เมื่อคุยกันลงตัว ไลลาก็ลุกนำผู้ชายผีบ้าไปยังรถยนต์คันหรูสีแดงเขาเดินสำรวจรอบๆรถ ทำเสียงจุปากอย่างกวนโอ๊ยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
“รถคุณนี่มันคันละหลายล้านเลยนะ ถ้ามือหนึ่งก็เฉียดๆเลขสาม ว่าไหม”
“ทำไม”
หล่อนตีรวนไปอย่างนั้นเอง เลยโดนเขาตอกกลับจนหน้าชา
“ไม่น่าเชื่อว่าหิวเงิน”
“นี่คุณ!”
เขายกนิ้วชี้จุปาก “ไม่เอาน่าคุณเมีย อย่าทำเสียงเขียวแบบนั้นสิไม่น่ารักเลยนะ”
“ใครเมียคุณ”
“เอ๊า!ความจำสั้นแฮะ รับเงินมัดจำผมไปแล้วนะอย่าทำเป็หลงๆลืมๆ หลักฐานยังอยู่คามือนะนั่น”
หล่อนพูดไม่ออก ก็ซองสีน้ำตาลบรรจุเงินล้านอยู่ในมือของหล่อนจริงจึงี้เีเถียง เปิดกระโปรงหลังรถยนต์ตัวเองชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปยังกระเป๋าเดินทางห้าใบที่อัดแน่นในนั้น หลังตกลงกันมาล่วงหน้าว่าหากคุยกันสำเร็จให้หล่อนเตรียมขนกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้พร้อม
“อย่าบอกว่าคุณจะขนไปหมดนั่น”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เบาะหลังยังมีอีกสองใบ”
“เข้าท่าดี ไหนๆก็จะไปเป็เมียผมตลอดชีวิตนี่นะสามเดือนมันแค่ทดลองอยู่ก่อนแต่ง”
เขาพูดลอยๆขณะสองมือก็ง่วนกับการยกกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดลงจากรถมากองไว้ที่พื้นทำให้หล่อนต้องนิ่วหน้าเข้าไปถาม
“เอามาวางแบบนี้ กระเป๋าของฉันก็เปื้อนฝุ่นหมดสิคุณ”
“แล้วจะให้แบกไว้บนหัวรึไง”
หล่อนมุ่ยหน้าใส่อย่างอารมณ์เสียก็กระเป๋าเดินทางทุกใบนั่นมันของแบรนด์เนมแท้ใบละหลายหมื่น วางกองกับพื้นดินมีฝุ่นลอยฟุ้งจนราคาเรี่ยพื้นไม่รู้จะมีรอยถลอกไหม
“แล้วรถยนต์ของฉันละ จะให้จอดทิ้งไว้ที่นี่แบบนี้รึไง”
“ก็ขายสิ จะเก็บเอาไว้ทำไม ในเมื่อคุณก็ร้อนเงินซะขนาดนี้”
“ให้ขายยังไง”
เขาสั่นหัว พลางหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาใครสักคน ไม่ถึงห้านาทีก็มีพนักงานหนุ่มเดินรี่เข้ามา
“ผมติดต่อเต็นท์รถมาให้ล่วงหน้าละ”
ผู้ชายที่คาดว่าเป็พนักงานบริการคุยรายละเอียดการซื้อขายกับเขายังไม่ทันถึงห้านาทีเขาก็หันมาบอกกับหล่อนเหมือนการซื้อขายรถยนต์เป็เื่ของเด็กเล่น
“ยังไงคะ?”
“เื่เอกสารการซื้อขาย ผมจะจัดการให้”
แล้วเขาก็เปิดกระเป๋าเป้อีกครั้งหยิบซองสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งยื่นมาให้หล่อน เมื่อเปิดดูจึงเห็นว่าเป็ธนบัตรอีกหลายปึกเต็มไปหมด
“เงินสดอีกหนึ่งล้านค่ารถคันนี้”
“นี่คุณขายรถฉันทิ้ง ได้มาแค่ล้านเดียวเหรอคะ”
“อันนี้ผมออกเงินสดให้ก่อน ถ้าเขาตีราคาให้มากกว่านี้เท่าไหร่ เดี๋ยวผมเพิ่มเงินให้คุณทีหลังไม่แฟร์รึไง...เดือดร้อนเื่เงิน ก็หัดเก็บเงินสดไว้เยอะๆน่ะดีแล้ว เห็นไหมรู้จักผมไม่ทันข้ามวัน คุณก็มีเงินสดติดตัวตั้งสองล้านละ”
หล่อนได้แต่นึกว่าเขาเตรียมการทุกอย่างมาหมดแล้ว
พอเสร็จธุระเื่ซื้อขายรถของไลลา ชายหนุ่มก็พาหล่อนนำไปยังรถของเขาซึ่งแน่นอนว่าเขาถือและแบกสัมภาระของหล่อนพะรุงพะรังแต่หล่อนเองก็ใช่ว่าจะเดินตัวปลิว มีสองใบที่ต้องถือมาเองยังแอบหงุดหงิดที่ขนของมาเสียเยอะแยะไปหมดแถมตอนออกจากบ้านก็เลือก่เวลาที่บิดากับชาลินีไม่อยู่เพื่อป้องกันการซักมากความ ส่วนคำแก้ตัว หล่อนได้เตรียมเอาไว้แล้ว
“นี่คุณ เดินช้าๆสิ”
“ของมันหนัก จะให้ทอดน่องรึไง”
เขาเดินนำลิ่วๆจนหล่อนต้องร้องท้วง ก้าวยาวๆตามให้ทันแต่ดูเหมือนว่าจะยังช้ากว่าเขาหลาย่ตัวทั้งที่เขาถือและแบกกระเป๋าหล่อนตั้งห้าใบ
“ฉันเหนื่อยนี่คุณ”
“ก็อย่าใช้ปากเดินสิ จะได้ไม่เหนื่อย”
“ปากหมา!”
เขาหัวเราะแ่ๆ “เริ่มเป็งานแล้วสิคุณ”
ครั้นเดินมาไกลกว่าลานจอดรถหล่อนก็ต้องมองซ้ายมองขวาเมื่อจู่ๆเขาก็หยุดข้างทาง วางกระเป๋าทุกใบลงที่พื้นดิน
“ไหนรถของคุณ ฉันเมื่อยละนะ”
“นี่ไง”
เขาบุ้ยใบ้ไปยังรถยนต์ปุโรทั่งตรงหน้ามันเป็รถกระบะสีขาวมีรอยบุบกระโปรงหลัง รอยถลอกขึ้นสนิมมีเกือบทั่วคันประเมินจากสายตา อายุการใช้งานน่าจะเป็สิบปีขึ้นไป
“อย่าบอกว่าจะไปรถคันนี้นะคะ”
“ใช่น่ะสิ”
หล่อนอยากจะกรีดร้อง แต่ตอนนี้เหมือนตกกระไดพลอยโจนไปแล้วจะถอยหลังกลับก็คงไม่ได้ มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปอย่างเดียวสายตาได้แต่มองรถยนต์ที่จวนหมดอายุขัย มันช่างเหมาะกับการขับใช้งานในไร่ในดง
หล่อนไม่นึกเลยว่าจะเถื่อนทั้งคนทั้งรถ!
//////////////////////////////////////จบบทที่2