ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่จวนหม่าหม่าเสียนเย่นึกสงสัยเฉินเสวี่ยหยางว่าเขาคือคนที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวและส่งคนมาช่วยบิดาของตน เมื่อพบกันอีกครั้ง เขาจึงจงใจหยั่งเชิงเฉินเสวี่ยหยางแต่แทนที่จะได้คำตอบ กลับได้ข้อสงสัยเพิ่ม เพราะเฉินเสวี่ยหยางพูดบางอย่างเกี่ยวกับอาการป่วยขององค์ชายใหญ่ที่ดูเหมือนเป็นการเจตนาทำร้ายตนเองและในเช้าวันนั้น ลั่วชีชีก็ได้รู้ว่าจูซือฉีนั้นหายตัวไป โดยทิ้งไว้เพียงจดหมายฉบับเดียวใจความในนั้นเขียนไว้แค่ว่าจำต้องจากไปเพราะบุญคุณและความแค้น ทั้งหลินเพ่ยหนิงและลั่วชีชีไม่ระแคะระคายเลยว่าจูซือฉีจะไม่กลับมาอีกแล้วต่างจากหูจิงที่รู้ว่านี่เป็นแผนการหนึ่งของเฉินเสวี่ยหยาง คือกำจัดคนคิดไม่ซื่อรอบๆ กายขององค์หญิง และในเวลาเดียวกัน ซ่งจื่อรุ่ยนำกำลังบุกจวนซ่ง เพื่อเข้าพบบิดาตน หลังจากที่เขาได้รู้ข่าวว่าหม่าจิ่นเทานำหลักฐานเอาผิดเขามายื่นให้กับผู้เป็นพ่อแน่นอนว่าการมาครั้งนี้ไร้ซึ่งเจตนาดี ซ่งจื่อรุ่ยเหมือนกับหมาบ้าที่พร้อมกัดหรือทำร้ายทุกคนที่เข้ามาขวางไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม
.. “ จื่อรุ่ย ข้าเคยหวังอยากให้เจ้ากลับมาแต่ตอนนี้ ข้ากลับเฝ้าภาวนาขอให้เจ้าอย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก การที่เจ้ามาวันนี้ ก็เท่ากับว่าเจ้ายอมรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น”.. ซ่งเผิงจิ่นครุ่นคิดด้วยใจที่แสนจะเจ็บปวด ทว่าเขาไม่อาจแสดงมันออกมาได้ได้แต่กดเอาไว้ภายใต้ใบหน้านิ่ง เมื่อบุตรชายเห็นว่าบิดาไม่มีท่าทียินยอมเขาจึงหันไปสั่งการกับลูกสมุน
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เฮ่ย! ค้น ”
ฟึบ! เคล้ง! โครม! เสียงรื้อค้นสิ่งของ ดังขึ้นเป็นระยะ ม้วนตำรา ชั้นวางของ ตู้ โต๊ะ แจกันอยู่ในสภาพล้มระเนระนาดกระจัดกระจาย ยามนั้น เหล่ายอดฝีมือต่างยืนมองดูเหตุการณ์อย่างอดกลั้นพวกเขาล้วนแต่ไม่พอใจในการกระทำของซ่งจื่อรุ่ย แต่ด้วยคำสั่งของท่านผู้นำทั้งหมดจึงได้แต่ยืนกำกระบี่ไว้แน่น และเก็บซ่อนโทสะไว้ในแววตา
“ หาไม่เจอขอรับ ”
“ ทางนี้ก็ไม่มีขอรับ ”
เสียงผู้ใต้บังคับบัญชาเอ่ยรายงานเมื่อค้นดูจนทั่วก็ไม่พบหลักฐานที่ว่า นั่นจึงสร้างโทสะให้กับซ่งจื่อรุ่ย
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ฮึ่ย.. ”
โครม!
เขาลุกขึ้นยืน แล้วทุ่มโต๊ะตรงหน้าเพื่อระบายโทสะ
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ท่านพ่อ ท่านอย่าคิดว่าข้าไม่กล้านะ ข้าจะพูดอีกเป็นครั้งสุดท้ายท่านเอามันไปซ่อนไว้ที่ไหน บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ”
สุดท้าย สิ่งที่น่ากลัวก็ได้เกิดขึ้น เมื่อวาจาข่มขู่ของบุตรอกตัญญูได้เอ่ยออกมาพร้อมกับมีดสั้นที่ถูกดึงออกจากปลอก แล้วชี้มันไปยังบิดาตน
ซ่งเผิงจิ่น : “ หึ! ฮ่า ๆ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ”
ซ่งเผิงจิ่นมองดูการกระทำของบุตรชาย แล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดวงตาแดงก่ำและมีน้ำตาคลอ ทำให้ซ่งจื่อรุ่ยถึงกับประหลาดใจในปฏิกิริยา
ซ่งเผิงจิ่น : “ แน่จริง เจ้าก็ฆ่าข้าสิ ”
ซ่งเผิงจิ่นจับมือบุตรชายเข้ามาใกล้ ปลายมีดอันคมกริบขยับเข้ามาจี้ลำคอของเขาจนกระทั่งเกิดรอยแผล และเลือดค่อย ๆ ไหลจากปลายคมมีดที่สัมผัสผิวหนัง สีหน้าที่จริงจังแววตานิ่งลึก ทำให้ซ่งจื่อรุ่ยถึงกับผงะ ด้วยคาดไม่ถึงกับการกระทำของบิดา รวมไปถึงเหล่ายอดฝีมือที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างพากันขยับเข้ามาใกล้เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านผู้นำ แต่ในเวลานั้นลูกสมุนผู้เฝ้าคุมเชิงอยู่ด้านหน้าประตูจวน ได้ผลุนผลันเข้ามาแจ้งกับซ่งจื่อรุ่ย
ลูกสมุน : “ คุณชาย.. คุณชาย เกิดเรื่องแล้วขอรับ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ มีเรื่องอะไรอีกวะ?! ไม่เห็นหรือว่าข้ายุ่งอยู่? ”
ซ่งจื่อรุ่ยตวาดด้วยความหงุดหงิด เนื่องจากโดนขัดจังหวะ
ลูกสมุน : “ เหลียงจิ่งเสียน เหลียงจิ่งเสียนนำทหารมาขอรับ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ว่าไงนะ!? ฮึ่ย.. เหลียงจิ่งเสียน เจ้าสุนัขรับใช้ จะมาเอาอะไรตอนนี้วะ ”
ซ่งจื่อรุ่ยทั้งเสียอารมณ์และประหลาดใจที่จู่ ๆก็มีทหารบุกมาถึงจวน เขาหันมองหน้าบิดาที่ไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใด ๆ ก่อนจะพูดออกไปด้วยความหงุดหงิดว่า
ซ่งจื่อรุ่ย : “ โธ่เว้ย! มัวรออะไรเล่า ถอยสิวะ ”
เพราะไม่ได้ดั่งหวัง เขาจึงผละออกจากบิดา แล้วพาพรรคพวกเดินหลบไปทางด้านหลังในตอนนั้น เหล่าหน่วยอารักขาพากันเข้ามายืนขวางทางเขา
ซ่งเผิงจิ่น : “ ปล่อยเขาไป ”
ถ้อยคำประหนึ่งสิ่งสุดท้ายที่บิดาจะทำให้บุตรถูกเอ่ยขึ้นมา ท่ามกลางแววตาแข็งกร้าวของผู้รับฟังคำสั่ง
ซ่งจื่อรุ่ย : “ หูแตกหรือไง!? ไม่ได้ยินที่นายเจ้าสั่งเหรอ? ไอ้พวกขี้ข้า ”
วาจาถากถางกับท่าทีหยิ่งพยอง ทำให้พวกเขาพากันมองซ่งจื่อรุ่ยด้วยความขุ่นเคืองแม้จะขัดใจ แต่ก็ต้องทำตามความประสงค์ โดยหลีกทางให้อย่างไม่เต็มใจนัก ซ่งจื่อรุ่ยพาลูกสมุนจากไปทิ้งให้ซ่งเผิงจิ่นนั่งอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยสิ่งของกระจัดกระจายผู้นำหน่วยอารักขาจึงเข้ามาหาเขา
ยอดฝีมือ : “ ท่านผู้นำ ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ พวกเจ้าก็ไปเถอะ หมดหน้าที่ของพวกเจ้าแล้ว ”
ยอดฝีมือ : “ แต่ว่า.. ”
ซ่งเผิงจิ่นกล่าวเป็นนัย ราวกับว่านับจากนี้จะไม่มีจวนซ่งและตระกูลซ่งให้พวกเขาคอยทำหน้าที่ดูแลอารักขาเวลานั้น บรรดายอดฝีมือต่างมีท่าทีลังเลในคำสั่ง และหันมองหน้ากัน แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือจะกล้าฝ่าฝืนประจวบกับเสียงฝีเท้าทหารที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้พวกเขาจำต้องก้มศีรษะคำนับและจากไปตามคำสั่งภายในจวนจึงเหลือซ่งเผิงจิ่นอยู่เพียงผู้เดียว และแล้ว เหลียงจิ่งเสียนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกำลังทหารอีกหลายสิบคน
เหลียงจิ่งเสียน : “ ท่านผู้นำ ดูเหมือนว่าที่นี่จะเปลี่ยนไปเยอะนะ”
เหลียงจิ่งเสียนกล่าวทักทายหลังจากเห็นสภาพภายในจวนที่ดูราวกับบ้านร้าง ทั้งยังถูกรื้อค้นสิ่งของกระจัดกระจายและเมื่อมองไปเห็นบาดแผลที่ลำคอของท่านผู้นำ
เหลียงจิ่งเสียน : “ ข้ากับท่าน แม้ไม่ค่อยสนิทสนมกัน แต่สถานการณ์ในตอนนี้หากว่าท่านมีเรื่องใดอยากให้ข้าช่วย ก็บอกข้ามาได้เลย ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ ขอบน้ำใจท่านมาก แต่ข้าคงไม่รบกวน นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า แม่ทัพมีเรื่องอันใดก็กล่าวมาเถิด”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ข้าได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าเมืองให้มากุมตัวท่าน ”
ซ่งเผิงจิ่นได้ฟังก็มองมายังเหลียงจิ่งเสียนด้วยใบหน้านิ่งไม่ได้มีท่าทีตระหนกตกใจแม้แต่น้อย เหมือนว่าเขาจะเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว เขาเพียงถอนหายใจเบาๆ อยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม แม่ทัพเหลียงจึงนำม้วนกระดาษออกมากาง และอ่านต่อหน้าผู้นำความว่า
เหลียงจิ่งเสียน : “ ผู้นำฝ่ายการคลังซ่งเผิงจิ่น ในฐานะที่เจ้าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่จะมีเรื่องเสื่อมเสียอันจะกระทบต่อความสงบสุขของบ้านเมืองมิได้แต่บัดนี้ มีผู้ร้องเรียนว่าตระกูลซ่งประพฤติมิชอบ ทุจริตฉ้อฉลแอบยักยอกทรัพย์สินทางการไปเป็นของตน ในฐานะที่ข้าเป็นเจ้าผู้ครองเมือง เห็นแก่ที่เจ้าและตระกูลซ่งปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินมาโดยตลอดขอสั่งให้แม่ทัพเหลียงดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมกับยึดทรัพย์สินและนำตัวผู้นำฝ่ายการคลังซ่งเผิงจิ่นไปกักขัง เพื่อรอการไต่สวนจนกว่าความจริงจะกระจ่าง หาไม่แล้วเจ้าผู้มีตำแหน่งสำคัญและเป็นผู้นำตระกูลจะต้องรับโทษทัณฑ์ขั้นสูงสุด ”
เมื่อเหลียงจิ่งเสียนอ่านจบ เขาส่งม้วนกระดาษให้กับทหารผู้ติดตามแล้วมองมายังผู้นำด้วยแววตาสลด ในขณะที่ผู้นำมิได้ต่อต้านหรือเอ่ยวาจาชี้แจงใด ๆเขายินยอมให้ทหารควบคุมตัวไปโดยไม่มีท่าทีแข็งขืนและเมื่อทหารกำลังจะใส่โซ่ตรวนที่มือและเท้าของเขา
เหลียงจิ่งเสียน : “ ไม่ต้อง ”
เพื่อเป็นการให้เกียรติท่านผู้นำ เหลียงจิ่งเสียนออกคำสั่งไม่ให้ทหารตรึงโซ่ตรวนแม้ว่าแม่ทัพจะลำบากใจเพราะเชื่อในความบริสุทธิ์ของอีกฝ่าย แต่ด้วยภาระหน้าที่และข้อสงสัยที่มีต่อคนใกล้ตัวอย่างบุตรชายตระกูลซ่งทำให้คำร้องเรียนดังกล่าวดูมีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้มากแม่ทัพมองดูเหล่าทหารพาตัวผู้นำซ่งไป โดยไม่อาจเอ่ยวาจาใด
หมู่บ้านหัว
ถัดมายังพื้นที่อันห่างไกลอู๋ฉงฉงและหวงจิ้งเอินยังคงใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านกลางป่า ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่กลุ่มโจรดั่งที่ผู้คนกล่าวขานคุณหนูอู๋เพลิดเพลินอยู่กับสวนผัก ผลไม้ที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นที่สวนหลังบ้านและแบ่งเวลาไปช่วยหวงจิ้งเอินสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างกลมกลืน ประหนึ่งว่าเกิดและเติบโตที่นี่ แต่ถึงกระนั้นเจิ้งคุนเซียวและเซวียเหยาก็ยังคงไม่ลดความหวาดระแวงที่มีต่อพวกเขายังคงส่งคนมาคอยจับตาดูคนทั้งสองอย่างไม่คลาดสายตาและที่บ้านพักของผู้นำหมู่บ้านอย่างเจิ้งคุนเซียว
เซวียเหยา: “ ลูกพี่ วันนี้สองคนนั้นก็ดูปกติดีไม่มีพิรุธอะไร ”
เจิ้งคุนเซียว : “ จับตาดูต่อไป ”
เซวียเหยา : “ ทำไมล่ะลูกพี่? ผ่านมาก็นานแล้ว ข้าว่าตอนนี้พวกมันคงไม่คิดหนีหรอกถ้าจะหนีคงหนีไปนานแล้ว ”
เจิ้งคุนเซียว : “ เพราะงั้น ถึงยิ่งวางใจไม่ได้เจ้าไม่สงสัยหน่อยเหรอว่าสองคนนั้นเป็นถึงลูกคนใหญ่คนโต แต่เหตุใดป่านนี้เยียนเป่ยถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหว หรือส่งคนออกตามหา? ”
เซวียเหยา : “ จริงด้วย ข้าลืมคิดไปเลย ”
เจิ้งคุนเซียว : “ ข้ากำลังคิดว่าพวกมันต้องมีแผนอะไรอยู่แน่ ”
เซวียเหยา : “ ถ้าอย่างนั้น ฆ่าทิ้งเลยไม่ดีกว่าเหรอลูกพี่ ”
เจิ้งคุนเซียว : “ เซวียเหยา เจ้ารู้จักเยียนเป่ยน้อยไป ที่น่ากลัวไม่ใช่แค่กำลังทหารแต่เป็นสกุลเฉินต่างหาก ขืนทำอะไรลงไปคงได้ไม่คุ้มเสีย ”
เซวียเหยา : “ ถ้าปล่อยพวกมันไป ที่ตั้งของเราก็จะถูกเปิดเผย นี่เราทำอะไรไม่ได้จริงๆ น่ะเหรอ หากว่าเยียนเป่ยส่งคนมาล่ะลูกพี่ พวกเราจะทำยังไง? ”
เจิ้งคุนเซียว : “ ถึงเราจะซ่อนตัวเองจากผู้คน แต่ว่ากันตามจริง ที่นี่ก็นับว่าอยู่ในเขตหนานจิ้งหากไม่มีเหตุผล พวกนั้นย่อมไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ถึงเวลานั้นจริง ๆ ข้าก็ยังมีแผนรับมือ ที่ข้าห่วงตอนนี้คือกุญแจสำคัญที่จะใช้ในแผนการนี้ต่างหาก”
เซวียเหยา : “ ลูกพี่หมายถึง.. บันทึกนั่นน่ะเหรอ? ”
เจิ้งคุนเซียวทอดถอนใจ แววตาตึงเครียด
เจิ้งคุนเซียว : “ ตั้งแต่มันหายไป จนป่านนี้ ข้าก็ยังหาไม่พบข้าเกรงว่าหากไม่ระวัง สองคนนั้นจะรู้ความลับของพวกเราและนำภัยมาสู่หมู่บ้านของเรา ”
เซวียเหยา : “ ถ้าถึงตอนนั้น เรายังหาไม่เจอ แล้วลูกพี่จะทำยังไง? ”
เจิ้งคุนเซียวนิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามของเซวียเหยาเหมือนว่าเขายังคงหนักใจและคิดไม่ตกกับปัญหานี้ ถ้อยคำที่หารือกัน ล้วนมีแต่ความไม่ไว้วางใจที่มีต่อหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงแม้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาร่วมเดือนแล้วก็ตาม ทางฝั่งของผู้ที่ถูกกล่าวถึงก็หาได้ขาดความเฉลียวหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงระมัดระวังทุกย่างก้าว เพื่อมิให้ส่อพิรุธ พวกเขาต่างรู้ว่าบรรดาผู้คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านพักของตนล้วนมาเพื่อเฝ้าจับผิด ทั้งสองจึงใช้ชีวิตตามปกติ และทำทีเป็นไม่สนใจ ทว่าเมื่ออยู่กันตามลำพังในที่ลับตา
อู๋ฉงฉง : “ ตาคนแซ่เจิ้งนั่น ชาติที่แล้วเป็นสุนัขหรือไงกันนะ กัดไม่ปล่อยเลยจริงๆ ”
อู๋ฉงฉงพูดพลางชะเง้อมองไปยังหน้าบ้านพัก
หวงจิ้งเอิน : “ นั่นน่ะปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือเสี่ยวม่าน ”
อู๋ฉงฉง : “ จริงด้วย เจ้าไม่พูด ข้าก็ลืมไปเลย ”
หวงจิ้งเอิน : “ ถึงทุกคนจะบอกว่านางไม่อยู่บ้านเป็นเรื่องปกติ แต่มีใครเคยคิดไหมว่าถ้านางไม่อยู่บ้าน แล้วนางไปอยู่ที่ไหน? ”
อู๋ฉงฉง : “ คำถามนี้เข้าท่า หรือว่านางมีบ้านหลังอื่นอยู่อีก? ”
หวงจิ้งเอิน : “ อืม.. ก็อาจเป็นไปได้ ”
อู๋ฉงฉง : “ เราลองไปเดินดูกันไหม? ไหน ๆ ฟืนก็จะหมด ต้องออกไปเก็บฟืนพอดี ”
หวงจิ้งเอิน : “ เป็นความคิดที่ดี ”
จากที่เคยหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันทุกครั้งที่พบหน้ามาวันนี้ ทั้งสองคนมีท่าทีที่เปลี่ยนไปกลายเป็นคนรู้ใจที่ไม่ว่าจะคิดอะไรก็คล้อยตามกันไปเสียหมด พวกเขาเดินเข้าไปในป่าเก็บเศษกิ่งไม้แห้งมากองรวมกัน แล้วใช้เถาวัลย์มัด เพื่อนำไปทำเป็นฟืน สายตาก็คอยสอดส่องว่าจะมีใครคอยติดตามดูอยู่หรือไม่ซึ่งก็เป็นไปตามคาด มีชายฉกรรจ์สองคนแอบเดินตามพวกเขาอยู่ห่าง ๆ ทว่าเพียงแค่ละสายตาหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงก็หายลับไป ทำให้ผู้ที่ติดตามถึงกับงุนงง
“ เฮ้ย! สองคนนั้นหายไปไหนแล้วอ่ะ? รีบช่วยกันตามหาเร็วไม่งั้นพวกเราซวยแน่ ”
สองชายฉกรรจ์ได้แยกย้ายกันออกตามหาหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงซึ่งเดินหนีคนเหล่านั้นมาตามแนวชายป่า สายตาก็มองหาสถานที่ซึ่งคาดว่าจะเป็นแหล่งพักพิงของเสี่ยวม่าน
หวงจิ้งเอิน : “ ช้าหน่อยสิฉงฉง ”
อู๋ฉงฉง : “ เจ้าอยากให้สองคนนั้นตามมาทันหรือไง? รีบ ๆ เดินเข้าเถอะ เผื่อจะเจอเสี่ยวม่าน ”
พวกเขาเหลียวซ้ายมองขวา ลัดเลาะชายป่าไปเรื่อย ๆกระทั่งมีความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง .. แกร๊ก แกร๊บ! ทั้งสองพลันหยุดฝีเท้า และหันมองหน้ากันจากนั้นก็รีบเข้าไปหลบที่หลังต้นไม้ เพื่อแอบสังเกต หวงจิ้งเอินชะโงกหน้าออกไปมองหาเจ้าของเสียงฝีเท้าแต่ทว่า..
อู๋ฉงฉง : “ ว้าย! ”
หวงจิ้งเอิน : “ อ๊ะ! ฉงฉง ”
อู๋ฉงฉงเสียหลัก ลื่นไถลจากเนินดิน แม้หวงจิ้งเอินจะหันไปคว้าข้อมือของนางไว้ได้แต่ทั้งคู่ก็ลื่นไถลตกลงไปด้วยกัน และเมื่อลงมาถึงด้านล่าง
อู๋ฉงฉง : “ โอ๊ย.. เจ็บชะมัด ”
อู๋ฉงฉงขยับตัวลุกขึ้น ในสภาพนอนทับอยู่บนตัวของหวงจิ้งเอินนั่นเพราะเขาใช้ตนเองรองรับแรงกระแทกแทนหญิงสาว
หวงจิ้งเอิน : “ คำนั้นควรเป็นข้ามากกว่านะ ซีด.. โอ๊ย.. ”
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?ไม่ใช่ว่าข้าทำเจ้าเจ็บอีกหรอกนะ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้าไม่เป็นไร โชคดีที่ไม่สูงเท่าไหร่ แต่ข้าว่า..เจ้าควรกินให้น้อยลงหน่อยก็ดีนะ ตัวเจ้า หนักกว่าตอนที่อยู่บนเรืออีก ”
อู๋ฉงฉง : “ หยาบคาย ใครให้เจ้าพูดถึงน้ำหนักของสตรีกันฮะรู้หรือไม่ว่ามันไม่สุภาพ ”
หวงจิ้งเอิน : “ เอาเถอะ เอาเถอะ ข้าว่าเรารีบไปจากตรงนี้กันดีกว่า ก่อนที่สองคนนั้นจะตามมาเจอ”
สถานที่ที่ทั้งสองคนกลิ้งตกลงมาเป็นพื้นที่ราบต้นไม้เขียวชอุ่ม ด้านข้างเป็นลำธาร และห่างออกไปไม่ไกลนักพวกเขาแอบเห็นชาวบ้านหลายคนเดินหายไปที่หลังหุบเขา ทั้งสองจึงแอบเดินตามชาวบ้านเหล่านั้นไปและแล้วสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ทั้งสองคนต้องงวยงง
อู๋ฉงฉง : “ อะไรกันน่ะ แค่ไร่นาหรอกเหรอ ”
หวงจิ้งเอิน : “ นี่น่าจะเป็นพื้นที่หวงห้ามที่เจ้าพูดถึง ”
อู๋ฉงฉง : “ ใช่ แต่ทำไมล่ะ? แค่นาข้าว เหตุใดต้องห้ามคนนอกเข้ามาด้วย? ไม่ใช่ความลับอะไรเสียหน่อย ”
หวงจิ้งเอิน : “ ถ้าอย่างนั้นก็ถูกแล้วล่ะ ”
อู๋ฉงฉง : “ หมายความว่าไง? ข้าไม่เข้าใจ ”
หวงจิ้งเอิน : “ คนที่นี่ไม่ได้ออกไปไหน เหมือนกับว่าพวกเขาตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกทั้งที่จะทำตัวเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไปมาหาสู่ พบปะผู้คน แบบนั้นจะสร้างอาชีพหารายได้ได้มากกว่า แล้วยังมีโอกาสพัฒนาที่นี่ให้เจริญขึ้นด้วย แต่พวกเขากลับเลือกที่จะอยู่แบบนี้ดังนั้น เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา ที่สำคัญคือนี่ต่างหาก ”
อู๋ฉงฉง : “ จริงด้วย ถูกอย่างที่เจ้าว่า หากพวกเขาเป็นโจรจริง ๆ ล่ะก็ เช่นนี้ก็คงไม่แปลก ”
หวงจิ้งเอิน : “ แต่ว่ามีอย่างนึงที่แปลก ”
อู๋ฉงฉงมองหน้าหวงจิ้งเอินด้วยความสงสัย
หวงจิ้งเอิน : “ จำได้ไหมว่า ตอนแรกที่เรามาที่นี่ เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ”
อู๋ฉงฉง : “ เอ่อ.. เราถูกขัง ”
หวงจิ้งเอินส่ายหน้า
อู๋ฉงฉง : “ อ๋อ! หรือว่า.. น้ำป่า? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ใช่ เจ้าลองคิดดู หากตอนนั้นเราไม่ช่วยพวกเขาขุดร่องระบายน้ำทำคันกั้นน้ำล่ะก็ อะไรจะเกิดขึ้น? ”
อู๋ฉงฉง : “ ถามได้ ก็น้ำท่วมไง จริงด้วย! แล้วที่นาตรงนี้ล่ะ ไม่ต้องโดนน้ำท่วมไปด้วยหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ แน่นอนว่าโดน แต่สิ่งที่ข้าคิดคือเรื่องต่อจากนั้น หากไม่มีข้าวเป็นเสบียงอาหารพวกเขาจะทำอย่างไร? ”
อู๋ฉงฉง : “ อืม.. อ๋อ! ผลไม้ไง แต่หากเป็นข้า ให้กินผลไม้ทุกวันก็คงไม่ไหว”
หวงจิ้งเอิน : “ ความคิดเจ้าถูกแค่ครึ่งหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่ได้แค่เอาไว้กิน แต่เอาไว้แลกเปลี่ยนด้วย”
อู๋ฉงฉง : “ แลกเปลี่ยนหรอ นี่เจ้าหมายความว่า.. ”
หวงจิ้งเอิน : “ เมื่อข้าวทั้งฤดูกาลไม่ได้เก็บเกี่ยวเลย ที่กักตุนไว้ ไม่นานก็จะหมดแต่ข้าสังเกตเห็นชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครร่างกายผ่ายผอม แม้แต่เด็กเล็กเด็กน้อยก็ไม่มีคนไหนป่วยเพราะขาดสารอาหารเลยสักคนจะมีก็แค่ถูกสัตว์มีพิษหรือแมลงกัดต่อยเท่านั้น ดังนั้นคิดได้อย่างเดียวคือแลกเปลี่ยนพวกเขาใช้ผลไม้แลกเปลี่ยนเป็นข้าว เจิ้งคุนเซียวกับคนแซ่เซวียนั่น ไม่ไว้ใจใครข้าคิดว่าเรื่องนี้ สองคนนั้นต้องจัดการกันเองแน่ มันจะต้องมีเส้นทางอื่นที่สามารถออกไปจากที่นี่ได้โดยไม่มีใครรู้ ”
อู๋ฉงฉง : “ เฮ้อะ! ทำเป็นห้ามคนอื่น แต่ตนเองกลับทำเสียเอง สองคนนั้นทำเกินไปแล้วนะ รู้ได้อย่างไรว่าชาวบ้านอยากจะใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว.. เจ้าคิดว่าเสี่ยวม่านจะรู้เรื่องนี้ไหม? ”
หวงจิ้งเอิน : “ อาจรู้ หรืออาจไม่รู้ ข้ารู้สึกว่านางไม่ค่อยอยากข้องเกี่ยวกับคนที่นี่เท่าไหร่ในบรรดาผู้คนทั้งหมด เสี่ยวม่านคือคนที่แปลกที่สุด ”
อู๋ฉงฉง : “ ก็จริงของเจ้า ไม่งั้น เราคงไม่ต้องทำแบบนี้ หรือว่าจะถามนางตรงๆ เลยดีอ่ะ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ คิดว่านางจะยอมบอกเหรอ ”
อู๋ฉงฉง : “ ถ้างั้นก็มีอยู่วิธีเดียว ”
หวงจิ้งเอิน : “ หาโอกาสเข้าใกล้นาง ”
อู๋ฉงฉง : “ ไม่แน่ ในตัวนางอาจมีแผนผังหมู่บ้าน หรือไม่ก็บันทึกนั่น ”
หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉงของข้าเริ่มฉลาดขึ้นทุกทีแล้ว ”
หวงจิ้งเอินชื่นชมนาง คนสองคนยืนสบตากัน แต่ในระหว่างนั้นกลับมีเสียงคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางนี้ทำให้พวกเขาต้องรีบเข้าไปหลบที่หลังต้นไม้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือเซวียเหยา
เซวียเหยา : “ เจ้าบอกว่า สองคนนั้นอยู่แถวนี้เหรอ? ”
เซวียเหยานำกำลังคนมาด้วยสี่คน สองในสี่คนนั้นคือผู้ที่ติดตามดูความเคลื่อนไหวของหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงเพราะคนเหล่านั้นตามหาพวกเขาไม่พบ จึงได้นำความไปแจ้งแก่เซวียเหยา
ลูกสมุน : “ ใช่ คือข้าเห็นร่องรอยคนลื่นไถลลงมาจากด้านบน คาดว่าสองคนนั่นคงจะกลิ้งตกลงมาแถวนี้”
เซวียเหยา : “ พวกมันรู้ที่ซ่อนตรงนี้จนได้ ”
เซวียเหยาบ่นพึมพำ ก่อนจะสั่งการกับลูกสมุน
เซวียเหยา : “ เจ้าสองคนไปทางโน้น ส่วนพวกเจ้าตามข้ามาทางนี้ ”
พวกเขาแยกย้ายกันออกตามหาอีกครั้งในขณะที่คนทั้งสองยืนหลบอยู่ด้านหลัง ปิดปากเงียบ และค่อย ๆ ถอยห่างจากบริเวณนั้น แต่แล้วก็มีมือของใครคนหนึ่งยื่นมาแตะที่ไหล่ของอู๋ฉงฉงทำให้นางสะดุ้ง และคนคนนั้นยังเอามือปิดปากของนางเพื่อไม่ให้ส่งเสียงท่ามกลางสายตาของหวงจิ้งเอินที่มองมาด้วยความตกใจและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน
ครึ่งชั่วยามผ่านไปเซวียเหยาตามหาพวกเขาจนเริ่มเหนื่อย แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา เขาจึงตัดสินใจกลับมาที่หมู่บ้านเมื่อเปิดประตูบ้านเข้ามาก็พบว่าคนทั้งสองกำลังใช้ชีวิตกันตามปกติหวงจิ้งเอินขลุกอยู่ในครัว ส่วนอู๋ฉงฉงกำลังง่วนอยู่กับการเด็ดผัก นางได้เงยหน้ามองเซวียเหยาที่พรวดพราดเข้ามาในบ้านด้วยความสงสัยและหวงจิ้งเอินที่โผล่หน้าออกมาเพราะได้ยินเสียงคนเปิดประตู พวกเขามีท่าทีราวกับว่าไม่เคยออกไปที่ไหนนอกจากเก็บฟืน
อู๋ฉงฉง : “ อ้าว! ท่านลูกน้องมือขวาเซวีย มีเรื่องอันใดกับพวกข้าเหรอ? หรือว่าหิวแต่ขอโทษนะ พวกข้าไม่ได้ทำเผื่อคนอื่นเสียด้วย ”
เซวียเหยา : “ เมื่อครู่นี้ พวกเจ้าไปไหนกันมา? ”
หวงจิ้งเอิน : “ จะไปไหนได้ เราก็ไปเก็บฟืนน่ะสิ ทำไม.. หรือจะห้ามอีก? ”
หวงจิ้งเอินกล่าว พร้อมกับถือท่อนฟืน ชี้ไปทางเซวียเหยา
เซวียเหยา : “ นอกจากเก็บฟืนแล้ว ยังไปไหนกันอีก? ”
อู๋ฉงฉง : “ เอ๊ะ! ถามมากจริง นี่ข้าต้องบอกด้วยไหมว่าบังเอิญข้าปวดหนัก ก็เลยต้องรีบเก็บแล้วก็รีบกลับน่ะข้าเป็นสตรีนะมิใช่บุรุษ เรื่องแบบนี้ทำโจ่งแจ้งได้ที่ไหนกัน แค่เจ้าถามก็ถือว่าเสียมารยาทแล้วยังไม่รู้ตัวอีก หรือว่าเจ้าอยากฝากท้องกับเราด้วย นี่.. อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเมื่อกี้ข้าลืมล้างมือ เด็ดผักไปเยอะแล้วด้วย แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว จะอยู่กินด้วยก็ได้นะแค่ใส่ผักเพิ่มก็ได้แล้ว ”
เซวียเหยา : “ เอ่อ! ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าไม่หิว ข้าไปล่ะ ”
อู๋ฉงฉงรับมืออย่างชาญฉลาดเล่นเอาเซวียเหยาถึงกับไปไม่เป็น เขารีบเดินออกจากที่นั่นทันที เพราะกลัวจะได้ลิ้มรสอาหารมื้อนั้น
อู๋ฉงฉง : “ เฮ้อะ! นึกว่าจะแน่ ”
คุณหนูอู๋สุดแสบยืนมองอีกฝ่ายที่หนีออกจากบ้านไปอย่างว่องไวราวกับหนีผี นางยืนกอดอย่างภาคภูมิ โดยมีหวงจิ้งเอินยืนชูนิ้วโป้งชื่นชมในความเฉียบแหลมจนกระทั่ง
“ ทำเผื่อข้าด้วยสิ ”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านหลัง
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวม่าน ดีนะที่เจ้ามาช่วยไว้ทัน จะบอกได้รึยังว่าเจ้าหายไปไหนมา?ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่กลับมาเสียแล้ว ”
เสี่ยวม่าน : “ ก็แค่มีหนังสือที่ข้าอยากอ่าน แต่ที่นั่นมันไกลไปหน่อย นี่บ้านข้านะถ้าข้าไม่กลับมา แล้วข้าจะไปไหนได้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ นั่นสิ ข้าก็ยังคิดอยู่เลยว่า เจ้าจะไปที่ไหนได้ ”
หวงจิ้งเอินเอ่ยวาจาเป็นนัย คล้ายเจตนาจับผิดเสี่ยวม่าน
อู๋ฉงฉง : “ ถ้างั้นเสี่ยวหวง เรามาทำบะหมี่เพิ่มกันเถอะฉลองที่เสี่ยวม่านกลับมาไง ดีไหม? ”
หวงจิ้งเอิน : “ เอาสิ ”
หวงจิ้งเอินตอบรับ ทว่านัยน์ตาซ่อนความสงสัยอยู่ไม่น้อยอีกทั้งยังจ้องมองห่อผ้าที่เสี่ยวม่านสะพายอย่างไม่วาง ราวกับว่าเขาต้องการจะรู้ให้ได้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ในนั้นแล้วเวลาก็ผ่านไป ทั้งสามอิ่มหนำกับอาหารกลางวัน เสี่ยวม่านเอนกายลงนอนที่เก้าอี้ริมระเบียงจึงได้โอกาสที่หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงเริ่มลงมือตามแผน
อู๋ฉงฉง : “ จะทำแบบนี้จริงเหรอเสี่ยวหวง? ”
อู๋ฉงฉงถามด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
หวงจิ้งเอิน : “ มีแค่ทางนี้ทางเดียวที่เราจะรู้ว่าในห่อผ้านั่นมีอะไร หากไม่มีอะไรจริงๆ อย่างน้อย เราก็จะได้สบายใจ ”
แม้จะลำบากใจที่ต้องใช้อุบาย แต่เพื่อไขข้อสงสัยทั้งสองจึงตกลงกันดำเนินการตามแผน และแล้ว.. ฟึบ! เคล้ง!
เสี่ยวม่าน : “ อ๊ะ! ”
ถาดแป้งได้พลิกหล่นจากมือของอู๋ฉงฉง และหกใส่ตัวของเสี่ยวม่านจนทำให้นางต้องสะดุ้งตื่น และเห็นว่าอู๋ฉงฉงยืนทำหน้าตาตื่นอยู่ด้านข้าง
อู๋ฉงฉง : “ ตายแล้ว! เสี่ยวม่าน ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจอ่ะ เสี่ยวหวง เห็นไหม ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าแย่งข้าดูสิ ตัวเสี่ยวม่านเลอะหมดเลย ”
หวงจิ้งเอิน : “ ก็แป้งที่เจ้านวดน่ะมันแข็ง ข้าก็แค่จะช่วยสอนให้ไม่ได้จะแย่งสักหน่อย เอ่อ.. เสี่ยวม่าน ขอโทษที ”
เสี่ยวม่าน : “ ไม่เป็นไร เลอะแค่นี้ อาบน้ำล้างตัวก็หาย ”
อู๋ฉงฉง : “ งั้นเจ้ารีบไปล้างตัวเถอะ เดี๋ยวข้าทำความสะอาดตรงนี้เองขอโทษจริง ๆ นะเสี่ยวม่าน ”
เสี่ยวม่าน : “ บอกว่าไม่เป็นไรไง ”
แล้วเสี่ยวม่านก็พาตัวเองลงไปแช่ในลำธาร นางถอดเสื้อผ้าตัวนอกรวมทั้งวางห่อผ้าไว้ที่ริมตลิ่ง ไม่นานนักก็มีใครคนหนึ่งยื่นมือมาหยิบห่อผ้านั้นไปซึ่งคนคนนั้นก็คืออู๋ฉงฉง นางรีบตรงมาหาหวงจิ้งเอิน พร้อมกับส่งห่อผ้าให้กับเขา
อู๋ฉงฉง : “ รีบเลยเสี่ยวหวง ก่อนที่นางจะสงสัย ”
หวงจิ้งเอินยื่นมือมารับห่อผ้านั้น แล้วก็เปิดมันดูสองตาของเขาอึ้ง อ้าปากค้าง ทำให้อู๋ฉงฉงที่ยืนรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
ติดตามตอนต่อไป