24 1-2
ตอนที่33 ระเบิดพลัง (1)
เซียถงร่างทรุดหมอบอยู่กับพื้นกัดฟันดังกรอดฝืนตัวเองกลิ้งหนีหลบเลี่ยง ขณะเดียวกันความเจ็บปวดในช่องท้องยิ่งเพิ่มทวีทบทั้งยังแสดงอาการปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้กระบวนการเคลื่อนไหวและปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงไปตามบาดแผลบนร่างกายฉกรรจ์หนักเพิ่มจำนวนจนทั่วร่างกายเสื้อผ้าแพรพรรณสีขาวที่สวมใส่มาในวันนี้ แปรสภาพกลายเป็นผ้าขี้ริ้วขาดรุ่ยชุ่มชโลมเลือดสีแดงสด
“เซียถงเจ้าริอ่านลงมือลงไม้กับองค์รัชทยาทผู้นี้เชียวรึ? หลังจากขบการประลองข้าจะนำตัวเจ้าไปกักขังในคุกใต้ดินของวังหลวง เพื่อรอรับโทษต่อไป!”
ไป๋หลี่เย่สาดประกายสายตาความไม่พอใจใส่ที่ผ่านมา ตนมักจะถูกเซียถงปฏิบัติดั่งธาตุอากาศเพิกเฉยไม่เห็นหัวกันใส่นับหลายครั้งส่งผลให้ความเกลียดชังภายในใจของเขาที่มีต่อนางเพิ่มพูนเป็นชั้นหนาคมกระบี่ยาวในมือเชิดชูขึ้นสูงตระหง่านฟ้า ในกระบวนถัดไปไป๋หลี่เย่เล็งเป้าไปที่หน้าอกของเซียถง หวังเสียบทะลุสักแผลน่าจะสร้างความทรมานให้ไม่น้อย
เซียถงตั้งมั่นมุ่งสมาธิทั้งหมดที่เหลืออยู่ไปยังคมกระบี่เบื้องหน้าที่กำลังแทงเข้าใส่
เห็นสาวน้อยนอนหมดสภาพคาพื้นสนามเช่นนี้แล้วไป๋หลี่เย่รู้สึกอารมณ์ดี เบิกบานแจ่มใสยิ่งกว่าวันใด
ในที่สุดวันนี้เขาก็กำจัดนังอัปลักษณ์ที่เปรอะเปื้อนอยู่บนดวงตาออกไปได้เสียที!
มองดูไป๋หลี่เย่ชักนำพลังขอบเขตเสาหลักฟ้าครึ่งขั้นกรอกเทใส่ปลายคมกระบี่ยาวในมือกำลังดิ่งสะท้านใส่กลางอกของเซียถงเหล่าฝูงชนโดยรอบอัฒจันทืร์ทั้งหลาย ต่างร้องอุทานตกใจ คิดกันไปว่าองค์รัชทายาทมีเจตนาจะสังหารเซียถงจริงๆ
“คุณหนู!!”
อิ๋งเอ๋อร์ที่เฝ้าดูอยู่ข้างสนามกรีดร้องเสียงหลงก่อนจะเป็นลมล้มไป เซี่ยหลู่เฟิงรีบกระโดดขึ้นลานประลอง ทะยานเข้าไปหวังจะรับคมกระบี่ยาวนี้แทนเซียถง
ม่านตาดำบีบแคบหดเล็กเท่ารูเข็มร่างเพรียวบางจู่ๆ ก็ลุกขึ้นพรวดท่ามกลางเสียงร้องอุทานของเหล่าฝูงชนโยนส่งมีดสั้นจากมือขวาไปยังซ้าย คมแสงเย็นทอประกายยะเยือกวูบวาบพร้อมคว้าเสียบเสียงดัง ‘ซวบ’ แทงทะลุไหล่ขวาของไป๋หลี่เย่โดยตรง
ชั่วอึดใจเดียวกันเซี่ยหลู่เฟิงรีบยื่นมือไปคว้าคมกระบี่ยาวของไป๋หลี่เย่ หยุดเอาไว้ได้ทันท่วงที
“ไป๋หลี่เย่ถึงข้าจะโดนวางยาพิษ แต่ข้าก็ยังเอาชีวิตเจ้าไปได้!”
สีหน้าของเซียถงในยามนี้ซีดเผือดเป็นการหนักแต่สองเท้ายังคงยืนหยัดต่อหน้าไป๋หลี่เย่เอาไว้ได้ทั่วทั้งใบหน้าอาบสีแดงจากเลือดของตนที่โดนอีกฝ่ายฟาดฟันสาดกระเซ็นลึกลงไปในดวงตาอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตสุดพรรณนา
ไป๋หลี่เย่มองไปยังหญิงสาวใบหน้าเปื้อนเลือดที่อยู่ตรงหน้าดวงตาเบิกกว้าง มีแต่ความตกตะลึงอัดแน่นอยู่ภายในนั้น
นี่มันเป็นไปได้ยังไง? ไม่ใช่ว่าเซี่ยเสวี่ยเหลียนลอบวางยาพิษลงในอาหารเช้าของนางแล้วหรอกรึ?แล้วไยนางยังลุกขึ้นกระโดดโล้นเต้นได้เช่นนี้ล่ะ?
ไอหนาวอันแสนเย็นเยียบลามขึ้นสู่คู่ขาแพร่กระจายยันคู่แขน จับไปถึงขั้วกระดูกทั่วร่างกายเสียวสันหลังวูบ ขนลุกขึ้นซู่วจนเนื้อตัวสั่นเทาไม่หยุด แน่นอนนี่ยังไม่รวมถึงกระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผ่านบนไหล่ขวาของเขาอีก
“ถงถง”
เซี่ยหลู่เฟิงรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่งกับสีหน้าของเซียถงในขณะนี้ ขานเรียกชื่อนางออกไปคำหนึ่งดูมาท่าทางไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก
หากแต่สุ้มเสียงเรียกนี้ดังไม่ถึงหูของเซียถงนางยังกระชับจับมีดสั้นไว้แน่นหนา และพยายามออกแรงแทงให้ลึกลงอีกแต่เคลื่อนเสียบเข้าลึกได้อีกแค่ครึ่งนิ้วเท่านั้นอาการเจ็บปวดบริเวณช่องท้องก็ยิ่งกำเริบรุนแรงหนักข้อกวาดล้างสติสัมปชัญญะของนางเจียนภาพตัดดับวูบลง ร่างกายอ่อนระทวยคลายมีดสั้นในมือลง ทรุดตัวล้มลงกับพื้นทั้งเช่นนั้น
“ถงถง!”
เซียหลู่เฟิงรีบปล่อยมือจากคมกระบี่ยาวโดยเร็ววิ่งเข้าไปประคองร่างของเซียถงมิให้ล่วงกระแทกพื้นได้ทันท่วงที
“นายท่าน! นายท่าน!ท่านถูกวางยาพิษได้อย่างไร?”
ภายในห้วงความคิดกลุ่มแสงสีม่วงดวงหนึ่ง ก็ค่อยๆ ส่องสว่างขึ้นสุ้มเสียงดังฟังชัดของเสี่ยวฮั่วเอ่ยออกมา
เนื่องจากแรงกัดฟันฝืนเฮือกสุดท้ายเซียถงได้นำใช้พลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ออกมาส่งผลให้ไปกระตุ้นอาการเจ็บปวดบริเวณช่องท้องจนปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นยามนี้นางพูดไม่ไหวแล้ว ได้แค่ส่งความคิดอันเลือนลานถามเสี่ยวฮั่วไปว่า
“เจ้าช่วยข้าขับพิษออกไปได้หรือไม่?”
นางยังจะมาแพ้ตรงนี้ไม่ได้มิฉะนั้นเห็ดหลินจือมรกตจะต้องหลุดลอยเป็นแน่ และสภาพร่างกายของท่านแม่คงจะ...
“ได้แน่นอน นายท่าน!”
สิ้นเสียงกล่าวจบ กลุ่มแสงสีม่วงดวงนั้นก็ย่อขนาดเล็กเท่าเม็ดฝุ่นและแหวกว่ายเจ้าไปในจุดตันเถียนของนางโดยตรงเข้าไปนำเอาเมือกสีดำคราบเล็กคราบน้อยที่เกาะติดออกมาจนหมดหลังจากเจ้าตัวต้นต่อปัญหาถูกกำจัดออกไปสมบูรณ์แล้ว
ทันใดนั้นเซียถงก็ฟื้นตัวกลับเป็นปกติภายในพริบตาเดียวกระแสลมปราณอันทรงอานุภาพเริ่มไหลบ่าทะลักล้นเข้าหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายของนางอีกครั้ง เสมือนคลื่นน้ำป่าหลาก
ไป๋หลี่เย่กดสายตามองต่ำไปทางเซียถงที่นอนแน่นิ่งในอ้อมแขนของเซี่ยหลู่เฟิงยืนชี้ปลรายกระบี่ยาวใส่หน้าอีกฝ่าย กล่าวขึ้นด้วยความโมโหขึ้นว่า
“เจ้าไม่เห็นหรืออย่างไรว่านังเดรัจฉานนี่ต้องการจะเอาชีวิตองค์รัชทยาทผู้นี้! เช่นนั้นนางสมควรตายแล้ว!”
“หากมิใช่เพราะองค์รัชทายาทที่มีเจตนาเอาชีวิตของถงถงก่อนมีหรือที่นางจะคิดทำเรื่องเช่นนั้น?”
“เพราะนางเจตนาทำร้ายองค์รัชทยาทก่อนต่างหาก!ฐานที่บังอาจทำให้เชื้อพระวงศ์ได้รับบาดแผล คือบทลงโทษสถานหนัก!”
ใบหน้าของไป๋หลี่เย่บิดเบี้ยวน่าเกลียดกล่าวอ้าง แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ออกไป
“ไหนว่าตั้งแต่ที่ท่านเหยียบย่างขึ้นสู่สนามประลองก็ได้ถอดยศถาบรรดาศักดิ์ออกไปโดยสิ้นแล้ว และจะไม่ถือโทษเอาความย้อนหลัง? นี่กลับเป็นคำกล่าวของท่านเองจำมิได้รึ?”
เซี่ยหลู่เฟิงสวนคำถามใส่น้ำเสียงก่นเย็นเคียดแค้นมากมาย
ไป๋หลี่เย่ถึงกับชะงักหยุดพูดไม่ออกในทันใด ใบหน้าเริ่มส่อแววอายเก้อ
ทั้งนี้ยังมีฝูงชนบางกลุ่มก้อนเริ่มไม่พอใจกับการกระทำอันโหดร้ายถึงขั้นเอาชีวิตเซียถงขององค์รัชทายาทบ้างแล้ว
ไป๋หลี่เย่เหม่อมองเซียถงที่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเซียหลู่เฟิงอยู่สักครู่หนึ่งชี้ปลายกระบี่ยาวใส่หน้านาง กล่าวน้ำเสียงกระแทกกระทั้นหงุดหงิดขึ้นว่า
“เช่นนั้นแล้วหากนางยังไม่ลุกขึ้นอีก การประลองรอบนี้ข้าจะเป็นฝ่ายชนะทันที!”
ทันทีที่สิ้นเสียงกล่าวจบทุกคนรวมไปถึงฝูงชนทั้งหมดโดยรอบต่างเห็นธารแสงสีเขียวสว่างสดใสเปล่งประกายจรัสขึ้นจากอ้อมแขนของเซี่ยหลู่เฟิงโดยพร้อมเพรียงทันใดนั้นเอง แสงสีเขียวดังกล่าวก็ยิ่งเพิ่มทวีระดับความเข้มสูงขึ้นเรื่อยๆไล่จนไปถึงสีเขียวข้นคลั่กสุดขีด ก่อนจะกลายมาเป็นสีครามฟ้าใสบริสุทธิ์ไร้สิ่งมัวมอง
ร่างเงาซึ่งปกคลุมธารแสงสีครามฟ้าสายหนึ่งพุ่งปราดไปทางไป๋หลี่เย่ด้วยความเร็วประดุจสายอัสนีผ่าสะบั้น!
เสมือนบุปผาพราวแสงจรัสครามฟ้าดั่งนภาสดใส ไสววูบโฉบเฉี่ยว เกิดเป็นเงาซ้อนสายยาวทิ้งทวนประกายระยิบระยับ
ภาพฉากนี้...ช่างงดงามดั่งงานศิลป์ชิ้นเอก!
ขอบเขตเสาหลักฟ้า!ขอบเขตเสาหลักฟ้าของจริง!!
บรรดาฝูงชนทั้งหลายหลากถึงกับเงียบกริบแต่ละคนอ้าปากค้างเบิกตาโตแทบถล่นขณะจับจ้องลำแสงสีครามฟ้าพุ่งทะยานเข้าใส่ไป๋หลี่เย่
ไป๋หลี่เย่เองก็ตะลึงงันเช่นกันแต่ชั่วขณะอึดใจ ก็รีบชักนำสติสะตังกลับคืนมาพร้อมเร่งระดมขุมพลังแห่งขอบเขตเสาหลักฟ้าครึ่งขั้นสุดฤทธิ์สุดเดชกรอกเทกระแสลมปราณสีเขียวประกายฟ้า คลุมเคลือบอัดแน่นอยู่บนใบดาบของคมกระบี่ขณะเงยหน้าขึ้นเผชิญกับอีกฝ่าย กลับสายเกินไปเสียแล้วคมมีดสั้นในมือของเซียถงตัดผ่านใบหน้าปาดลึกสุดใจไปอย่างต่อหน้าต่อตา
ร่างเพรียวบางชุ่มชโลมเลือดสีแดงกำลังร่ายรำท่ามกลางแสงระยับสีครามฟ้า ทั้งสองขั้วสีตัดกันได้อย่างลงตัวงดงามวิจิตรตายิ่งนัก และทิ้งท้ายก่อนปิดม่านการแสดงลงปรากฏเป็นน้ำพุเลือดสายหนึ่งที่พวยพุ่งออกจากแผลฉีกลึกใบหน้าของไป๋หลี่เย่
โดยปราศจากความลังเลอันใดเซียถงหมุนตัวกลับหลัง เตรียมสาดกระบวนโจมตีใส่อีกฝ่ายเป็นคำรบสอง
ไป๋หลี่เย่รีบโบกสะบั้นคมกระบี่ยาวในมือหวังที่จะปัดป้องแต่ระดับชั้นความเย็นกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเจ้าของร่างท่ามกลางแสงระยับสีครามฟ้า โผล่ร่างอันตรธานหาย ตัดสลับไปมาวูบวาบดั่งภูตผีสุดท้ายเขาเกินจะต้านทานได้ไหว ร่างของเซียถงปรากฏขึ้นอีกครั้งในมุมอับของอีกฝ่ายเกิดจะคาดจินตนาการถึง เรียวนิ้วยาวตวัดมีดสั้นเปลี่ยนท่าจับให้เข้าเหมาะกับมุมจู่โจม วาดรัศมีลากยาวฟาดฟันร่างของไป๋หลี่เย่จากล่างขึ้นบน เลือดสดพุ่งกระฉูด สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งบริเวณ