ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมลานประลองบุปผากินเวลาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่คลื่นเสียงโห่ร้องกึกก้องกัมปนาทจะะเิออกมาราวกับทำนบกั้นน้ำพังทลาย ผู้ชมนับแสนบนอัฒจันทร์หินอ่อนต่างเบิกตากว้าง จ้องมองร่างของบัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาที่ก้าวพ้นม่านหมอกออกมาเป็คนแรกอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าปัญญาชนผู้ดูอ่อนแอ ไร้ซึ่งเกราะกำบัง และไร้ซึ่งศาสตราวุธคู่กาย จะสามารถฝ่าด่านค่ายกลป่าไผ่์อันเลื่องชื่อ เล็ดลอดผ่านอันตรายและกับดักมายาออกมาได้ก่อนเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มาจากสำนักใหญ่โต
บนอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็ที่นั่งระดับวีไอพีของเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจ เยี่ยจื่ออวิ๋นในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนนั่งตัวตรงสง่างาม ริมฝีปากอวบอิ่มของนางปรากฏรอยยิ้มบางๆ ที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ ั์ตาสีน้ำเงินเข้มทอดมองลงไปยังลานกว้างเบื้องล่าง แม้นางจะประเมินสติปัญญาของลู่เฉินไว้สูงล้ำเพียงใด ทว่าความรวดเร็วและสภาพร่างกายที่ไร้รอยขีดข่วนของเขา ก็ยังคงสร้างความประหลาดใจให้นางอยู่ไม่น้อย
ในทางตรงกันข้าม อู๋จื่อิที่เพิ่งก้าวตามออกมาเป็คนที่สอง กลับมีสภาพที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เสื้อผ้าแพรไหมสีแดงเพลิงที่เคยหรูหรา บัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควัน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย่อหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธาจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน นายน้อยแห่งตระกูลอู๋กำป้ายหยกไผ่เขียวในมือแน่นจนข้อต่อขาวซีด ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเืฝอยจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของลู่เฉินประดุจอสรพิษที่ถูกเหยียบหาง
"พวกสวะที่ข้าส่งเข้าไปจัดการมันหายหัวไปไหนหมด!" อู๋จื่อิเค้นเสียงลอดไรฟัน กระซิบถามผู้ติดตามที่เพิ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบตามออกมาจากค่ายกล
"ขะ... ข้าน้อยไม่ทราบขอรับคุณชาย ภายในค่ายกลหมอกหนาทึบยิ่งนัก พวกเราคลาดกันั้แ่สิบก้าวแรก ทว่าการที่บัณฑิตผู้นี้รอดออกมาได้ อาจเป็เพราะพวกเราหาตัวมันไม่พบ และมันบังเอิญโชคดีเดินไปเจอเส้นทางที่ถูกต้องกระมังขอรับ" ผู้ติดตามละล่ำละลักตอบด้วยความหวาดกลัว
"โชคดีอย่างนั้นหรือ? หึ! ความโชคดีไม่มีทางช่วยให้มันรอดพ้นจากคมดาบในลานประลองรอบต่อไปได้!" อู๋จื่อิสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับชายร่างั์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง "จ้าวขวง! รอบต่อไปหากเ้าจับสลากเจอมัน จงอย่าให้มันได้มีโอกาสกล่าวคำยอมแพ้ ข้า้าให้กระดูกทุกท่อนในร่างของมันแหลกละเอียด ให้มันกลายเป็คนพิการที่ต้องคลานขอทานไปตลอดชีวิต!"
ชายร่างั์นาม 'จ้าวขวง' แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ร่างกายของมันสูงใหญ่กว่าบุรุษทั่วไปถึงสอง่ศีรษะ กล้ามเนื้อเป็มัดๆ ปูดนูนอยู่ใต้ิัสีทองแดง สองมือสวมสนับเหล็กที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม มันคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สองระดับสูงสุด ผู้ขึ้นชื่อเื่ความป่าเถื่อนและกระหายเืที่สุดในบรรดาสุนัขรับใช้ของตระกูลอู๋ "คุณชายโปรดวางใจ ข้าน้อยจะบดขยี้กะโหลกของมันให้แหลกคามือ เหมือนกับขยี้เต้าหู้ก้อนหนึ่ง!"
เวลาผ่านไปจนกระทั่งธูปก้านใหญ่เผาไหม้จนหมดดอก ประตูศิลาของค่ายกลป่าไผ่์ถูกปิดลงอย่างเป็ทางการ ผู้เข้าแข่งขันที่สามารถนำป้ายหยกออกมาได้ทันเวลา มีเพียงห้าสิบคนเท่านั้นจากจำนวนกว่าร้อยชีวิต กรรมการาุโในชุดคลุมสีเทาก้าวขึ้นมาบนแท่นศิลาอีกครั้ง เสียงกังวานของเขาสยบความวุ่นวายบนอัฒจันทร์ให้สงบลง
"การทดสอบรอบแรกสิ้นสุดลงแล้ว! ขอแสดงความยินดีกับผู้กล้าทั้งห้าสิบสิบคนที่สามารถยืนหยัดอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ทว่านี่ยังมิใช่จุดสิ้นสุด งานประลองบุปผาที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น!" กรรมการาุโสะบัดมือเบาๆ ม้วนกระดาษสีทองขนาดใหญ่ก็ลอยขึ้นไปกางออกกลางอากาศ เผยให้เห็นรายชื่อที่ถูกจับคู่ประลองอย่างยุติธรรมด้วยค่ายกลสุ่มของจวนเ้าเมือง "รอบที่สอง 'ลานประลองยุทธ์' กฎกติกามีเพียงข้อเดียว... รู้แพ้รู้ชนะด้วยกระบวนท่า ห้ามใช้อาวุธลับลอบกัด ห้ามใช้โอสถกระตุ้นพลัง ผู้ใดตกจากลานหิน หรือกล่าวคำยอมแพ้ จะถือว่าเป็ผู้ปราชัย การล้มตายถือเป็อุบัติเหตุที่ไม่อาจเรียกร้องความรับผิดชอบใดๆ ได้!"
สายตาของลู่เฉินกวาดมองรายชื่อบนม้วนกระดาษสีทองกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นชื่อของตนเองปรากฏคู่กับชื่อของ 'จ้าวขวง' รอยยิ้มเยือกเย็นก็ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างแ่เบา ์ช่างเป็ใจเสียจริง การจับฉลากครั้งนี้ราวกับถูกจัดวางมาเพื่อให้เขาได้สั่งสอนพวกสวะตระกูลอู๋ทีละตัว ก่อนที่จะไปถึงตัวหมากหลัก
แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันสาดส่องลงมาอย่างร้อนแรง ทอด เงา ของเสาธงให้หดสั้นลงจนเหลือเพียงจุดสีดำบนลานหินอ่อนรูปวงกลมขนาดใหญ่ที่ยกตัวสูงขึ้นจากพื้นดินประมาณสามฉื่อ (ราวหนึ่งเมตร) คู่ประลองคู่แรกๆ เริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว เืสีแดงสดเริ่มสาดกระเซ็นย้อมลานหินสีขาวให้กลายเป็ลานหินโลหิต เสียงกระเบ้งอาวุธและเสียงร้องโหยหวนเรียกเสียงเชียร์อันบ้าคลั่งจากผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งถึงการประลองคู่ที่เจ็ด เสียงประกาศของกรรมการก็ทำให้ลานประลองกลับมาคึกคักถึงขีดสุด
"คู่ที่เจ็ด! ลู่เฉิน บัณฑิตที่ปรึกษาอิสระ พบกับ จ้าวขวง ผู้ฝึกยุทธ์อิสระ!"
แม้จะประกาศว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์อิสระ แต่ทุกคนในลานประลองต่างรู้ดีว่าจ้าวขวงคือคนของตระกูลอู๋ ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ ร่างมหึมาของจ้าวขวงก็ะโลอยตัวขึ้นสูง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนลานหินอ่อนอย่างรุนแรง
"ตึง!!"
แรงกระแทกมหาศาลทำให้ลานหินอ่อนสั่นะเื ฝุ่นผงลอยคลุ้งขึ้นสู่อากาศ จ้าวขวงยืนตระหง่านอยู่กลางลานประลอง สนับเหล็กหนามที่สวมอยู่ที่มือทั้งสองข้างกระทบกันส่งเสียงดังกังวานบาดหู มันพ่นลมหายใจออกทางจมูกราวกับกระทิงคลั่ง สายตาดูแคลนจ้องมองไปยังแผ่นหลังของบัณฑิตหนุ่มที่กำลังเดินขึ้นบันไดหินมาอย่างเชื่องช้า
ลู่เฉินก้าวขึ้นสู่ลานประลองด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย สองมือไพล่หลัง ปราศจากอาวุธใดๆ ชุดบัณฑิตสีขาวของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม แววตาของเขาสงบนิ่งดุจผิวน้ำในสระบัว ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัวหรือความตื่นเต้น
"ไอ้หนู! ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าใช้อุบายใดจึงรอดพ้นค่ายกลมายามาได้ แต่บนลานประลองหินนี่ ไม่มีที่ให้เ้ามุดหัวซ่อนตัวอีกต่อไป!" จ้าวขวงคำรามลั่น เสียงของมันดังก้องไปทั่วอัฒจันทร์ "เตรียมตัวคลานเป็สุนัขร้องขอชีวิตจากข้าได้เลย!"
ลู่เฉินไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดตอบโต้ เขาเพียงแค่หยุดยืนห่างจากจ้าวขวงประมาณสิบก้าว สมาธิดิ่งลึกลงสู่จุดศูนย์กลางของร่างกาย ลมปราณสีอำพันเริ่มหมุนวนในจุดตันเถียนอย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ค่อยๆ แผ่ขยายออกไปครอบคลุมทั่วบริเวณ ในสายตาของสัตว์เทวะา การขยับกล้ามเนื้อเพียงเล็กน้อย อัตราการเต้นของหัวใจ และจังหวะการหายใจของจ้าวขวง ล้วนถูกเปิดเผยอย่างทะลุปรุโปร่ง ร่างกายที่ดูใหญ่โตและทรงพลังนั้น สำหรับลู่เฉินแล้ว มันเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมายประดุจตะแกรงที่ตาข่ายขาด
"เริ่มการประลองได้!"
สิ้นเสียงคำสั่งของกรรมการ จ้าวขวงก็พุ่งทะยานเข้าหาลู่เฉินทันที ร่างั์ของมันรวดเร็วกว่าที่ตาเห็น ลมปราณขุ่นมัวระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สองระดับสูงสุดถูกรีดเค้นออกมารวมไว้ที่หมัดขวา สนับเหล็กหนามพุ่งแหวกลมเข้าสู่ใบหน้าของบัณฑิตหนุ่มหมายจะบดขยี้กะโหลกให้แหลกคามือในกระบวนท่าเดียว
ผู้ชมบนอัฒจันทร์หลายคนเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองภาพความโหดร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น บัณฑิตที่ไร้อาวุธย่อมไม่มีทางรอดพ้นจากหมัดพสุธาถล่มของจ้าวขวงได้
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่หนามเหล็กอยู่ห่างจากปลายจมูกของลู่เฉินเพียงไม่กี่ชุ่น (นิ้ว) ร่างของบัณฑิตหนุ่มกลับเลือนหายไปจากสายตาของจ้าวขวง!
ความเร็วของลู่เฉินนั้นเหนือล้ำกว่าขอบเขตของปุถุชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้ก้าวถอยหลัง แต่ใช้วิธีเบี่ยงลำตัวท่อนบนออกด้านข้างเพียงเล็กน้อยด้วยมุมที่แม่นยำที่สุด หมัดมฤตยูของจ้าวขวงเฉียดผ่านไหล่ซ้ายของเขาไปอย่างสูญเปล่า ทิ้งไว้เพียงกระแสลมที่พัดให้ชายเสื้อของเขาปลิวสะบัด
"อะไรกัน!" จ้าวขวงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หมัดที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจกลับชกถูกเพียงอากาศธาตุ มันรีบชักหมัดกลับและตวัดหมัดซ้ายฟาดฟันเป็แนวขวางหมายจะกวาดลู่เฉินให้กระเด็นตกเวที
ลู่เฉินยังคงรักษามือทั้งสองข้างไพล่หลัง เขาก้มศีรษะหลบหมัดซ้ายที่ฟาดฟันมาด้วยความพริ้วไหวประดุจกิ่งหลิวลู่ลม การเคลื่อนไหวของเขานั้นราบรื่นและต่อเนื่อง ไร้ซึ่งความลังเลหรือการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ ทุกครั้งที่สนับเหล็กหนามฟาดฟันเข้ามา ลู่เฉินจะขยับตัวหลบหลีกในระยะเผาขนอย่างหวุดหวิด ทว่าแม่นยำประดุจเงาตามตัว
"บัดซบ! เอาแต่หลบซ่อนเป็เต่าหดหัวอยู่ได้ แน่จริงก็ปะทะกับข้าตรงๆ สิโว้ย!" จ้าวขวงคลุ้มคลั่งด้วยความโมโห มันคำรามก้องพร้อมกับเร่งความเร็วในการโจมตี หมัดแล้วหมัดเล่าถูกสาดซัดเข้าใส่ลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง ทว่าก็ไม่อาจััได้แม้แต่ชายเสื้อของบัณฑิตหนุ่ม
ภาพการต่อสู้บนลานหินสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมทั่วทั้งสนาม บัณฑิตชุดขาวกำลังร่ายรำหลบหลีกคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายร่างั์ด้วยท่วงท่าที่สง่างามและไร้ที่ติ เยี่ยจื่ออวิ๋นที่มองดูอยู่เบื้องบนลอบพยักหน้าด้วยความชื่นชม การที่ลู่เฉินสามารถอ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ล่วงหน้าเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงจิติญญาที่แข็งแกร่งและสมาธิที่ลึกล้ำเหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด
"เ้า้าให้ข้าปะทะกับเ้าตรงๆ อย่างนั้นหรือ?"
เสียงเรียบเย็นของลู่เฉินดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงกระเบ้งของสนับเหล็ก จ้าวขวงชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทันใดนั้นเอง ั์ตาสีอำพันของลู่เฉินก็สว่างวาบขึ้น บรรยากาศรอบตัวเขาที่เคยสงบนิ่งพลันแปรเปลี่ยนเป็ความกดดันที่หนักอึ้งดุจูเาา สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ถูกเก็บซ่อนไว้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่
จ้าวขวงรวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่หมัดขวาอีกครั้ง ะโลอยตัวขึ้นกลางอากาศและทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดพุ่งทะยานลงมาหมายจะทุบศีรษะของลู่เฉินให้จมดิน "ตายซะไอ้สวะ!!"
คราวนี้ลู่เฉินไม่ได้หลบเลี่ยง เขาปลดมือทั้งสองข้างที่ไพล่หลังออก เท้าซ้ายก้าวถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วงที่มั่นคง รากฐานกายาที่ถูกหล่อหลอมด้วยบงกชโลหิตกระดูกถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด กล้ามเนื้อทุกมัดผสานเข้ากับลมปราณสีอำพันอันบริสุทธิ์ ชายหนุ่มยกฝ่ามือขวาขึ้นรับหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างของจ้าวขวงโดยปราศจากอาวุธใดๆ ป้องกัน!
"เปรี้ยง!!!!"
เสียงปะทะที่ดังสนั่นหวั่นไหวก้องกังวานไปทั่วลานประลอง คลื่นลมปราณกระแทกออกเป็วงกว้างจนฝุ่นดินฟุ้งกระจาย ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก ทุกคนคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงกระดูกแขนของบัณฑิตหนุ่มแหลกละเอียด
ทว่าเมื่อฝุ่นผงเริ่มจางหายไป ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของคนนับแสนต้องสะดุด!
ฝ่ามือเรียวบางของลู่เฉินที่ดูราวกับมือของปัญญาชนที่จับเพียงพู่กัน บัดนี้กลับรองรับสนับเหล็กหนามอันหนักอึ้งของจ้าวขวงเอาไว้ได้อย่างมั่นคงประดุจกำแพงหินผา! หนามเหล็กกล้าที่แหลมคมไม่อาจเจาะทะลุิัที่เคลือบด้วยลมปราณสีอำพันของเขาได้แม้แต่น้อย ร่างกายของลู่เฉินไม่สะท้านะเืแม้แต่เส้นผม
"ปะ... เป็ไปไม่ได้!" จ้าวขวงหน้าซีดเผือดเป็กระดาษ ั์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พละกำลังมหาศาลที่มันภาคภูมิใจ กลับถูกหยุดยั้งไว้ด้วยมือเปล่าของปัญญาชนที่มันดูแคลน!
"ความแข็งแกร่งที่ปราศจากสติปัญญา ก็เป็ได้แค่เพียงกระบือที่รอวันถูกเชือด" ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบเย็น ั์ตาสีอำพันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นเทาของจ้าวขวง
พริบตานั้น บัณฑิตหนุ่มออกแรงบีบฝ่ามือเพียงเล็กน้อย
"แกรก... กร๊อบ!"
เสียงโลหะบิดเบี้ยวผสมกับเสียงกระดูกแตกหักดังก้อง สนับเหล็กกล้าชั้นดีถูกบีบจนยุบตัวลงไปบดขยี้ฝ่ามือของจ้าวขวงจนแหลกละเอียด!
"อ๊ากกกก!!!" จ้าวขวงแหกปากร้องลั่นด้วยความเ็ปแสนสาหัส มันพยายามชักมือกลับ แต่ฝ่ามือของลู่เฉินกลับล็อกแน่นประดุจคีมเหล็ก
ลู่เฉินไม่ปล่อยโอกาสให้ศัตรูได้ตั้งตัว เขาบิดเอวส่งแรงจากปลายเท้าขึ้นสู่หัวไหล่ หมัดซ้ายที่อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงสังหารของพยัคฆ์จากัวร์พุ่งทะยานเข้ากระแทกที่กลางอกของจ้าวขวงอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนที่สุด
"ปัง!!"
ร่างั์ของจ้าวขวงลอยละลิ่วกระเด็นขึ้นสู่อากาศประดุจใบไม้ร่วงที่ถูกพายุพัดพา เสียงกระดูกซี่โครงหักดังต่อเนื่องหลายซี่ เืสีแดงสดพ่นออกจากปากของมันสาดกระเซ็นเป็ทางยาว ก่อนที่ร่างอันหนักอึ้งนั้นจะร่วงหล่นลงไปกระแทกกับพื้นดินนอกลานประลองหินอ่อน ดับวูบไร้สติสัมปชัญญะในทันที
ความเงียบสงัดดุจป่าช้าเข้าครอบงำลานประลองบุปผาอีกครั้ง ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีเสียงปรบมือ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัดของผู้ชมนับแสนที่กำลังจ้องมองปาฏิหาริย์เบื้องหน้า
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของลู่เฉินที่ยืนตระหง่านอยู่กลางลานหินโลหิต ชุดบัณฑิตสีขาวของเขายังคงสะอาดสะอ้าน ปราศจากคราบเืหรือฝุ่นผงใดๆ ท่วงท่าการยืนของเขาแม้จะดูสงบเงียบ ทว่ากลับแผ่ซ่านความเกรงขามที่ทำให้แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
อู๋จื่อิที่นั่งอยู่ริมลานประลองเบิกตากว้างจนแทบถลน ขากรรไกรของเขาค้างเติ่ง สองมือสั่นระริกด้วยความเคียดแค้นและความหวาดกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ สุนัขรับใช้ที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา กลับถูกบัณฑิตยากไร้บดขยี้ด้วยหมัดเดียว!
ลู่เฉินค่อยๆ หันใบหน้ากลับไปมองอู๋จื่อิ ั์ตาสีอำพันที่ลุ่มลึกจ้องประสานกับแววตาที่สั่นไหวของนายน้อยตระกูลอู๋ ริมฝีปากของบัณฑิตหนุ่มขยับเป็คำพูดที่ไร้เสียง ทว่าอ่านได้อย่างชัดเจนว่า...
'รายต่อไป... คือเ้า'
การประกาศศักดาของปัญญาชนผู้พลังาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมรรคาแห่งการชำระแค้นบนลานประลองนี้ จะถูกจารึกไว้ด้วยเืของศัตรูที่บังอาจมาขวางทางบุรุษผู้จะก้าวขึ้นสยบ์เก้าชั้นฟ้า!