เมื่อได้ยินเกี่ยวกับดินแดนบรรพบุรุษลั่วอู่หลินไม่ได้ตื่นเต้นแต่อย่างใด ผิดกับหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงที่ตอนนี้ดูเหมือนจะตื่นเต้นเอาเสียมากๆเนื่องจากหนึ่งคนกำลังจะก้าวข้ามระดับ ส่วนอีกหนึ่งคนก็อยากจะก้าวผ่านคอขวดของตนเองไป การแสวงหาโชคลาภในดินแดนบรรพบุรุษอาจจะช่วยทั้งสองให้บรรลุเป้าหมายได้ จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่พวกเขาจะกระตือรือล้นเช่นนี้
"เห้อ ดินแดนบรรพบุรุษงั้นหรือ ลองไปดูเสียหน่อยก็ไม่เสียหาย"ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับศิษย์พี่ทั้งสองของเขา
นับจากวันนั้นเป็นต้นมาทุกคนที่เป็นรุ่นเยาว์อายุไม่เกินร้อยปีพากันเตรียมความพร้อมสำหรับเขาดินแดนบรรพบุรุษกันยกใหญ่ ส่วนตัวของลั่วอู่หลินนั้นเขาใช้เวลาไปกับการดูแลสมุนไพรหรือไม่ก็เข้าไปหาซีอวิ้นอยู่เช่นนั้น จนในที่สุดเวลาหนึ่งเดือนก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งลั่วอู่หลิน หยางเหม่ยกุ้ย และหลี่อิงจึงได้ไปรวมตัวกับรุ่นเยาว์คนอื่นๆที่ใจกลางนิกายเพราะในเวลานี้ใกล้เวลาที่จะออกเดินทางแล้วนั่นเอง
"ศิษย์พี่พวกท่านจะตื่นเต้นกันเกินไปหรือไม่ ข้าเห็นพวกท่านกระตือรือล้นเช่นนี้มาตลอดทั้งเดือนเลยนะ"เมื่อมาถึงยังลานกว้างที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา ลั่วอู่หลินจึงกล่าวถามอย่างเหนื่อยหน่ายใจ หยางเหม่ยกุ้ยจะตื่นเต้นกับเรื่องนี้ก็ไม่น่าแปลกเท่าไร แต่หลี่อิงนี่สิไม่คิดว่าเขาจะตื่นเต้นไปด้วยอีกทั้งยังดูมากกว่าหยางเหม่ยกุ้ยเสียอีก
"หึ นั่นเพราะเจ้าวันๆเอาแต่ลดน้ำสวนสมุนไพรกับขลุกอยุ่ในห้องอย่างไรละเลยไม่ได้ข้อมูลข่าวสารใดๆ ดินแดนที่พวกเราจะไปนั้นนอกจากจะมีมรดกและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีข่าวลือออกมาอีกว่าด้านในมีแก่นแท้แห่งธาตุอยู่ด้วย แล้วแบบนี้จะให้นิ่งเฉยได้อย่างไร"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าวตำหนิศิษย์น้องของนางก่อนที่จะกล่าวอธิบายเหตุผลที่นางตื่นเต้นเช่นนี้
"อะไรนะ!!!"ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็ถึงกับหันควับก่อนจะอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แก่นแท้แห่งธาตุหากจะให้เรียกอีกอย่างก็คือสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นของการควบแน่นพลังแห่งสวรรค์และโลก ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่าง เปลวเพลิงสวรรค์ ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน และเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนและนักปรุงโอสถทุกคนใฝ่หาอีกด้วย
"ก็อย่างที่เหม่ยกุ้ยว่า เจ้ามัวแต่อู้ไม่เสพข่าวจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เป็นไงละพอมาถึงตอนนี้จะมาเสียใจไม่ได้แล้วนะที่ไม่เตรียมตัวมาให้ดี"หลี่อิงกล่าวขึ้นทำให้ชายหนุ่มพองแก้อย่างช่วยไม่ได้
'เปลวเพลิงสวรรค์'สิ่งนี้เท่านั้นที่ชายหนุ่มไม่สามารถยกให้ใครได้ เนื่องมันเป็นองค์ประกอบของวังวนหยินหยางของเขา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทุ่มสุดตัวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หรือแม้แต่ต้องเปิดเผยพลังทั้งหมดก็ตามที
"บูมม!!"
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันจนครบ เบื้องบนท้องฟ้าปรากฏประมุขนิกายและเหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบที่กำลังกวาดสายตามองเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ด้วยสายตาเรียบเฉย
ก่อนที่ด้านหลังของเหล่าผู้อาวุโสจะปรากฏกลุ่มคนสามกลุ่มด้วยกันนั่นคือ รุ่นเยาว์ตระกูลหลิว ตระกูลหาน และสุดท้ายคือตระกูลหลินที่มาพร้อมกับผู้นำตระกูลของพวกเขา ทำให้เหล่ารุ่นเยาว์ของสามตระกูลนี้ดูเย่อหยิ่งถือดียิ่งนักแม้จะมีตบะสูงสุดเพียงจักรพรรดิขั้นที่เจ็ดก็ตาม
ลั่วอู่หลินหันมองไปที่ผู้นำตระกูลหลินในทันที สิ่งที่เขาเห็นคือประมุขนิกายและอาจารย์ของเขาหลินชิงหลวนกำลังคาราวะอย่างนอบน้อมให้กับชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งไม่ได้ดูแก่เลยสักนิด อีกทั้งยังดูหล่อเหลาและสง่างามยิ่งในแบบของผู้ใหญ่
ฝ่ายชายหน้าคล้ายกับประมุขตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงหลายส่วนด้วยกันแต่กลับดูเงียบขรึมและเย็นชายิ่งกว่า ส่วนฝ่ายหญิงนั้นลั่วอู่หลินบอกได้ทันทีว่านางหน้าเหมือนท่านยายของเขาเอาเสียมากๆแม้กระทั้งลักษณะท่าทางก็ราวกับแกะกันมาอยางไรอย่างนั้น ถ้าหากลั่วอู่หลินไม่รู้ว่าท่านยายของเขาอยู่ในทวีประดับต่ำละก็อาจจะเผลอพุ่งเข้าไปกอดแล้วก็ได้เลยทีเดียว
'นี่คือตาแก่หลินและฮูหยินหลินงั้นหรือ ดูแล้วก็ไม่เห็นเท่าไร'ชายหนุ่มเบะปากแล้วกล่าวอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรนัก แต่ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะไปปั่นหัวอีกฝ่าย และควรที่จะตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่เปลวเพลิงสวรรค์เสียก่อนเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า
เมื่อทุกคนพากันมาพร้อมหน้า ผู้นำตระกูลหลิน หลินเทียน จึงเรียกพาหนะออกจากอุปกรณ์มิติในทันที เรือเหาะขนาดใหญ่สามลำปรากฏขึ้น ทันใดนั้นผู้อาวุโสจึงประกาศให้ศิษย์สายนอกของนิกายขึ้นไปยังเรือเหาะในทันที จนในที่สุดเมื่อผ่านไปสองชั่วยามทุกคนก็พร้อมสำหรับการเดินทางแล้ว
ส่วนทางด้านของลั่วอู่หลิน หลี่อิง และหยางเหมยกุ้ยนั้นถูกเรียกไปนั่งกับหลินชิงหลวนที่เรือลำแรกสุด และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้กล่าวปฏิเสธอะไร
ทว่าด้วยหน้าตาของทั้งสามคนที่โดดเด่นเอาเสียมากๆในระหว่างที่เดินไปหาหลินชิงหลวนพวกเขาก็พลันถูกจับจ้องโดยเหล่ารุ่นเยาว์ของทั้งสามตระกูลอย่างช่วยไม่ได้ บางคนก็มองและทำเพียงแค่มองแล้วก็เก็นอาการเอาไว้ บางคนที่มองอย่างหื่นกระหายราวกับจะพุ่งเข้ามากลื่นกินพวกเขาก็ไม่ปาน
โชคยังดีที่หยกของหลินชิงหลวนนั้นทำให้พวกเขาไม่พบเจอปัญหาในตอนนี้ แต่หากเข้าไปยังดินแดนบรรพบุรุษแล้วก็ไม่แน่เช่นกันว่ารุ่นเยาว์ของตระกูลใหญ่พวกนี้จะแสดงอาการอย่างไรออกมา
"ก๊อกๆ"
"อาจารย์พวกข้ามาแล้วเจ้าค่ะ"หยางเหม่ยกุ้ยเคาะประตูห้องพร้อมเอ่ยปากขึ้น เสี่ยวเตียวผู้ติดตามของนางจึงมาเปิดประตูให้พวกเขาในทันทีก่อนที่ทั้งสามคนจะชะงักไป
นั่นเพราะภายในห้องนี้หาได้มีเพียงแค่อาจารย์ของพวกเขาไม่ แต่ยังมีประมุขนิกายหลินฉี ผู้นำตระกูลหลินหลินเทียน และภรรยาของเขาหลินเยว่เฟยอยู่ด้วย
"คะ คาราวะท่านประมุขนิกาย ท่านผู้นำตระกูลหลิน ฮูหยินหลินขอรับ/เจ้าค่ะ"ทั้งสามหลังจากอ้ำอึ้งอยู่นานก็ผสานมือคาราวะอย่างนอบน้อมในทันที ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"นี่คือศิษย์ของหลวนเอ่อร์ วิเศษจริงๆถือได้ว่าตาถึงไม่เบา"หลินเยว่เฟยกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูให้กับศิษย์ของหลานสาว ทว่านางกลับต้องชะงักงันไปครู่ใหญ่เมื่อสายตากระทบเข้ากับใบหน้าของลั่วอู่หลินที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความนิ่งเฉยและเย็นชา
"อี้เฟย"นางเผลอหลุดปากพูดออกมาจนทำให้ทุกคนต้องหันมองด้วยความสงสัย
"ที่รัก เจ้ากล่าวชื่อลูกสาวไม่รักดีนั่นทำไม หรือว่าคิดถึงนางอีกแล้วงั้นหรือ"หลินเทียนจับมือภรรยาของตนเองและเอ่ยปาก
ลั่วอู่หลินแม้หน้าตาจะเรียบเฉยแต่เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก 'ลูกสาวไม่รักดี? ไม่รักดีบ้านท่านน่ะสิ! หากไม่ใช่เพราะว่าท่านคิดจะแยกท่านตากับท่านยายออกจากกันเรื่องมันจะเป็นเช่นนี้หรือไม่'
"ท่านพี่!! อย่ามาว่าลูกสาวเราไม่รักดีนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่พูดกับท่านอีก"หลินเยว่เฟยกล่าวอย่างโกรธเคืองเล็กน้อย หลินเทียนที่ได้ยินก็พลันคิ้วกระตุกในทันทีก่อนที่จะพยักหน้ายินยอมผู้เป็นภรรยา
ลั่วอู่หลินอดหัวเราะในใจไม่ได้ ไหนท่านยายบอกว่าตาแก่หลินน่ากลัวนักน่ากลัวหนาที่แท้ก็แค่ชายที่กลัวภรรยาคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่หรือ
"ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าทะเลาะกันเลยขอรับ พวกเจ้าไปเถอะเดี๋ยวเสี่ยวเตียวจะพาพวกเจ้าไปที่ห้องพัก"หลินฉีกล่าว ลั่วอู่หลินและคนอื่นๆผสานมือคาราวะทุกคนในห้องอีกครั้งและตามเสี่ยวเตียวไปในทันที ในขณะเดียวกันหลินเยว่เฟยก็พลันมองไปที่ลั่วอู่หลินโดยมิอาจที่จะละสายตาได้จนกระทั้งเขาเข้าห้องไป นางจึงหันไปหาหลานสาวอย่างหลินชิงหลวนในทันที
"หลวนเอ่อร์ เด็กที่ดวงตาสีทับทิมเมื่อครู่นี้หลานไปเจอมาได้อย่างไรหรือ?"
"อ่อ อู่หลินน่ะหรือเจ้าคะ ก็เจอที่การคัดเลือกศิษย์เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลานเห็นว่าพรสวรรค์ของเขาเทียบเท่ากับสวีปิงเอ่อร์ของตระกูลสวีในวัยเดียวกัน อีกทั้งเขายังไม่ลมปราณธาตุแสงอีกด้วย คนพิเศษเช่นนี้หลานไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไปจึงได้รับเข้ามาเป็นศิษย์ แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาก็ก่อปัญหาขึ้นมาทำให้นิกายวุ่นวายไม่น้อย"
"หืม ปัญหาอะไรหรือ?"เป็นหลินเทียนที่กล่าวถาม
"ก็เจ้าเด็กคนนั้นดันไปประลองเดิมพันเสียจนชิงเอาทรัพยากรของนิกายไปมหาศาลเลยน่ะสิเจ้าคะ ทำให้ผู้อาวุโสฝ่ายนอกพากันแตกตื่นกันยกใหญ่"
"โอ้ อยู่แค่กษัตริย์ขั้นที่เจ็ดแต่กลับกวาดทรัพยากรของนิกายไปได้มหาศาล ดูท่าเจ้าเด็กคนนี้จะแสบไม่ใช่เล่น ดูแล้วก็เป็นเด็กที่น่าสนใจดี"หลินเทียนกล่าว
หลินชิงหลวนทำหน้ามุ้ยในทันที "ท่านปู่คงไม่คิดจะแย่งศิษย์ของข้าไปใช่หรือไม่เจ้าคะ"
"หลานพูดอะไรน่ะ ปู่จะไปแย่งศิษย์ของหลานมาทำไมกัน แค่สนใจในพรสวรรค์ของเขาเท่านั้น หลานก็รู้ว่าคนที่มีพรสวรรค์เทียบเท่ากับเจ้าหญิงน้อยตระกูลสวีนั่นไม่ได้หากันง่ายๆ"หลินเทียนกล่าวพร้อมกับลูบผมหลินชิงหลวนอย่างแผ่วเบาใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู