บทที่ 45 : ทางที่ทอดไปไกล
เช้าวันใหม่หลังการสู้กับไคมาร่าเงา หมู่บ้านเอลวานยังคงซ่อมสะพานและบ้านต้นไม้ที่เสียหายจากแรงสั่นสะเทือน เด็ก ๆ วิ่งไปมาเก็บกิ่งไม้ ชายหนุ่มแบกเถาวัลย์ขึงตึง ผู้หญิงเอลฟ์ร้องเพลงเบา ๆ เพื่อกลบความเงียบที่ยังหลงเหลือจากสงครามเมื่อคืน
ไครอสยืนอยู่กลางลาน เขาสูงกว่าตอนแรกที่มาที่นี่มาก ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล แต่ดวงตาสีเงินกลับเปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม ทุกสายตาที่เคยมองเขาด้วยความหวาดระแวง บัดนี้เปลี่ยนเป็นความเคารพ แม้จะยังไม่สนิทใจทั้งหมด แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่า “เด็กมนุษย์ไร้เงา” ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ปกป้องพวกเขาแล้ว
เอลด์ริออน ผู้นำเผ่า ก้าวเข้ามาพร้อมคทาไม้ศักดิ์สิทธิ์ เสียงของเขาหนักแน่นเหมือนสายฟ้าก้องในป่า
“ไครอส บุตรแห่งเงา เจ้าพิสูจน์แล้วว่าเจ้ามีหัวใจที่แท้จริง ถึงเวลาที่เจ้าต้องออกจากเงาไม้ ไปสู่เส้นทางของตนเอง”
ไครอสก้าวขึ้นคุกเข่าต่อหน้า เสียงหัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด “ข้าจะเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเจอสิ่งใดก็ตาม”
เอลด์ริออนเอื้อมมือแตะศีรษะเขา แสงเงินจากคทาแผ่ครอบร่าง “เจ้าจะไม่เดินเพียงลำพังอีกต่อไป ลิซาเอล…สหายเลือดของเจ้า จะไปกับเจ้า”
ลิซาเอลก้าวออกมาข้าง ๆ เธอถือคันธนูเงินที่ได้รับการขัดใหม่จนแวววาว ใบหน้าเรียบสงบแต่ดวงตามรกตเต็มไปด้วยประกายมุ่งมั่น “เราสัญญาแล้วว่าจะสู้เคียงข้างกัน และข้าจะรักษาสัญญา”
อัครอสหัวเราะเบา ๆ เอามือแตะไม้เท้า “แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยเด็กดวงตาเงินไปเพียงสองคนรึ ข้ายังมีเรื่องต้องสอนเจ้าอีกมาก เจ้าหนู”
เสียงหัวเราะเบาบางดังรอบลาน ความตึงเครียดที่เคยปกคลุมหมู่บ้านค่อย ๆ คลายออก กลายเป็นบรรยากาศอบอุ่นที่ทุกคนร่วมส่งพวกเขาออกเดินทาง
ก่อนออกจากหมู่บ้าน เอลฟ์เด็กหญิงที่เคยให้ผลไม้กับไครอสยื่นถุงผ้าเล็ก ๆ ให้ “นี่คือขนมปังแห้งและผลไม้ ข้าทำเอง…เจ้าต้องกินเวลาหิว”
ไครอสยิ้มทั้งน้ำตา “ขอบคุณ เจ้าทำให้ข้าไม่ลืมว่าข้าเคยเป็นใคร”
ทั้งสามจึงก้าวออกจากหมู่บ้านเอลวาน ท่ามกลางเสียงเพลงสั้น ๆ ที่ชาวเอลฟ์ร้องส่งเป็นพรแห่งการเดินทาง—เสียงที่ดังไปกับสายลม คล้ายจะติดตามพวกเขาไปตลอดทาง