊ยมเฟิ่งชุนก็ได้รับผลกระทบจนต้องเปลี่ยนเจ้าของไม่เว้นแม้แต่เสี่ยวเอ้อ รวมไปถึงผู้ที่ปล่อยข่าวซ่งจื่อรุ่ยให้กับผู้นำซ่ง แท้จริงแล้วก็คือเฉินเสวี่ยหยาง ดังนั้น กี่ครั้งที่ซ่งจื่อรุ่ยวางแผนกับจวนเจ้าเมืองและหลินเพ่ยหนิงกี่หนที่พยายามทำร้ายจอมยุทธไป๋ เฉินเสวี่ยหยางไม่ได้นิ่งเฉย เขาได้จดบันทึกชื่อของซ่งจื่อรุ่ยในรายนามของผู้ที่ต้องคิดบัญชีไว้ตั้งแต่แรกงานนี้ ซ่งจื่อรุ่ยแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนกำลังเดินเข้าสู่กับดักไปทีละก้าว ๆ
ติดตามตอนต่อไป