หยุนซีหลับสนิทโดยไม่ฝันเลยทั้งคืน
เช้านี้ตื่นมาก็ยังรู้สึกี้เี หาวอยู่หลายรอบและต้องพยายามขุดตัวเองออกจากผ้าห่มอยู่หลายครั้ง หยุนซีลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตาแล้วบิดี้เี
“ฮ้าวววว” หาวอีกรอบ
‘ยังง่วงอยู่เลย’
ในที่สุดหยุนซีก็หลุดจากเตียงดูดิญญาออกมาได้ พับผ้าห่ม ลงจากเตียงแล้วเดินออกจากห้อง
และก็เป็เช่นเคย ทุกคนออกไปทำงานข้างนอกกันหมดแล้ว
หยุนซีล้างหน้า แปรงฟัน ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จ ก็เดินดูรอบบ้าน ไปดูต้นมันที่แปลงผักซึ่งโตเร็วมาก ตอนนี้สูงเหนือพื้นดินเป็คืบแล้ว
ตอนแรกทุกคนคิดว่าเด็กน้อยแค่ขุดดินเล่นเพราะอยากปลูกผักเลียนแบบ แต่กลายเป็ว่าสิ่งที่ใส่ลงดินไปนั้นคือหัวมันที่มีต้นอ่อนงอกออกมา ถูกหั่นแยกเป็ชิ้นเอาไปปลูก แถมยังเจริญเติบโตได้ดีกว่าที่ขึ้นในป่าตามธรรมชาติอีกด้วย ทำให้คนในครอบครัวดีใจมาก
เพราะถ้าสามารถเพาะเพื่อขยายพันธุ์แล้วเอาไปปลูก หากการขยายพันธุ์แล้วปลูกเป็ไปด้วยดี ก็หมายถึงผลผลิตจำนวนมาก มีอาหารเพิ่มขึ้น ไม่ต้องกังวลเื่ปากท้องอีกตลอดทั้งปี
“กุ๊ก ๆ จิ๊บ ๆ” คือเสียงของไก่ที่ซื้อมาเมื่อวาน
หยุนซีเดินตามเสียงไปก็พบกับกรงไก่ที่ทำแบบลวก ๆ โดยใช้ตะกร้าใบใหญ่ครอบไก่ไว้ ไม่ไกลจากแปลงผักมากนัก บนฟื้นในกรงมีเศษข้าวโพดสีเหลืองที่โรยไว้ให้กิน
ที่อยู่ในกรงเป็ลูกไก่ที่มีขนสีเหลืองตัวเล็ก 4 ตัว ไก่ตัวอ้วนที่มีขนสีน้ำตาลแซมดำมีหางกระดกขึ้น 2 ตัว น่าจะเป็แม่ไก่แต่ตัวไม่ใหญ่มาก หัวไก่ใหญ่กว่ากำปั้นของเด็ก 6 ขวบนิดเดียว
มีเวลาอีก 5-6 วัน ก่อนจะถึงวันเปิดตลาดกลางครั้งต่อไป ครอบครัวหลี่เลยไม่รีบร้อนจับปลาจับกุ้งมาขังไว้ สำหรับครอบครัวชาวนาแล้วงานที่สำคัญที่สุดคือการไถหว่านเพื่อเพาะปลูก
หลังจากเดินวนรอบบ้านไปหลายรอบ หยุนซีก็รู้สึกเบื่อ ถ้ามีเพื่อนมาเล่นด้วยก็คงจะดี
ท้องฟ้าสดใส แสงตะวันสาดส่อง
หากใครเดินผ่านมาเห็นคงแปลกใจ ที่เด็กน้อยนั่งนิ่ง ๆ ใต้ต้นทับทิมมองเหม่อดูเขาเขียวที่อยู่ไกลสุดลูกหูลูกตา ราวกับกำลังเข้าฌาน
ผ่านไปพักใหญ่เด็กหญิงก็หักนิ้วตัวเองเล่นแล้วบ่นพึมพำ
“ปลากับกุ้งขายได้เร็ว ขายครั้งหนึ่งก็ได้เงินอย่างต่ำ 1-2 ตำลึง ถ้าขายเดือนละ 4 ครั้ง อย่างน้อยก็มีรายได้ 4 ตำลึงแน่นอน ถ้าเก็บเงินได้ 10 ตำลึง ก็จะมีเงินพอให้อาเล็กกลับไปเรียนต่อได้”
ถ้าไม่รีบกลับไปเรียนตอนนี้ เห็นทีจะอายุเกินเกณฑ์ จึงรอช้าไม่ได้ ไหนจะพี่ใหญ่กับพี่รองที่อายุถึงเกณฑ์ไปเข้าเรียนได้แล้วอีก
หลังจากเสร็จงานไถหว่าน่เพาะปลูกก่อนฝนฤดูใบไม้ผลิก็จะไม่ค่อยมีงานอะไรให้ทำมากนัก น่าจะชวนพวกผู้ใหญ่ในบ้านขึ้นเขาหาของป่ามาขายหาเงินอีกทาง
“ซีซี หลานทำอะไรอยู่น่ะ?” ย่าเถียนที่กลับบ้านมาก่อน วางตะกร้ากับจอบลงแล้วเดินไปทางต้นทับทิมที่หลานสาวนั่งอยู่
หยุนซีที่กำลังคิดอะไรอยู่เงียบ ๆ ใจนตัวโยน รีบถอนดอกหญ้าแถวนั้นมากำในมือ “ท่านย่า ข้ากำลังนั่งเล่นอยู่เ้าค่ะ”
ย่าเถียนจึงบอกให้หลานสาวนั่งเล่นเองลำพังไปพลาง ๆ ก่อนจะเดินเข้าครัวไป
มันหมูที่ซื้อมาเมื่อวานยังอยู่ในตะกร้าเหมือนเดิม ต้องรีบเจียวเอาน้ำมัน ไม่งั้นจะเน่าเสียก่อน
เห็นผู้เป็ย่าเดินเข้าครัว หยุนซีก็วิ่งเหยาะ ๆ ตามเข้าไป
“ท่านย่า ข้าจะช่วยดูไฟให้เ้าค่ะ”
เด็กที่บ้านยากจนก็เป็เช่นนี้ มีหน้าที่ให้รับผิดชอบั้แ่ยังเยาว์วัย ถ้าโตหน่อยก็ช่วยงานได้หลายอย่าง ส่วนเด็กเล็กนั้นจะติดเล่นเสียมากกว่า ส่วนถ้าคนไหนถูกตามใจมากไปก็จะทำให้นิสัยเสีย ผู้เป็ย่าไม่ได้ห้ามปรามหลานสาวที่จะช่วยแต่อย่างใด เพียงบอกให้ระมัดระวังมาก ๆ เท่านั้น
ย่าเถียนม้วนแขนเสื้อขึ้น เริ่มล้างผักป่าแล้วหั่นเตรียมไว้ ตักข้าวกล้องหนึ่งถ้วยออกมาล้างเพื่อต้มเป็โจ๊ก จับกุ้ง 3-4 ตัวมาแกะเปลือกแล้วหั่นเป็ชิ้นใส่ลงไปต้มในหม้อโจ๊ก จากนั้นก็ใส่ผักและกุ้งป่นปรุงรส เหยาะเกลือนิดหน่อย แค่นี้โจ๊กก็อร่อย หอมกรุ่นจนกลิ่นโชยไปไกลแล้ว
จากนั้นก็อุ่นกับข้าวที่เหลือเมื่อวาน เติมผักในน้ำแกงไก่แล้วต้ม ก่อนจะตักเครื่องในที่ทำไว้ขึ้นมาชิม
หลังจากตุ๋นทิ้งไว้ข้ามคืน สีของเครื่องในเข้มขึ้นเล็กน้อย รสชาติก็เข้มข้นขึ้น มีรสเผ็ดเล็กน้อยแต่มีกลิ่นที่หอมยิ่งกว่าเดิม กินแล้วอร่อยจนแทบกลืนลิ้น
ทำทุกอย่างเสร็จได้ไม่นาน เด็กชายสามคนก็เดินกลับมาถึงบ้าน
หยุนหยางเก็บฟืนวางในห้องเรียบร้อยแล้วก็เดินทำจมูกฟุดฟิดมาทางห้องครัว “ท่านย่า วันนี้ทำอะไรกินหรือขอรับ? หอมมาก”
ย่าเถียนยิ้มแล้วเอ็ดเบา ๆ “เ้านี่นะ เหมือนพ่อไม่มีผิด”
หยุนหยางยิ้มรับ “ก็ข้าเป็ลูกพ่อนี่นา ก็ต้องเหมือนพ่อสิ”
หยุนหลางส่ายหัวเบา ๆ ‘ท่านย่าหมายถึงท่านตะกละเหมือนท่านพ่อต่างหากล่ะ’
ผู้เป็ย่าตักอาหารหลายอย่างแบ่งใส่ถ้วยแล้ววางบนโต๊ะให้หลาน ๆ ได้กิน
หยุนไป่มองอาหารแล้วเอ่ยว่า “ท่านย่า เดี๋ยวข้าเอาอาหารไปส่งให้เอง จะได้ช่วยพวกท่านปู่ทำงานด้วย ท่านเองก็จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา”
“ขอบใจเ้ามากที่อาสา” ย่าเถียนเตรียมอาหารใส่ปิ่นโตไม้ วางในตะกร้าสะพายหลังไว้ให้
………………………………………………………
ปู่หลี่ผู้ซึ่งกำลังขุดดินอยู่ในที่นา วางจอบลงเพื่อเช็ดเหงื่อที่ไหลย้อยเต็มหน้า ก่อนจะมองเห็นหลานชายคนโตที่สะพายตะกร้าอยู่บนหลังเดินมาแต่ไกล
ในแปลงนาไม่ไกลกันนั้น มีชายหญิงหลายคนนั่งพักคลายร้อนอยู่บนคันนา
“หยุนไป่ ทำไมเ้าถึงมาที่นี่?” ปู่หลี่รีบก้าวยาว ๆ ไปช่วยยกตะกร้าออกจากหลังของหลานชาย
“ท่านปู่ ข้ามาส่งอาหาร แล้วก็จะอยู่ช่วยทำงานที่นี่ด้วยขอรับ” หยุนไป่ปาดเหงื่อที่ไหลซึมบนหน้าผาก
แดดจ้าเช่นนี้ ผู้เป็ปู่ไม่อยากให้หลานต้องมาตากแดดหน้าดำทำงาน จึงอดที่ไม่ได้จะออกคำสั่ง “เ้าเด็กนี่ ส่งอาหารแล้วก็กลับไปเถอะ แดดร้อนจะตาย อย่ามาอยู่ที่นี่เลย กลับไปช่วยย่าเ้าที่บ้านเถอะ”
หยุนไป่ไม่ได้ตอบโต้ผู้เป็ปู่แต่หันไปจัดอาหารออกมาวางเตรียมไว้ให้แทน
ถึงไม่ได้ช่วยทำงานงานในนา แต่ช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็ได้
เมื่ออาหารพร้อม ทุกคนก็มานั่งล้อมวงกินด้วยกันบนคันนา
“เครื่องในตุ๋นนี่อร่อยมาก หนึบ ๆ กรุบ ๆ เผ็ดนิด ๆ เคี้ยวเพลินมาก” จิ้งเหอใช้ตะเกียบคีบอาหารที่ติดใจก่อนเป็อันดับแรก
จิ้งชูก็คีบกินไปไม่น้อยเช่นกัน “อร่อยจริง ๆ ข้าเห็นด้วยกับพี่รอง” ทุกคนต่างกินอย่างเอร็ดอร่อย แค่เพียงไม่นานอาหารก็ถูกจัดการจนหมดไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงซักหยด
หลังจากกินอิ่ม ต่างนั่งพักเอาแรงรออาหารย่อย จากนั้นก็ลุกขึ้นไปทำงานกันต่อ ยิ่งไถพรวนพื้นที่ได้มากเท่าไหร่ ย่อมหมายถึงเริ่มเพาะปลูกได้เร็วขึ้นเท่านั้น
ด้านย่าเถียนที่ดูแลหลาน ๆ อยู่ที่บ้าน หลังจากทุกคนกินมื้อเที่ยงแล้วก็เริ่มทำความสะอาดห้องครัว ส่วนเด็ก ๆ ก็เล่นกันอยู่ที่ลานบ้าน โดยเล่นนับเลขอยู่ใต้ต้นทับทิม
“ซีซี พี่จะสอนเ้านับเลข” หยุนหยางเสนอตัว
หยุนซีมองแล้วยิ้ม “เ้าค่ะ”
อาเล็กสอนเธอแล้ว แต่ก็ยังร่วมมือเล่นกับพวกพี่ ๆ เป็อย่างดี พี่ชายทั้งสองคนจะได้มีความสุข
แน่นอนว่าพี่ชายผู้ตื่นเต้นก็เริ่มสอนโดยไม่รอช้า
“เ้าดูนะ ทำมือแบบนี้ แล้วนับ หนึ่ง, สอง, สาม……”
ย่าเถียนเตรียมเจียวมันหมูทำน้ำมันหลังเก็บกวาดครัวเสร็จ พวกเด็ก ๆ ที่เล่นเบื่อแล้วก็วิ่งเข้ามาช่วยทำงานในครัวแทน
มันหมูที่ถูกหั่นเป็ชิ้นขนาดเท่านิ้วโป้งเท่า ๆ กันจนเต็มกะละมังถูกคลุกกับเกลือเล็กน้อย
ไฟในเตาถูกจุดโดยหยุนหยางที่อาสาทำหน้าที่ดูไฟและใส่ฟืน ส่วนหยุนหลางและหยุนซียืนดูอยู่ด้านข้างไม่ใกล้กัน
ตั้งหม้อบนเตาจนร้อน ย่าเถียนใส่น้ำลงไปหนึ่งชาม ขิงขนาดนิ้วโป้งผ่าครึ่ง ตามด้วยมันหมูที่หั่นไว้ลงไป
น้ำช่วยให้มันหมูไม่ไหม้และน้ำมันที่ได้มีสีใส ขิงช่วยเพิ่มความหอมและลดกลิ่นหืน
ต้มจนน้ำเดือดก็สั่งหยุนหยางลดไฟลงเล็กน้อย ย่าเถียนใช้ทัพพีไม้คนมันหมูให้กระจายตัวจะได้สุกทั่วกัน พอเริ่มมีน้ำมันซึมออกมา มันหมูก็ค่อย ๆ หดตัวเล็กลงทีละน้อย เจียวจนมันหมูมีสีเหลืองทอง
น้ำมันหมูที่ถูกเจียวใหม่ ๆ มีกลิ่นหอมมาก เด็กทั้งสามที่อยู่ในครัวต่างลอบกลืนน้ำลาย
‘กลิ่นหอมเหลือเกิน อยากจะตักน้ำมันมากินสักช้อนจริง ๆ’ สุดท้ายก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น
น้ำมันหมูที่เจียวได้มีสีเหลืองใส เกิดจากการเจียวด้วยไฟกลางไม่แรงมากอย่างช้า ๆ
ส่วนกากหมูที่ได้จากการเจียวก็กรอบมาก มันหมูที่ถูกเจียวจนน้ำมันออกเกือบหมด มีรสัักรอบนอกนุ่มใน
ย่าเถียนมองหน้าหลานแล้วตัดสินใจตักกากหมูสีเหลืองทองที่ยังไม่กรอบจนแข็งออกมาจากหม้อ ทิ้งให้หายร้อนและสะเด็ดน้ำมัน หยิบใส่ชามยื่นให้เด็ก ๆ เป็ของกินเล่น
ก่อนจะยกหม้อน้ำมันออกจากเตา ทิ้งให้เย็นสนิทแล้วเทใส่ไหปิดฝาเก็บไว้ใช้
หยุนซีหยิบกากหมูที่เย็นแล้วไปป้อนถึงปากผู้เป็ย่า “ข้าป้อนเ้าค่ะท่านย่า กินด้วยกัน”
“ใช่ขอรับ นี่ กินที่ข้าป้อนด้วย” พี่ชายทั้งสองเรียนรู้จากผู้เป็น้องสาว ต่างพากันประจบเอาใจหญิงชรา
ย่าเถียนที่อ้าปากรับของที่หลาน ๆ ป้อน ยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยชมทุกคนด้วยความรักใคร่
หลังได้รับคำชมจนพอใจ เด็กทั้งสามคนก็ถือชามกากหมูที่เหลือออกไปนั่งกินใต้ต้นทับทิม
“กากหมูอร่อยมาก ข้าเพิ่งเคยกินเป็ครั้งแรก” หยุนหลางที่กินจนปากมันเอ่ยขึ้นก่อนเป็คนแรก
“ข้าก็เพิ่งเคยกินเป็ครั้งแรกเช่นกัน” หยุนหยางพูด มือก็หยิบกากหมูใส่ปากเคี้ยวไม่หยุด
“อร่อยมากเลย” หยุนซีหยิบใส่ปากเคี้ยวแล้วก็โยกตัวไปอย่างมีความสุข