ตอนที่30 : แผ่นดินหานเบ่งบาน
ยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วง ปีที่ 12 แห่งรัชกาลหานเต๋อหรง
ฟ้าสีทองอร่ามเหนือท้องทุ่งกว้างสุดสายตา
ต้นข้าวสุกเอนตามแรงลม ราวคลื่นทองเคลื่อนไหว
ผู้คนในเมืองหลวงและหมู่บ้านรอบนอกต่างเฉลิมฉลอง“ปีแห่งอุดมสมบูรณ์”
มีสุราลมเหนือจากหานเหอฟาง ข้าวใหม่จากพันธุ์ของรัชทายาท
และเสื้อเกราะเหล็กหานเฟิงที่ส่งกลิ่นเหล็กใหม่หอมจาง ๆ
เสียงแม่ค้าะโเรียกลูกค้าในตลาด
เสียงเด็กหัวเราะ
เสียงตีเหล็กในโรงตีเหล็กหลวงดังก้องไปทั่ว
แผ่นดินหาน...เต็มไปด้วยเสียงแห่งชีวิต
หานอวี้จินเดินทางตรวจราชการทั่วแคว้น
โดยมีไป๋อวี้จิง, กู่หลิงเซวียนและจางเหวินซือร่วมขบวน
ทุกหนแห่งที่เขาไป —มีคลองส่งน้ำไหลผ่าน, กังหันวิดน้ำหมุนช้าๆ, ทุ่งเขียวสด,
และโรงตีเหล็กหลวงที่กำลังผลิตเกราะรุ่นใหม่
เมื่อถึงเมืองชายแดนด้านใต้เขาเห็นทหารฝึกในลานกว้าง
แม่ทัพจางอี้เข้ามาคำนับ
“องค์รัชทายาททหารหานในตอนนี้มีกำลังใจเต็มเปี่ยม
พวกเขาเรียกเหล็กหานเฟิงว่า ‘ดาบแห่งประชา’”
หานอวี้จินพยักหน้า
“ดี... ให้พวกเขาจำไว้ว่าดาบนั้นไม่ได้สร้างเพื่อฆ่า
แต่เพื่อยืนหยัดปกป้องบ้านเกิดของตน”
เขาเดินตรวจแถวพลางถามทหารหนุ่มคนหนึ่ง
“เ้าฝึกถือดาบวันละกี่รอบ?”
“สิบรอบพ่ะย่ะค่ะ!”
“งั้นเพิ่มเป็ยี่สิบ... แต่ทุกครั้งที่ฟันให้คิดถึงรอยยิ้มของคนที่เ้าปกป้อง”
กู่หลิงเซวียนรายงานผลการผลิต
“ขณะนี้โรงหลอมทั้งห้าแห่งผลิตเกราะได้เดือนละพันชุด
ข้าเริ่มทดลองใช้วิธีหล่อเหล็กด้วยแม่พิมพ์ดินเหนียว
ทำให้ได้รูปทรงเร็วกว่าเดิมสามเท่า”
หานอวี้จินมองแผนงานด้วยสายตาชื่นชม
“เ้ากำลังจะเปลี่ยนโลกของช่างโดยไม่รู้ตัว”
ไป๋อวี้จิงเสริม
“การค้าเหล็กภายในแคว้นก็เติบโต
เราส่งออกไปยังแคว้นเล็กทางตะวันออกด้วย
ตอนนี้เงินคลังหลวงเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจากปีที่แล้ว”
“ดี...แต่จำไว้ว่าความมั่งคั่งคือดาบสองคม
อย่าให้เหล็กที่เราขาย กลายเป็ดาบที่ย้อนมาฟันเรา”
ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
สำนักปัญญาขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็เมืองย่อยในตัว
มีนักเรียนกว่าหมื่นคน ทั้งบุตรขุนนาง พ่อค้า และสามัญชน
ภายในมีห้องเรียนหลายแขนง —
ห้องพฤกษศาสตร์, ห้องกลไก, ห้องประวัติศาสตร์, และห้องปรัชญาแห่งการปกครอง
อวิ๋นเซิงซึ่งเป็เสนาบดีาุโและผู้อบรมหลัก
กำลังสอนอยู่หน้าแท่นหิน เขาพูดเสียงหนักแน่น
“ปัญญาที่แท้มิใช่รู้ทุกสิ่ง แต่รู้ว่าเมื่อใดควรหยุด
หากเ้าคิดเพียงจะชนะ เ้าจะสูญเสียความเป็คน”
ไป๋อวี้จิงที่ยืนดูอยู่ข้างหลังยิ้มอ่อน
“ข้าชอบที่สำนักนี้ไม่ได้สอนให้คนฉลาด
แต่สอนให้คนมีหัวใจ”
ค่ำวันหนึ่ง รัชทายาทจัด “งานแสงโคมแห่งความอุดม”
ผู้คนทั่วเมืองหลวงออกมาจุดโคมไฟนับหมื่นดวงลอยขึ้นฟ้า
แต่ละโคมเขียนคำขอบคุณและคำอธิษฐานของประชา
“ขอให้แผ่นดินนี้ไม่รู้จักความหิวอีกต่อไป”
“ขอให้ท่านองค์รัชทายาทมีอายุยืนนาน”
“ขอให้ลูกข้าได้เรียนหนังสือที่สำนักปัญญา”
หานอวี้จินยืนอยู่บนหอสูงมองโคมนับหมื่นลอยขึ้น
ไป๋อวี้จิงเดินมาข้าง ๆ ถือสุราไว้หนึ่งจอก
“เ้ารู้ไหมตอนข้าพบเ้าครั้งแรก เ้าดูเหมือนชายที่อยากเปลี่ยนโลก
แต่ตอนนี้... เ้ากลายเป็โลกที่เปลี่ยนคนอื่นแทน”
เขาหันมายิ้มบาง
“ข้ายังไม่เปลี่ยนโลกหรอก...
แต่ถ้าโลกนี้เริ่มเชื่อในปัญญาแทนดาบ นั่นก็พอแล้ว”
แต่ในอีกฟากหนึ่งของแผ่นดิน
กลางค่ำคืนในตำหนักของพระสนมหลิน
องค์ชายรอง หานอวี้หลง กำลังนั่งอยู่หน้าพระแท่นบูชา
บนโต๊ะมีจดหมายจากแคว้นฉีและตราประทับจากแคว้นเว่ย
“แคว้นหานกำลังอ่อนโยนเกินไป...
ถ้าเ้าอยากได้บัลลังก์คืน เราจะช่วย”
หานอวี้หลงกำหมัดแน่นจนเืซึม
“เ้าได้สร้างแผ่นดินของเ้าแล้วพี่ใหญ่...
งั้นข้าก็จะสร้างของข้า — แม้ต้องเริ่มจากเถ้าถ่านก็ตาม”
รุ่งเช้าวันต่อมา
หานอวี้จินยืนบนเนินเขาสูง มองเห็นแผ่นดินหานที่เขียวขจีสุดสายตา
คลองส่งน้ำไหลผ่านหมู่บ้าน โรงตีเหล็กควันลอยขึ้นบางเบา
เสียงเด็กหัวเราะปะปนกับเสียงนกยามเช้า
เขาหลับตา สูดลมหายใจยาว
“นี่คือแผ่นดินที่ข้าอยากเห็น...”
ระบบ M.A.S.ดังขึ้นในหัว
【ภารกิจลำดับแรกสำเร็จ: ความมั่นคงของแผ่นดิน】
【คะแนนศรัทธาประชาเพิ่มขึ้น : 96%】
【ปลดล็อกภารกิจใหม่ : การเผชิญศึกต่างแคว้น】
เขาเปิดตาขึ้นแววตาเปลี่ยนเป็เข้มแข็ง
“ดิน น้ำ เหล็กและคน... เรามีครบแล้ว
ต่อไปก็ถึงเวลาปกป้องมันด้วยปัญญาในาจริง”
ไป๋อวี้จิงเดินมาข้าง ๆ
“เ้ากำลังจะเผชิญศึกแรกของเจ็ดแคว้นสินะ?”
เขายิ้มบาง
“ใช่... และครั้งนี้ ข้าจะชนะด้วยสมอง ไม่ใช่เื”