บทที่ 10 สะกดรอยตาม
การตบครั้งนั้นสร้างความแตกตื่นให้แก่ที่นั่นเป็อย่างมาก นั่นก็เพราะว่าภัตตาคารมิคกี้เวสเทิร์นนั้นถือเป็ภัตตาคารขั้นสูงที่สุดในเขตนี้แล้ว เสียงตบที่ดังสนั่นนั้น มากพอที่จะทำให้บรรยากาศเงียบๆของที่นั่นเงียบสงัดมากกว่าเดิมเสียอีก
อู๋ตี้จับแก้มที่ร้อนผ่าวลงไปในทันที ทำไมกันนะ ทำไมเขาไม่ได้คาดคิดไว้เลยว่าจะเจอซูหลี่เหยาที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้น เื่ที่เธอพูดนั่นก็ยิ่งทำให้เขาสับสนเข้าไปอีก ร่างใหญ่นั้นนิ่งไปพักใหญ่ๆเลย
หลังจากที่เธอเริ่มจะสงบสติอารมณ์ได้ เธอก็มองเขาอย่างเ็า ในตอนแรกนั้นเธอประหลาดใจมากที่เจออู๋ตี้ที่นี่ได้
เธอไม่เชื่อว่าคนอย่างอู๋ตี้จะมาหาอะไรกินที่นี่ และเมื่อได้คิดทบทวนถึงเื่ที่อีกฝ่ายทำ ไม่ว่าจะไปขอให้อาจารย์เปลี่ยนที่นั่งของเธอให้ไปอยู่กับเขา ด้วยเหตุผลที่ว่าจะมาช่วยสอนการบ้านนั่น
นี่ก็เหมือนกัน ไอ้หมูเดนตายนี่ต้องเห็นเปาซิงหวังขับรถไปรับเธอมาที่นี่แน่ๆ แล้วด้วยความโรคจิตและไม่ปกติของตัวเองก็เลยแอบตามเธอมาด้วย ใช่! ต้องเป็แบบนี้แน่ๆ ไม่งั้นไม่มีอะไรจะอธิบายได้แล้วว่าทำไมเ้าหมูถึงมาอยู่ที่นี่
เมื่อคิดได้ดังนั้นและสรุปว่าเ้าหมูแอบตามเธอมา ซูหลี่เหยาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่พอใจจนต้องตบหน้าอีกฝ่ายไปเช่นนี้
ไม่เพียงแค่เท่านั้น เธอยังชี้หน้าด่าอู๋ตี้ต่อด้วย
“แก ไอ้หมูอ้วน! ไอ้โรคจิต! ฉันบอกนายแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกตื๊อฉันสักที! แล้วนี่ยังตามมาตื๊อฉันถึงที่นี่เลยงั้นเหรอ! ไหน พูดออกมาสิว่านาย้าอะไร!”
ผู้คนรอบๆนั้นเริ่มหันมามองทางนี้กันหมดแล้ว เพราะทั้งนี้ทั้งนั้น ที่แห่งนี้เป็ภัตตาคารชั้นสูง เื่แบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยากมากๆ
“ยามที่นี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่าน่ะ ทำไมถึงปล่อยให้พวกโรคจิตเข้ามาในนี้ได้ล่ะ?”
“ใช่ๆ ดูชายอ้วนนั่นสิ ดูจนมากๆเลยนะ ไม่เหมือนว่าจะมาหาอะไรกินเลย แต่เขาก็ดูซื่อๆนะ ไม่คิดเลยว่าจะเป็พวกโรคจิตแบบนี้”
“บริกรข้างนอกนั่นทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอดนะ ถ้าจู่ๆเขายอมปล่อยให้มีใครสักคนแอบตามเข้ามาได้แบบนี้ บรรยากาศมื้อเย็นของเราจะไม่เสียเหรอ? ในเมื่อเราจ่ายเงินแพงๆแล้วเราก็ต้องอยากได้บรรยากาศดีๆถูกหรือเปล่า?”
…
ดูเหมือนว่าแขกในภัตตาคารแห่งนี้ก็มีเทใจไปทางซูหลี่เหยาบ้างแล้ว เขาเริ่มมองว่าอู๋ตี้เป็พวกโรคจิตที่ชอบแอบสะกดรอยตามคนอื่นไปแล้วเหมือนกัน
แต่เมื่อซูหลี่เหยาเห็นว่ารอบๆตัวเธอเริ่มจะครึกโครมมากขึ้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร แถมยังทำให้กระแสนี้มันโหมมากขึ้นอีก
“อู๋ตี้ ฉันรู้นะว่าลึกๆแล้วนายน่ะรักฉัน แต่นายเคยส่องกระจกบ้างหรือเปล่า? สภาพเหมือนหมูแบบนี้น่ะ นายเห็นค่าของฉันบ้างไหม? ฉันจะบอกนายเลยนะ ทุกๆการกระทำของนายน่ะ มันดูป่วยแล้วก็น่าขยะแขยงมากๆ! แล้วยิ่งนายมาคอยตามตื๊อฉันแบบนี้อีก ตอนนี้ฉันเริ่มอยากจะอ้วกทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนายแล้วนะ! นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ฉันจะเตือนนาย เลิกยุ่งกับฉัน เลิกตามฉันด้วย ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจมาจับนายเข้าคุกซะ!”
ผู้คนที่คล้อยตามคำพูดของซูหลี่เหยานั้นต่างก็ดูถูกอู๋ตี้ด้วย
ในตอนนั้นซูหลี่เหยาหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาและเริ่มอัดวิดีโอของอู๋ตี้ไปด้วย
“วิดีโอนี่จะเป็หลักฐานว่านายน่ะสะกดรอยตามฉัน! ครั้งต่อไปถ้านายยังสะกดรอยตามฉันอีกล่ะก็ ฉันจะแจ้งตำรวจพร้อมกับส่งคลิปนี้ไปด้วย!”
อู๋ตี้เริ่มจะโต้ตอบบ้างเมื่อเห็นว่าคนรอบๆเริ่มชี้มาทางเขาแล้ว แล้วไหนจะซูหลี่เหยาที่กำลังพูดกับวิดีโออยู่นั่นอีก
“เหยาเหยา นี่น่ะมันคือการเข้าใจผิดนะ ฉันมาที่นี่เพื่อจะกิน...”
เขาไม่ได้พูดมันใหม่หมด เพียงแค่พูดจบ ซูหลี่เหยาก็ก้าวเดินมาด้านหน้าและตบหน้าเขาอีก
“ฮ่าๆๆ หมูขี้แพ้อย่างนายนี่ถึงขั้นลืมกำพืดตัวเองแล้วเหรอ? เมื่อตอนที่นายเป็เด็กใหม่ นายยังใช้เงินกองทุนนักเรียนยากไร้อยู่เลย นายมันเป็ไอ้ขี้แพ้ที่ยากจน! ไม่ยอมรับตัวเองแล้วมาโกหกแบบนี้ นายมันหน้าไม่อายที่สุด! วันนี้ฉันจะแสดงให้ทุกคนเห็นเอง ถึงความไม่ปกติ ความน่าละอาย แล้วก็ความหมกมุ่นของนายน่ะ!”
คำพูดของซูหลี่เหยานั้นทำร้ายจิตใจของเขาอย่างมาก หากจะบอกว่าอู๋ตี้นั้นเคยมอบความรู้สึกดีๆให้เธอมาโดยตลอด ในตอนนี้มันก็ได้หมดลงไปแล้วเมื่อครู่นี้เอง
ทุกๆคนต่างเคยตกหลุมรักใครสักคนอยู่ในใจกันทั้งนั้น ภายในใจของคนคนนั้นต่างก็มองคนที่ตนเองรักว่าเพอร์เฟคกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นก็ตาม แต่ภายในใจก็จะยังคงมีไว้ซึ่งความทรงจำดีๆอยู่เสมอ
แต่ในตอนนี้เขานั้นเหมือนไอ้โง่ที่หลงอยู่ในฝันที่ซึ่งหลับใหลอยู่เนิ่นนานและถูกฝันที่เฝ้าหลงใหลนั้นปลุกให้ตื่นด้วยความจริงที่ว่า เทพธิดาในฝันนั้นไม่ใช่เทพธิดาอีกต่อไป หากแต่เป็ปีศาจร้ายตัวจริง
ภาพของซูหลี่เหยาที่เป็เทพธิดานั้นถูกทำลายลงไปโดยสมบูรณ์แล้วในตอนนี้
อู๋ตี้มองเห็นเธอทะลุปรุโปร่ง เธอน่ะเป็คนที่สุรุ่ยสุร่ายแบบสุดๆ เหตุผลที่เขาถูกเกลียดนั้น ไม่ใช่ว่าความอ้วนแต่อย่างใด หากแต่เป็การที่เธอคิดว่าเขาไม่มีเงินต่างหาก
เธอ้าถุงเงิน ต่อให้ถุงเงินนั้นมันจะอ้วนและสั้น แต่ตราบใดที่มันคือถุงเงิน เธอก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
เข้าใจหมดแล้ว...ถึงเหตุผลที่ทำไมก่อนหน้านี้เขาจึงมองซูหลี่เหยาเป็เทพธิดามาโดยตลอด นั่นเพราะว่าเขามักจะเอาเธอไปชุบด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ในมโนภาพตลอด
และตอนนี้ออร่าของแสงนั้นมันเริ่มจางลงแล้ว จากเทพธิดา จึงกลายเป็แค่อีตัวที่พวกลูกคนรวยหมายปองเพียงแค่ขาอ่อนของเธอ
จังหวะนั้นเอ้อซีซีออกมาจากห้องน้ำพอดี เธอเห็นดังนั้นก็ช็อกไปเลย จากนั้นก็แสดงความโกรธออกมา
“นี่! ทำไมเธอต้องแกล้งคนอื่นด้วยน่ะ!” เอ้อซีซีนั้นโกรธมากๆ เธอมายื่นขวางหน้าอู๋ตี้ไว้
“เธอเป็ใครน่ะ?” มองเอ้อซีซี ซูหลี่เหยาก็ชะงักไปก่อนจะแสยะยิ้ม “เธอก็สวยดีนี่ แต่ก็ยังไม่เท่าฉันหรอกนะ นี่ผู้หญิงสมัยนี้ชอบอะไรแบบนี้กันเหรอ? อุตส่าห์ออกตัวช่วยปกป้องเ้าหมูอ้วนแบบนี้ สาวน้อย ฉันหวังว่าเธอคงจะไม่ได้ถูกหลอกอยู่นะ บางคนภายนอกดูใสซื่อก็จริง แต่ภายในก็เป็แค่ไอ้พวกน่ารังเกียจและวิปริตนะ”
เมื่อซูหลี่เหยาพูดดังนั้น ผู้คนรอบๆต่างก็พากันหันไปมองทางเอ้อซีซีแทน ซึ่งนั่นทำให้เธอหน้าแดงขึ้นมาก่อนจะซีดไป
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเธอนั้นไม่คิดจะตอบโต้แม้จะได้ยินซูหลี่เหยาพูดเช่นนั้นแล้ว กลับกันเธอรีบหันไปทางอู๋ตี้และพยายามพาเขาออกไป
“อู๋ตี้ ไปกันเถอะ ไปที่อื่นกัน!”
ในตอนนั้นเอ้อซีซีพยายามที่จะพาอู๋ตี้ออกจากที่แบบนี้ให้ได้
อย่างไรก็ตาม ซูหลี่เหยานั้นยังคงไม่พอใจ ในตอนนี้เธอถือไพ่เหนือกว่า และเธอเองก็มีกำลังใจเต็มเปี่ยม ดังนั้นเธอเลยไม่พลาดโอกาสที่จะถากถางและฉีกหน้าพวกเขาต่อ
“อย่าปล่อยให้พวกนี้ออกไปได้เชียวนะ! ล้อมพวกมันไว้! วันนี้แหละ เราจำเป็ต้องคุยกับผู้จัดการของร้านนี้เพื่อให้เขาอธิบายว่าทำไมมันถึงเกิดเื่แบบนี้ขึ้น! ทำไมถึงปล่อยให้คนแบบนี้เข้ามาในภัตตาคารสุดหรูแบบนี้ได้! พวกเราจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อจะมากินบรรยากาศที่สุดโรแมนติกที่นี่ แต่บรรยากาศพวกนั้นถูกคนพวกนี้ทำลายไปหมดแล้ว เพราะงั้นเรา้าคำอธิบายถึงเื่ที่เกิดขึ้นนี่!”
เสียงะโของซูหลี่เหยานั้นได้ผล เหล่าคนที่มองอยู่นั้นรีบๆลุกมาห้อมล้อมทั้งสองไว้พร้อมกับถามผู้จัดการให้ออกมาอธิบายเื่ที่เกิดขึ้นนี่
ไม่นานนักผู้จัดการร้านก็ต้องใ เธอเป็หญิงสาวที่อายุราวๆ 30 ปี ซึ่งเธอเองก็เพิ่งรู้มาจากบริกร ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถถากถางลูกค้าแบบตรงๆได้เหมือนซูหลี่เหยา แต่เธอก็ต้องดูแลและใส่ใจเหล่าแขกของเธอด้วย
เมื่อเห็นแขกหลายๆคนเรียกร้องมา เธอก็เข้ามาที่อู๋ตี้และพูดขึ้น “พวกคุณทั้งสองคะ พวกเรายังไม่ได้เปิดเป็สาธารณะให้กับคนทั่วไป ถ้ายังไงช่วยออกไปก่อนนะคะ”
เอ้อซีซีนั้นเขินอายจนเห็นชัดไปถึงหูแล้ว ใบหน้าสวยของเธอนั้นแสดงออกถึงความโศกเศร้าและถูกกดขี่อย่างหนัก จนท้ายสุดน้ำตามันก็ไหลออกมาจากดวงตากลมโตของเธอ
อู๋ตี้ที่เห็นว่าเอ้อซีซีนั้นอาการไม่ดี หัวใจของเขาก็เป็ทุกข์ขึ้นมาทันที
ทั้งๆที่เขาอยากจะชวนเธอมาทานมื้อเย็นดีๆแท้ๆ แต่ทุกอย่างมันต้องมาพังทลายก็เพราะตัวเขาเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของเขาก็ดูคมกริบแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที เขามองไปยังซูหลี่เหยา สายตานั้น ไม่ใช่สายตาที่อ่อนน้อมอีกต่อไป
ซูหลี่เหยาที่จ้องมองเขาอยู่แล้วนั้นจู่ๆก็เกิดกลัวขึ้นมาโดยไร้เหตุผล แต่ด้วยความโกรธของเธอ มันเลยทำให้เธอพอจะข่มความกลัวของตัวเองไว้ได้
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมานั้น เ้าขี้แพ้นี่ต้องยอมสยบให้กับการก่นด่าและอยู่เหนือของเธอมาโดยตลอด ทำไมวันนี้ถึงกล้าที่จะขัดคำสั่งกันล่ะ? ยังไงซะเธอก็ไม่ยอมแน่ๆ!
“แก!? กล้าจ้องฉันเหรอ!”
ซูหลี่เหยานั้นเหมือนแมวตัวเมียที่กำลังบ้าคลั่ง เธอยกข้อมือมาและหมายจะตบหน้าอู๋ตี้อีกครั้ง
*หมับ*
แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ เธอทำไม่ได้ เพราะยามที่มือกำลังจะตบเข้าที่หน้า อู๋ตี้ก็ยกมือขึ้นมาและจับข้อมือของเธอไว้
“ไอ้หมูเดนตาย ปล่อยมือจากเหยาเหยาของฉันนะเว้ย!”
ในตอนนั้น เปาซิงหวังผู้ที่เหมือนลูกบอลอ้วนก็เข้ามาพอดี หลังจากที่เขารอซูหลี่เหยาอยู่ที่โต๊ะอยู่นาน ดังนั้นเขาจึงออกจากห้องส่วนตัวและผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น
อู๋ตี้สะบัดมือซูหลี่เหยาออกด้วยความไม่พอใจ
และซูหลี่เหยาเองเมื่อเห็นว่าเธอนั้นทำไม่สำเร็จ เธอก็ตรงเข้าไปซบแขนเปาซิงหวังพร้อมกับน้ำตาทันที
“พี่หวัง พี่ดูนี่สิ ไอ้หมูเดนตายนี่แอบสะกดรอยตามฉันมาที่ร้านนี่ แล้วตอนนี้มันก็พยายามจะทำอะไรบางอย่างกับฉัน พี่เห็นไหม? ดูข้อมือฉันสิ มันแดงไปหมดแล้วเพราะหมอนั่น ฮืออออ”
ใบหน้าอ้วนๆของเปาซิงหวังค่อยๆใจเย็นลง จากนั้นเขาก็พูดกับผู้จัดการร้าน “นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ? ทำไมพวกโรคจิตถึงเข้ามาที่นี่ได้? เธอต้องอธิบายเื่นี้มานะ!”