หนึ่งสัปดาห์ผ่านมาหลังจากการใช้เคล็ดวิชามหารัญจวนในครั้งแรกตัวของซุนนาน มันนั้นมีสิ่งที่ให้เรียนรู้มากมายนักในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ อย่างแรกเลยก็คือ แก่นเสมือนของตัวมันนั้นอย่างไรก็มิใช้แก่นกำเนิดของแท้ แม้ตัวมันในปัจจุบันจะสามารถขับกระแสปราณ และมีชีวิตได้เหมือนคนปกติและผู้ฝึกปราณทั่วไปได้แล้ว หากแต่การฝึกวรยุทธ์ที่เข้ากับกระแสปราณกับทำไม่ได้แม้แต่น้อย
ตัวแก่นเสมือนของมันนั้นมิสามารถทำเรื่องนี้ได้ หากจะให้พูดเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร มันก็เปรียบเสมือนเขื่อนขนาดใหญ่ที่ไม่มีระบบนำน้ำไปใช้ หากจะใช้แต่ละทีกระแสปราณจะแผ่พุ่งดุจเขื่อนแตก ซุนนานมันพยายามบังคับพลังปราณอย่างไรก็ไม่สามารถทำได้โดยสมบูรณ์ มันทำได้เพียงแต่กะเกณฑ์ใช้พลังปราณของตัวมันแบ่งเป็นส่วนๆ เท่านั้น ซึ่งวิธีนี้หากแบ่งพลังปราณมากไปใช้กระแสพลังปราณเพียง 2 ถึง 3 ครั้งพลังปราณก็หมดสิ้น ต่างกับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปที่ใช้ปราณนั้นได้อย่างมีคุณภาพ ทำให้มีอานุภาพและศักยภาพในการทำหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นกระโดดไกลราวโบยบิน วิ่งเร็วดุจสายลม เคลือบปราณสร้างดาบแกร่งอาวุธกล้า นอกจากนั้นยังมีวิธีพลิกแพลงอีกมากมายนัก
หากแต่ตัวซุนนานมันกลับทำได้เพียงแผ่พุ่งพลังอย่างมิอาจจะควบคุมกระแสพลังดุจกระสุนปืนที่ถูกเหนียวยิงแต่เพียงเท่านั้น เรียกว่าเป็นการใช้พลังปราณยังฟุ่มเฟือยสุดๆ หากแต่ในมุมมองตรงข้ามมันก็มีข้อดีอยู่บ้างไม่น้อย ด้วยการที่สามารถปะทุพลังปราณในครั้งเดียวได้หมด ทำให้อานุภาพในการโจมตีแบบตรงไปตรงมาของมันนั้น สามารถยกระดับความรุนแรงได้สูงยิ่ง ดังเช่นหากตัวมันเป็นผู้ฝึกปราณระดับสร้างรากฐานขั้น 1 [ผู้ฝึกปราณระดับ 1 ขั้น 1] หากแต่ยามมันแผ่พุ่งพลังปราณทั้งหมดในคราวเดียวอานุภาพพลังปราณของมันเทียบได้ประดุจผู้ฝึกปราณระดับชุบร่างขั้นกลางได้เลย [ผู้ฝึกปราณระดับ 2 ขั้นประมาณ 2 ถึง 3]
สองข้อต่อมาของแก่นเสมือนของตัวซุนนานในปัจจุบันนั้น มันพบว่าพลังปราณที่มันสะสมในแก่นเสมือนนั้นไหลออกไปอย่างรวดเร็ว มันจำเป็นต้องดูดซับใหม่อยู่เสมอๆ หากถ้าตัวมันต้องการหยุดการรั่วไหลของปราณ มันจำเป็นต้องสะสมแก่นหยินและห้วงอารมณ์วิญญาณให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนแก่นเสมือนสะสมแก่นหยินและห้วงอารมณ์วิญญาณได้มากพอจนถึงจุดที่มั่นคง กระแสปราณก็จะไหลออกจากร่างช้าลง
หากแต่ถ้าต้องการให้แก่นเสมือนสมบูรณ์และไม่มีการรั่วไหลของกระแสปราณอีกก็มีวิธีเดียว มันจำเป็นต้องฝึกถึงขั้นที่สองของเคล็ดวิชามหารัญจวนให้สำเร็จ ซึ่งมันต้องหาสตรีพรหมจรรย์ ที่มีร่างกลั่นปราณและแก่นหยินที่สมบูรณ์ โดยการจะกลั่นปราณและแก่นหยินให้สมบูรณ์ สตรีนางนั้นต้องถูกชำระร่างด้วยแก่นหยางของตัวมันจนร่างของนางบริสุทธิ์เป็นที่สุด จากนั้นมันจึงจะเสพสมร่วมรักกับนางพร้อมใช้ห้วงเวลานั้นผนึกแก่นเสมือนให้สมบูรณ์ วิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้แก่นเสมือนของมันสมบูรณ์จนไม่มีการรั่วไหลของกระแสปราณอีก ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เลยแม้แต่น้อย
และในหนึ่งสัปดาห์มานี้ตัวมันซุนนานก็หาเวลาไปนวดเคล้าคลึงแม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านอยู่เสมอ ในใจซุนนานมันรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่แม่เจ็ดนั้นไม่ได้เข้าใจผิดในตัวมัน หากแต่ในกรณีของแม่แปดซุนเฟิ่งย่าตัวมันนั้นได้ลดระดับการเคล้าคลึงนางมาอยู่เพียงระดับเพียง 1 ใน 5 ส่วนของแม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านเท่านั้น และที่มันกระทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพราะอะไร ตัวมันนั้นคิดว่าแม่แปดนั้นมีทีท่าว่าจะจับผิดตัวมันได้มาก หากมันเคล้าคลึงนางมากเกินไปเกรงว่านางจะจับสัมผัสความรู้สึกได้ว่าการเคล้าคลึงของมันนั้นไม่ต่างจากการถูกเล้าโลมแบบในห้วงกามอารมณ์ ซึ่งซุนนานมันกังวลเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ตัวมันจึงนวดสัมผัสให้แม่แปดซุนเฟิ่งย่าเพียงแค่สบายเนื้อสบายตัว มิได้มุ่งเน้นเก็บปราณดูดแก่นหยินและห้วงอารมณ์แม้แต่น้อย
และหลังจากผ่านช่วงเวลามาหลายวัน ณ ตอนนี้สิ่งต่างๆ ในถ้ำเร้นลับแห่งนี้ ตัวซุนนานก็พบว่าหลายๆ คนก็เริ่มชินกับสถานที่แห่งนี้แล้ว
ตัวมันและแม่ๆ ทั้งสอง ได้ช่วยกันทำหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจานชาม สร้างห้องน้ำขับถ่ายให้เป็นที่เป็นระเบียบ
และเมื่อพูดถึงห้องน้ำ ตัวมันซุนนานพลันนึกไปถึงส้วมในโลกห้วงมิติเก่าก่อนของมัน ตัวมันคิดถึงวิธีการสร้างเอาไว้แล้ว หากแต่ตัวมันขาดเพียงอุปกรณ์ในการสร้างที่เหมาะสม เมื่อก่อนมันไม่คิดที่จะทำเพราะตัวมันรู้สึกว่าอีกไม่นานตัวมันก็จะต้องตาย หากแต่ตอนนี้เมื่อมันมีแก่นเสมือนแล้ว อย่างน้อยๆ หากมันดูดซับกระแสปราณได้จนไปถึงระดับเปิดชีพจรทวาร [ผู้ฝึกปราณระดับ 3] ตัวมันซุนนานก็มีอายุได้อย่างน้อยๆ 100 ปี ดังนั้นการที่ตัวมันจะสร้างของพวกนี้ไว้ใช้เองเป็นการสมควรอย่างยิ่ง เพราะตัวมันยังมิใช่ตัวตนเทพเซียนในนวนิยายที่มิต้องมีการขับถ่าย
นอกจากนั้นตัวมันซุนนานก็พร้อมที่จะหาโอกาสสร้างหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระดาษที่ควรมีเอาไว้ใช้เขียนหนังสือ เครื่องเทศต่างๆ ที่เอาไว้ปรุงอาหาร นอกจากนั้นยังมีอาวุธสงครามต่างๆ หากจำเป็นมันก็คิดที่จะสร้างเช่นกัน ด้วยความรู้พื้นฐานของมัน สิ่งเหล่านี้มิได้ยากเกินไป เพียงแต่อาจจะไม่ดีสมบูรณ์เท่าของในโลกมิติเก่าของมันก็เท่านั้น
นอกจากนั้นในปัจจุบันตัวมันซุนนานและแม่แปดซุนเฟิ่งย่า ตัวมันก็ได้พบขอบเขตที่ปลอดภัยและอันตรายของถ้ำเร้นลับแห่งนี้แล้ว มันมีระยะรัศมีที่ประมาณ 20 ลี้ รอบภูเขาที่ล้อมรอบถ้ำเร้นลับแห่งนี้ ซุนนานตัวมันกับแม่แปดได้พบสัตว์อสูรมากมาย ซึ่งคาดได้ว่าถ้ามันไม่มี [ดอกสั่นประสาท] ในมือปัจจุบันมันคงต้องจบชีวิตเป็นแน่หากต้องต่อสู้กับพวกมัน
เพราะพวกมันส่วนใหญ่มีระดับเทียบเท่าผู้ฝึกปราณระดับเปิดชีพจรทวาร [ผู้ฝึกปราณระดับ 3] เป็นอย่างน้อยๆ หากแต่สัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่านี้ก็มีอยู่อีกมากเช่นกัน ดังนั้นในระยะเวลาอันสั้นนี้ตัวมันซุนนานจึงพูดคุยกับแม่แปดของมันว่าพวกเราไม่ควรออกจากระยะที่ปลอดภัยซึ่งกำหนดเอาไว้ที่รัศมี 10 ลี้ หลายปีต่อจากนี้เราจะอยู่แต่ในพื้นที่นี่เท่านั้นเพื่อความปลอดภัย
.
.
.
ณ ตอนนี้เป็นช่วงค่ำของวันอีกแล้ว ซุนนานตัวมันแอบไปนวดคลึงให้แม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านเหมือนเคย ณ ตอนที่แม่แปดไปแช่น้ำในบึง หน้าแดงระเรื่อและเรือนกายที่นุ่มนิ่มของแม่เจ็ดนั้นทำให้ตัวมันซุนนานแอบใจล่องลอยคิดนึกถึงสิ่งที่ไม่ควรอยู่หลายครั้ง บางครั้งมันถึงกับถอนหายใจไยเรือนกายของแม่เจ็ดจึงช่างเนียนนุ่มน่าสัมผัสจนยากจะหักห้ามใจบุรุษเพศถึงเพียงนี้ ทุกครั้งที่มันได้กระทำการเคล้าคลึงนวดนาบเรือนกายแม่เจ็ดของมัน ห้วงอารมณ์ของตัวมันซุนนานในฐานะบุรุษ มันได้แต่บอกตัวเองว่าความสุขจากการได้เคล้าคลึงเรือนกายของนางนั้นเป็นเพียงแค่การฝึกยุทธ์ฝึกปราณ มันต้องหักห้ามใจตัวเองที่จะคิดเกินเลยกับแม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านอยู่เสมอ หากแต่มันก็พบว่ายากมิใช่น้อย โชคดีที่มันเป็นบุรุษไร้ความสามารถมังกรน้อยมิอาจเป็นมังกรใหญ่ มิเช่นนั้นตัวมันก็ได้แต่ขบคิดและกลุ้มใจแล้วว่า ในห้วงอารมณ์แสนน่ารัญจวนใจเช่นนี้ตัวมันจะหักห้ามใจได้ตลอดรอดฝั่งหรือ
แม้มันจะคิดเช่นนั้น หากแต่ภายหลังผ่านห้วงความคิดนี้ไป ตัวมันก็มักจะรอบด่าตัวเองอยู่หลายประโยคซ้ำๆ ว่าต่ำช้า ต่ำช้าเสมอ หากแต่ยามหลับนอนแม้กระทั่งในฝันบางครั้งมันก็พบว่าภาพจำของแม่เจ็ดและแม่แปดมักตามมาหลอกหลอนมันเสมอ และมันมักเป็นฝันดีของบุรุษเพศที่ชวนไม่อยากให้ตื่นจากฝันเลย
หลังจากหลายวันนี้วุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องวิธีการหาทางฝึกเคล็ดวิชามหารัญจวน ตัวซุนนานก็เริ่มมีเวลาว่างมากขึ้นแล้วเพราะหน้าที่หลายๆ อย่างในถ้ำเร้นลับแห่งนี้ถูกแบ่งและจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ ในค่ำคืนนี้ตัวซุนนานมันพลันนึกถึงสมบัติที่จิตวิญญาณของมารสำราญรมบอกให้มันออกตามหา
ซึ่งตอนแรกตัวมันซุนนานยังไม่ใคร่จะสนใจเพราะปัญหาเรื่องการสร้างแก่นเสมือนและการฝึกเคล็ดวิชามหารัญจวนเป็นเหมือนเข็มแทงอกมันอยู่ หากแต่ตอนนี้ปัญหานี้หมดไปแล้ว ตัวมันซุนนานจึงมีเวลามาคิดเรื่องสมบัติที่มารสำราญรมบอกว่าตัวมันทิ้งเอาไว้
ซุนนานตัวมันเปิดกล่องไม้ที่เก็บเอาศิลามารสำราญขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง ครั้งนี้มันมิต้องใช้ความพยายามแบบเก่า เพียงมันเพ่งจิตวิญญาณไปที่อักษรมารสำราญรมที่สลักอยู่โดยรอบ คราวนี้มันก็พบความน่าอัศจรรย์ใจในอีกรูปแบบ ครั้งนี้ตัวมันมิได้เข้าไปสู่มิติอัศจรรย์แต่อย่างใด หากแต่มันพบว่ามันได้เป็นเจ้าของศิลามารสำราญรมแล้ว
ซุนนานตัวมันตระหนักรู้ถึงความสามารถของศิลามารสำราญลมได้อย่างรวดเร็ว
หนึ่งตัวมันซุนนานสามารถใช้พลังวิญญาณของตัวมันบังคับควบคุมศิลามารสำราญรมนี้ให้เคลื่อนที่ตามที่มันปรารถนาได้ หากแต่ตัวมันซุนนานก็พบว่า ตัวมันยังควบคุมสิ่งนี้ได้ไม่ดีนัก เพราะสมบัติชิ้นนี้นับอย่างไรก็นับเป็นสมบัติฟ้าดินที่ล้ำค่ายิ่ง การจะบังคับมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซุนนานคิดว่ามันคงต้องเพิ่มพลังวิญญาณอีกมากนักจึงจะควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ หากแต่ตอนนี้ทำได้เพียงควบคุมให้มันลอยไปลอยมารอบร่างกายตัวเองในระยะไม่เกินครึ่งจั้งดี
สองสมบัติชิ้นนี้สามารถเก็บเอาไว้ในดวงจิตได้ ไม่จำเป็นต้องถือมัน ซึ่งสิ่งนี้สร้างความตกใจให้ซุนนานไม่น้อย ในฐานะบุรุษผู้ข้ามมิติ มันใฝ่ฟันในของวิเศษเช่นนี้มาตลอด นอกจากนั้นมันยังนึกไปถึงแหวนมิติ ที่ดูเหมือนโลกนี้จะไม่มีอย่างแน่นอน
สามตัวมันซุนนานตระหนักรู้ได้ว่า สมบัติชิ้นนี้เป็นประดุจเข็มทิศหาสมบัติ มันสามารถรับรู้ได้ว่าสมบัติของมารสำราญรมนั้นเก็บไว้ที่ใดบ้าง เพียงแค่เพ่งจิตไปที่มันก็พอ สมบัติชิ้นนี้จะเป็นผู้นำทางมันเอง นอกจากหาสมบัติของมารสำราญรมแล้ว เจ้าสิ่งนี้ยังมีปฏิกิริยาในการหาของล้ำค่าอื่นๆ อีกด้วย
พอตัวมันซุนนานตระหนักรู้ถึงความสามารถที่สามของศิลามารสำราญรม มันก็ใคร่จะทดสอบทันที มันบังคับจิตทดสอบดูว่าศิลาสำราญรมนั้นจะหาสมบัติได้จริงรึเปล่า ซุนนานเพ่งจิตค้นหา หากแต่ทันทีที่มันเริ่มเพ่งจิตตัวซุนนานก็พบว่า ศิลามารสำราญรมนั้นก็มีปฏิกิริยาทันที
ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้นั้นก็แสดงว่า
"!!!หรือว่าใกล้ๆ นี้มีสมบัติ" ซุนนานแปลกใจ ศิลาสำราญรมคล้ายเปล่งแสงจากสีเหล็กดำทมิฬ ณ ตอนนี้มันกลายเป็นสีทองขาวส่องสว่างอ่อนๆ กะพริบไปมา ไม่ช้าศิลาสำราญรมก็ลอยไปตามทิศทางที่มันรับรู้ได้ว่ามีสมบัติอยู่อย่างช้าๆ
ซึ่งความช้าของมันนี้ซุนนานคาดว่าน่าจะเป็นเพราะพลังวิญญาณของตัวมันซุนนานที่ยังน้อย ระยะบินของศิลามารสำราญรมนี้จึงไม่เกินครึ่งจั้ง ดังนั้นหากซุนนานไม่เดินตามมันไป มันก็จะไม่เคลื่อนที่ต่อ
ไม่ช้าตัวซุนนานก็ลุกขึ้นและค่อยๆ เดินตามศิลาสำราญรมไป
ซุนนานไม่คิดเลยว่าสมบัติชิ้นแรกที่มันค้นหาได้นั้นจะอยู่ภายในเร้นลับแห่งนี้ ซุนนานได้แต่คิด มิใช่ว่าสมบัติต่างๆ ถูกค้นพบไปหมดแล้วรึ นั่นเพราะในอดีตอย่างน้อยๆ ตระกูลเฉินของบิดาแท้ๆ มันก็เคยพบสถานที่แห่งนี้แล้วเป็นแน่
หากแต่ซุนนานก็ไม่คิดมาก อย่างน้อยที่สุดมันก็รู้ดีว่าถ้ำแห่งนี้ไม่ได้กว่าใหญ่อะไร การเดินตามศิลามารสำราญรมไปด้านในจึงไม่ใช่ปัญหา ซุนนานเดินมาเรื่อยๆ จนถึงด้านในสุดที่เป็นที่เก็บของใช้สำคัญที่บิดาซุนก่างของมันนำข้าวของมาวางภายในมีหีบใส่ทองจำนวนไม่น้อย นอกจากนั้นยังมีแผ่นจาลึกอักษรวิญญาณที่ตระกูลซุนสะสมเอาไว้อีกมากเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีค่ามากนักมันเป็นสมบัติที่เอาไปตั้งตระกูลใหญ่ได้เลย เมื่อซุนนานได้เห็นมันอีกครั้งก็พลันนึกได้ว่า ณ ตอนนี้มันล่วงรู้มหาปฐมอักษรแรกกำเนิดแล้วการอ่านเหล่าแผ่นจารึกอักษรวิญญาณเหล่านี้ตัวมันอาจจะได้ความรู้หรือความลับที่คาดไม่ถึงบางอย่างก็ได้ เมื่อซุนนานคิดได้แบบนี้ มันตั้งใจแล้วว่าในภายหลังมันจะมาดูพวกแผ่นจารึกอักษรวิญญาณเหล่านี้ในภายหลัง
หากแต่ตอนนี้ตัวมันซุนนานเลือกจะเดินตามศิลามารสำราญรมก่อน เมื่อเดินมาถึงสุดผนังถ้ำ ซุนนานก็พบว่าไม่มีทางเดินต่อแล้ว หากแต่ตัวศิลามารสำราญรมที่เปล่งแสงนั้นกลับคล้ายชี้ไปยังกำแพงที่มีร่องรอยที่เหมือนกับเป็นหลุมเล็กๆ อะไรสักอย่าง
ซุนนานเห็นดังนั้นก็คาดได้ทันทีว่าหลุมนี้คืออะไร เพราะมันมีขนาดพอดีกับศิลามารสำราญรมเป็นอย่างมาก
เมื่อซุนนานเดินมาถึงระยะที่ศิลาสำราญรมสามารถบรรจบกับหลุมเล็กๆ นั้นได้ ศิลาสำราญรมก็เข้าไปในหลุมนั้นทันที ไม่ช้าศิลาสำราญรมที่เป็นเหมือนลูกบอลกลมๆ เล็กๆ ตัวมันก็หมุนไปมาอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามันเป็นลูกกุญแจ ไม่ช้าเสียงในถ้ำเร้นลับแห่งนี้ก็ดังสนั่นหวั่นไหว
"ครืออออออออ"
เหมือนกับว่าผนังถ้ำด้านหลังกำลังค่อยๆ แยกจากกันอย่างช้าๆ
แม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านและแม่แปดซุนเฟิ่งย่าถึงกับตกใจตื่นจากความสั่นไหวของถ้ำเร้นลับ ไม่ช้าพวกนางก็รีบวิ่งมาตามเสียง
เมื่อมาถึงพวกนางก็เห็นซุนน้อยของนางยืนอยู่หน้าทางเข้าถ้ำที่พวกนางไม่เคยเห็น พวกนางจำได้ว่าพวกนางสำรวจถ้ำแห่งนี้โดยละเอียดแล้ว ไม่มีทางเชื่อมใดๆ อีกเป็นอย่างแน่นอน หากแต่ตอนนี้พวกนางพบว่ามีเส้นทางอีกสายเกิดขึ้น
แม่แปดซุนเฟิ่งย่ารีบกล่าวถามทันทีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ซุนนานตัวมันมิได้อธิบายมากความ มันเล่าแต่เหตุการณ์สำคัญๆ มันกล่าวอ้างว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากสมบัติฟ้าดินที่บิดาแท้จริงมันทิ้งไว้ให้ คาดว่าสิ่งนี้คือกุญแจสำหรับเปิดส่วนเร้นลับในถ้ำแห่งนี้
ซุนจิ้งหร่านและซุนเฟิ่งย่าได้ยินดังนั้นพวกนางก็เชื่อ
ไม่ช้าพวกนางก็ให้ซุนนานไปยืนด้านหลังพวกนางทั้งสอง พวกนางจะเดินหน้าไปสำรวจทางนี้ให้ก่อน ซุนนานตัวมันก็ได้แต่เดินตามอย่างช้าๆ มิได้พูดอะไร หากแต่มันได้ส่งอำนาจจิตวิญญาณของมันสำรวจลึกภายในแล้วพบว่าไม่มีสิ่งใดอันตราย มันจึงปล่อยท่านแม่ทั้งสองของมันเดินนำได้อย่างสบายใจ หากแต่เมื่อคนทั้งสามเดินลึกเข้าไป ไม่ช้าก็พบว่าที่ด้านในนั้นเป็นห้องโถงขนาดกว้างใหญ่ มันใหญ่มากพอที่จะยัดตำหนักคฤหาสน์ของเศรษฐีหลังใหญ่หลังหนึ่งได้สบายๆ ภายในนั้นพวกนางเห็นแท่นแท่นหนึ่ง ที่ราวกับเป็นแท่นบูชาหรือบวงสรวงอะไรสักอย่าง รอบๆ แท่นบูชานี้ต่างรายล้อมด้วยสิ่งที่พวกนางมิคาดคิดเลย พวกมันคือ...
"ไม่น่าเชื่อพวกนี้คือ แผ่นจาลึกอักษรวิญญาณทั้งหมดเลยรึ" แม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ นางรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีค่ามากแค่ไหน แต่ละชิ้นของแผ่นจาลึกอักษรวิญญาณนั้นไม่ว่าจะชิ้นใดก็พอเป็นสมบัติประจำตระกูลได้แล้ว หากแต่ภายในนี้กลับมีมากมาย และมันยังเหมือนจะครบถ้วนสมบูรณ์อีกด้วย
ทันทีที่ตัวนางเห็นนางก็ใคร่รู้ทันทีว่าสิ่งเหล่านี้ซ่อนอะไรอยู่
หากแต่ตัวนางก็รู้ดี ตัวเองนั้นมิได้ชำนาญซึ่งอักษรวิญญาณ นางเพียงแต่รู้อักษรพื้นฐานของดินแดนนี้เท่านั้น หากแต่อักษรวิญญาณโดยรอบแท่นบูชานี้กลับมีแต่อักษรที่นางไม่รู้จัก นางย่อมไม่สามารถตีความมันได้
และเมื่อทุกคนมองไปด้านบนสุดของแท่นบูชาที่สูงตระหง่านนี้ ทั้งสามก็พบกับแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองที่ส่องประกายได้และดูล้ำค่ายิ่ง