ใต้ท้องทะเลลึก 4500 เมตร ปลาหน้าตาแปลกประหลาดตัวหนึ่งว่ายน้ำหลบกิ้งกือยักษ์ฟันแหลมเข้าไปในดงประการังสีแดงสด
น่าแปลกที่แม้จะลึกขนาดนี้แต่สภาพแวดล้อมยังคงดูอุดมสมบูรณ์อยู่ไม่ต่างจากเขตน้ำตื้น บรรดาสัตว์น้ำแทนที่จะมีสีซีดขาวกลับมีสีสันสดใส
อุณหภูมิน้ำก็อบอุ่นกว่าที่ควรจะเป็น โดยรอบก็ไม่ได้มืดมิดแต่สว่างไสวไปด้วยแสงสีทองสว่าง ทำให้พืชน้ำที่ใช้การสังเคราะห์แสงอันเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ทะเลน้อยใหญ่เจริญเติบโตจนแน่นขนัด
ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้แร่ขนาดเท่าเม็ดทรายที่เรียกว่าไลโนเมียมซึ่งมีอยู่มากมายบนดวงดาวแห่งนี้
คุณสมบัติของมันเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำทะเลจะทำให้ส่องสว่างและปล่อยความร้อนออกมา ตราบเท่าที่น้ำไม่แห้งปฏิกิริยาเหล่านี้ก็คงอยู่ตลอด
ด้วยขนาดที่เล็กไลโนเมียมจึงมักลอยไปตามกระแสน้ำ ส่งผลให้พวกมันกระจายไปทั่วทั้งมหาสมุทร และที่ใดที่มีพวกมันที่นั่นก็มีชีวิต
“กูอีก้า นายบอกว่าดาวดวงนี้กำลังจะตาย มันเกี่ยวกับไอ้หลุมใหญ่นั่นใช่ไหม?” เฟรีสถามเพื่อนใหม่ตัวกลมเขียว
“ใช่ ไม่นานมานี้ลูกไฟยักษ์ตกลงจากท้องฟ้า ศพมากมายลอยเกลื่อนกลาด อากาศเริ่มเย็นขึ้นจนทิศเหนือกลายเป็นน้ำแข็ง แม้แต่บีบีก้าก็เอาไม่อยู่ (แร่ไลโนเมียม)” กูอีก้าพูดด้วยแววตาหวาดหวั่นกังวล
‘เป็นอย่างที่คิด แรงปะทะของอุกกาบาตยักษ์ทำให้ดาวเริ่มหลุดจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์’ เฟรีสคำนวณไว้ว่าอีกไม่นาน ดาวดวงนี้ก็จะถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์
“กูอีก้า นายต้องไปจากดาวดวงนี้ให้เร็วที่สุด ไปกับฉันก็ได้นะ” เฟรีสเอ่ยชวนเพื่อนตัวกลม
เท่าที่สังเกตดูอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ว่านิสัยไม่ดีอะไร ตอนที่เจอพวกกิ้งกือยักษ์ เพื่อนตัวกลมก็ไม่ได้ทิ้งเขาเพื่อเอาตัวรอด กลับกันยังพยายามลากหนีไปด้วยกันอีกต่างหาก
“ขอบใจ แต่ข้าคงทิ้งเพื่อนและครอบครัวไม่ได้หรอก” กูอีก้าซึ้งใจมากที่เฟรีสเอ่ยชวน แต่เมื่อคิดถึงคนข้างหลังก็ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
“เพื่อน? กี่คน? ถ้าไม่มากก็พาไปด้วยกัน” ห้องสัมภาระพ่วงสำหรับเก็บทรัพยากรยังมีที่ว่างอยู่มาก
“ประมาณ 3 แสน ถ้าเพียงแต่ไอ้หินยักษ์ไม่ตกลงมาคงเหลือเยอะกว่านี้” กูอีก้าตอบพร้อมกับมีน้ำตาสีแดงซึมออกมา
“…..” พอได้ยินคำตอบ เฟรีสก็ถึงกับกุมขมับ คนเยอะขนาดนี้ยังไงก็หมดสิทธิพาไปด้วย แต่ถ้าจะปล่อยให้ทั้งหมดตาย คนใจอ่อนอย่างเขาก็ทำใจไม่ได้เช่นกัน
“เฮ้! เพื่อน ตรงนี้มีกลิ่นเลือดเดี๋ยวพวกซีนีโนก้า (กิ้งกือยักษ์)จะมาอีก ไปหมู่บ้านเถอะ ตามมาสิ” กูอีก้าเอ่ยชวนเฟรีสที่กำลังใช้ความคิด
หลังจากทั้งคู่ว่ายน้ำตามกันไปประมาณ 15 นาที ก็มาถึงหมู่บ้านของกูอีก้า มันเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีอาคารมากมายเป็นทรงกลมๆ
เมื่อดูจากแสงที่ส่องออกมาตามผนังสิ่งปลูกสร้าง เฟรีสก็คาดว่ามันคงทำจากหินผสมกับแร่ไลโนเมียม
บนหลังคาของอาคารเกือบทุกหลังปลูกต้นเรดไชน์ไว้เป็นจำนวนมาก ถ้ามองจากด้านบนลงมาก็จะเห็นเป็นเพียงทุ่งเรดไชน์เท่านั้น
ตามถนนหนทางมีชาวตัวกลมน้อยใหญ่หลากสีกลิ้งไปกลิ้งมาจนเฟรีสรู้สึกตาลายเล็กน้อย
อยู่มาตั้งนานเห็นอะไรมาตั้งเยอะ แต่ก็ไม่เคยเห็นเผ่าพันธ์ไหนแปลกประหลาดเท่านี้มาก่อน
“ยินดีต้อนรับสู่กูรูกีดีก้า ที่เห็นปลูกไว้บนหลังคาคือต้นกีก้า(เรดไชน์) มันช่วยเราพรางตัวเราจากนักล่าได้ดีเยี่ยม สำหรับเผ่าพันธุ์ดีโนก้า กีก้าคือทุกอย่างมันเป็นทั้งอาหารและยา” กูอีก้ามัคคุเทศตัวกลมอธิบาย
“สนใจลองน้ำกีก้าปรุงรสหน่อยไหม สูตรลับของข้าเลยล่ะติดใจกันทุกคน” กูอีก้าถามด้วยความเอื้อเฟื้อและยื่นถุงกลมสูญญากาศพร้อมหลอดดูดให้
“ขอบใจนะ แต่สำหรับเผ่าพันธุ์ฉันมันเป็นพิษล่ะ” กูอีก้าพอได้ยินก็มองอีกฝ่ายด้วยแววตาสงสาร ในมุมมองของเขาการที่เฟรีสดื่มไม่ได้นั้นถือว่าได้พลาดของอร่อยสุดยอดไปอย่างน่าเสียดาย
เจ้าตัวกลมคงไม่ทราบว่าสำหรับเผ่าพันธุ์อื่น ถ้าดื่มน้ำเรดไชน์ลงไปแม้เพียงเสี้ยวก็จะตัวระเบิดตายทันทีเนื่องจากมันให้พลังงานสูงมากเกินไป
เฟรีสอดมองไปที่เพื่อนตัวกลมด้วยแววตาทึ่งไม่ได้ กินแค่น้ำไม่พอยังแคะเนื้อกินด้วยอีกต่างหาก ไม่สิ! ไอ้ตัวสีเทานั่นกำลังแทะลำต้นอยู่ด้วย
“….”
เขาต้องห้ามใจตัวเองอย่างมากที่จะไม่จับพวกดีโนก้ามาผ่าพิสูจน์ดู
เฟรีสเดินดูโน่นดูนี่อยู่เกือบ 1 ชม ตลอดเวลาที่เดินสำรวจก็จะมีบรรดาชาวดีโนก้าว่ายน้ำหรือกลิ้งตามมาด้วยตลอดทาง
โดยเฉพาะเด็กๆ ขนาดเท่าลูกเทนนิส พวกเขามุงดูเฟรีสราวกับว่าตนเป็นสัตว์ประหลาด แถมยังจับโน่นจับนี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกต่างหาก
เมื่อเห็นใบหน้าเป็นมิตรของผู้คน เฟรีสตัดก็สินใจแล้วว่าจะต้องช่วยพวกเขาให้ได้ เผ่าพันธุ์ที่รักสงบและไร้พิษภัยแบบนี้ไม่ควรต้องสูญพันธุ์
อาหารหลักของดีโนก้าคือต้นเรดไชน์ พวกเขาไม่นิยมการฆ่าสัตว์อื่นหรือทำสงครามกันเอง
“กูอีก้า ฉันมีวิธีช่วยเผ่าพันธุ์นาย” เฟรีสพูดกับเพื่อนตัวกลมที่กำลังนำเที่ยวอยู่
ทันทีที่ได้ยิน กูอีก้าก็หยุดเดินและหันมามองเขาด้วยแววตาคาดหวัง
“จริงหรอ? ขอเพียงช่วยเผ่าพันธุ์เราได้ ข้ายอมทุกอย่าง”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้น แต่พวกเราต้องรีบหน่อย” เฟรีสประเมินแล้วว่าดาวดวงนี้จะกลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมดในอีกแค่เพียงหนึ่งเดือนกว่าๆ
ทั้งสองหารือกันอยู่พักใหญ่ จนได้ข้อสรุปว่าหลังจากเสร็จธุระบนอวกาศเฟรีสจะพาเพื่อนตัวกลมไปสำรวจที่อยู่ใหม่ดูก่อน ถ้าเหมาะสมก็ค่อยย้ายชาวดีโนก้าทั้งหมดตามไปทีหลัง
หลังจากตกลงกันเสร็จเฟรีสก็นำยานกระเบนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไป
--------
บนอวกาศใกล้ดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่ง
“แบล็คสติง ปล่อยหุ่นเอนกประสงค์ออกมา 1 ส่วน 10”
ฟุ่บๆๆๆ
ลูกกลมๆ สีดำบางส่วนตรงลำตัวเด้งออกมา
“เจ้าหุ่น! ให้พวกแกสร้างไฮเปอร์สเปซเกทแบบใช้ฉุกเฉินกับตัวกระจายสัญญาณให้เสร็จใน 10 วัน วัตถุดิบก็ให้หาเอาจากดาว A28E3 ข้างๆ สร้างตัวเองเพิ่มอีก 3 เท่าด้วยล่ะ” เฟรีสสั่งหุ่นยนต์อเนกประสงค์
“แบล็คสติง ปล่อยหุ่นที่เหลือออกมาให้พวกมันสร้างตู้คอนเทนเนอร์และเก็บทรัพยากรซะ”
เนื่องจากห้วงอวกาศบริเวณนี้เป็นแหล่งแร่สำคัญหลายชนิดการเก็บเกี่ยวจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
เพียงแค่สองวันเขาก็รวบรวมของที่ต้องการได้เสร็จ เหลือแต่ไฮเปอร์สเปซเกทซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังคงคืบหน้าไม่มากนัก
ต่อจากนั้นเฟรีสก็ขับยานลงมายังดาวอีโนโนก้าและปล่อยหุ่นยนต์กับวัตถุดิบบางส่วนไว้เพื่อสร้างแพลเนทเกท A ซึ่งมันต่างจากไฮเปอร์สเปซเกทบนอวกาศ แพลเนทเกทเป็นประตูสำหรับอพยพประชากร
ส่วนไฮเปอร์สเปซเกทมีไว้สำหรับกองยานอวกาศที่จะต้องมาเก็บทรัพยากรเรื่อยๆ ถ้าสร้างเสร็จก็สามารถมาถึงจุดหมายได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องกระโดดถี่ๆ จากจุดนั้นไปจุดนี้แบบเมื่อตอนขามา
ถึงจะต่างกัน แต่ทั้งสองเหมือนกันอย่างหนึ่งคือต้องใช้เส้นทางเดียวกันผ่านเครื่องขยายสัญญาณวาร์ปเวย์
“เอาล่ะ ไปหมู่บ้านพวกตัวกลม” เฟรีสสั่งยานกระเบนที่เพิ่งทิ้งตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนไว้เสร็จ
หลังจากถึงหมู่บ้านเขาก็จับเจ้าเพื่อนตัวเขียวมาวัดขนาดเพื่อทำสูทให้ ไม่เช่นนั้นมีหวังเสียสติตอนเข้าสู่ไฮเปอร์สเปซแน่ๆ
ที่สำคัญคือพวกดีโนก้าอยู่บนบกได้แค่ 3 วัน ถ้าเกินกว่านั้นร่างกายพวกเขาก็จะค่อยๆ ฟีบไปเหมือนองุ่นแห้งจนเสียชีวิต ดังนั้น ชุดสูทของกูอีก้าจึงต้องใส่น้ำเข้าไปด้วย
สุดท้ายก็เสียเวลาเพิ่มไปอีก 1 วัน
พอทุกอย่างพร้อมเฟรีสลงก็สั่งแบลคสติงขึ้นบินด้วยความเร็วสูงสุด เขาจะเสียเวลามากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
สองสามีภรรยาจะมาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ถ้ามาแล้วเกิดไม่เจอขึ้นมา ผู้ที่ซวยคนแรกคือรองครูใหญ่หัวล้าน คนต่อมาก็คือเขาเองนั่นแหละ
ก๊าาาา !!!
เพียงแค่ยานเริ่มบินเหนือน้ำไม่เท่าไรกูอีก้าก็ตกใจจนสลบคาที่ บางทีหมดสติไปซะก็อาจดีสำหรับเผ่าพันธุ์ที่แทบไม่เคยขึ้นบกเลยก็ได้
ตลอดทางขากลับ เฟรีสได้ปล่อยหุ่นเอนกประสงค์กับตู้สัมภาระไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อสร้างตัวกระจายสัญญาณวาร์ปเวย์
เวลาผ่านไปทั้งคู่ก็มาถึงดาวสีฟ้าครามเอิร์ทเทร่า วิวด้านล่างทำให้เพื่อนตัวกลมที่เพิ่งฟื้นตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
“อาคารแปลกๆ นั่นอะไรนะ” กูอีก้าที่สลบมาตลอดทางเอ่ยถาม สิ่งปลูกสร้างบนดาวของพวกดีโนก้าล้วนแต่มีลักษณะกลมมน พอมาเจออาคารรูปทรงหลากหลายของมนุษย์จึงรู้สึกว่าน่าเกลียดพิลึก
“เมืองของพวกเราก็แบบนี้แหละ” เฟรีสเอ่ยตอบ หลังจากนั้นก็มีคำถามตามมามากมายไม่รู้จบเล่นเอาเขาเหนื่อยไม่น้อย
"มุ่งหน้าไปมหาสมุทรนอติลุสดำลงไปที่หลุมดีปบลู (deep blue)"
นอติลุสเป็นมหาสมุทรที่ได้ชื่อว่ามีหุบเหวใต้ทะเลเยอะที่สุดบนเอิร์ทเทร่า และหนึ่งในนั้นก็มีหลุมดีปบลูซึ่งลึกที่สุดในบรรดาของทั้งหมด
ไม่กี่นาทีต่อมาแบล็คสติงก็จอดนิ่งอยู่ ณ จุดลึกที่สุดบนดาวดวงนี้เรียบร้อย
“เป็นไงบ้าง” เฟรีสถามเพื่อนตัวกลม ตอนนี้ทั้งคู่ออกมาว่ายน้ำสำรวจนอกยาน
“พออยู่ได้แต่….หนาว....น้ำก็เหม็นนิดๆ แต่ยังไงก็ดีกว่าตาย” น้ำทะเลของเอิร์ทเทร่านั้นไม่ได้สะอาดสักเท่าไร เพราะบางส่วนปนเปื้อนด้วยมลพิษจากการทำอุตสาหกรรมของมนุษย์
“อืม...น้ำสามารถกรองได้ ส่วนเรื่องความเย็นยุ่งยากเล็กน้อย แต่นายไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ฉันแก้ไขได้"
"ปัญหาใหญ่คือเรื่องอาหาร นายทานอย่างอื่นนอกจากต้นกีก้า(เรดไชน์)ได้ไหม ฉันกลัวว่าถ้าเสบียงหมดพวกผู้อพยพจะลำบาก”
นี่คือจุดที่เฟรีสกังวลมากที่สุด ต่อให้ชาวดีโนก้าขนเมล็ดต้นเรดไชน์มาด้วยเยอะก็ตาม แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่มันจะออกผลได้
“อ๋อ นั่นเรื่องเล็ก เราสามารถปลูกมันให้โตได้ภายใน 3 เดือน” กูอีก้าตอบด้วยแววตาภาคภูมิใจ
สำหรับเผ่าพันธุ์ดีโนก้า พวกเขาวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับต้นเรดไชน์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว คล้ายๆ ผึ้งกับดอกไม้ที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน
ต้นเรดไชน์เป็นแหล่งอาหารของดีโนก้าฉันใด อึของพวกตัวกลมก็ถือเป็นปุ๋ยชั้นเลิศฉันนั้น !
“!?!”
เฟรีสที่ได้ยินว่าเจ้าพวกนี้เร่งต้นไม้ที่ต้องใช้เวลาโตเป็นสิบๆ ปี จนเหลือแค่สามเดือนได้ก็ถึงกับอ้าปากค้าง พอตั้งสติได้ก็รู้สึกดีใจแบบสุดๆ
เขาโชคดีจริงๆ ที่คิดช่วยเผ่าพันธุ์นี้ไว้
“แบล็คสติง ปล่อยหุ่นอเนกประสงค์และทิ้งตู้สัมภาระไว้ที่นี่ พวกเราเอากลับแค่ 1 ตู้ก็พอ”
อีกหน่อยที่นี่คงกลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญมากๆ ของกาแลกซี่ แน่นอนว่ามันก็ต้องใช้กำลังคนมหาศาลในการพัฒนา เฟรีสเลยเกิดความคิดว่าควรจะสร้างเมืองใต้มหาสมุทรขึ้นมา
นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียว อีกเหตุผลหนึ่งคือเขาต้องการสร้างเมืองต้นแบบให้ชาวเอิร์ทเทร่าได้เห็น
มนุษย์เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าถ้าไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่ก้าวหน้า
ถ้ามีประเทศใดพัฒนามากกว่า ประเทศที่ด้อยกว่าก็จะเกิดความคิดว่า ทำไมบ้านของเราแย่กว่าเขา?
สุดท้ายคำถามเหล่านั้น บางครั้งก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตที่ดีกว่าก็ได้
“สร้างแพลเนทเกท B ตรงนี้แหละ ทำให้เสร็จโดยเร็วที่สุด จากนั้นให้เริ่มโครงการณ์โคโลนี่ (อาณานิคม)ใต้สมุทรต่อทันที”
สำหรับแพลเนทเกทจะต่างกับเครื่องวาร์ปข้ามกาแลกซี่ที่เฟรีสทดลองในตอนแรก(ตอนที่เกิดอุบัติเหตุ) ซึ่งเจ้าเครื่องนั้นถ้าวิจัยสำเร็จก็จะไม่ต้องอาศัยจุดกระจายสัญญาณวาร์ปเวย์ให้ยุ่งยากอีกต่อไป มันสามารถไปยังปลายทางได้ทันที
“กูอีก้า คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะสร้างเสร็จ เดี๋ยวฉันพานายไปที่พักก่อนดีกว่า” เฟรีสพูดกับเพื่อนตัวกลมพร้อมกับพาเขามุ่งหน้าสู่สถาบันศึกษานิวอีร่า
--------------------------
25 วันต่อมา
ตอนนี้เมืองใต้สมุทรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว
ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนเฟรีสต้องหัวหมุนแทบทุกวัน เขาต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างโรงเรียนกับจุดดีปบลู จนตอนนี้ใต้ตาเริ่มมีรอยคล้ำนิดๆ บ้างแล้ว
ในวันหนึ่งขณะที่กำลังช่วยพวกหุ่นสร้างแพลเนทเกทจู่ๆ ก็มีสายเรียกเข้า
“เจ้านาย แย่แล้ว! พวกตำรวจสมุนของไอ้เนโรมาขอพบ ดูท่าไม่ได้มาดีด้วย ผมคงห้ามพวกมันไม่ได้นาน” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน เป็นแอนโทนี่ติดต่อมา
"ไอ้บ้าเอ๊ย ! ตอนไหนไม่มาดันมาดันมาตอนนี้" เฟรีสสบถ ตอนนี้การสร้างกำลังอยู่ในช่วงสำคัญมากพอดี
"ถ่วงเวลาไว้ 30 นาที อย่าให้พวกมันเข้ามาเด็ดขาด ผมจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด" เฟรีสตอบกลับด้วยเสียงเคร่งเครียด