คำพูดของคืนฉายทำเอาปรีดิ์รติหมดความมั่นใจจนเหลือศูนย์หล่อนหน้าชา ตัวสั่น ร้อนรุ่มเหมือนยืนอังอยู่เหนือกองไฟั้แ่เกิดมาจนโตเป็สาวขนาดนี้ไม่เคยมีผู้ชายหน้าไหนกล้ากล่าววาจาหยาบคายจาบจ้วงล้วงคอคุณหนูได้เท่าบอดีการ์ดคนล่าสุด
ผู้ชายสิบในสิบร้อยในร้อย...ทั้งที่ผ่านตา หรือเข้ามาตีสนิท ทุกคนล้วนพินอบพิเทาปฏิบัติต่อหล่อนราวกับเป็เ้าหญิง ชี้นิ้วให้ไปซ้ายก็คือซ้าย ให้ไปขวาก็คือขวาไม่มีใครหาญกล้ามาขึ้นเสียง แสดงความอวดดี อวดเบ่งทุกคนล้วนอยู่ใต้อาณัติเพียงแค่ลมปากที่ออกคำสั่งทั้งนั้นเพราะถ้าใครไม่ยอมอ่อนข้อกับหล่อน ผู้ชายคนนั้นก็ถูกเขี่ยไปจนพ้นทางถือว่าไม่มีคุณสมบัติเข้าข่ายจะมาจีบหล่อน
แต่นี่กระไร ผู้ชายผิวขาว ตาตี่รูปทรงก็ผอมบาง หน้าตาก็แสนจะธรรมดา แต่งตัวก็ไร้รสนิยม สวมแค่เสื้อยืดไร้ยี่ห้อเรียนจบชั้นไหน ถึงปริญญาตรีหรือเปล่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะจะมาเป็บอดีการ์ดให้หล่อนสักนิด...เท่าที่เห็นล้วนมีแต่ข้อเสีย ทั้งปากเปราะ สอดรู้สอดเห็น ลามกจกเปรต สัปดี้สัปดนมิหนำซ้ำยังถือดี กล้าวิจารณ์ว่าหล่อน ‘ปากเหม็น’
ชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ!
“นายออกจากห้องฉันเดี๋ยวนี้แล้วก็เก็บข้าวเก็บของ ออกจากบ้านไปเลย ฉันจะฟ้องให้พ่อกับแม่ไล่นายออก”
หล่อนพูดจบ แทนที่เขาจะสำนึกผิดแสดงสีหน้าหดหู่ หรือว่าอ้อนวอนขอร้อง อย่าให้หล่อนไล่เขาออกแต่กลับตรงกันข้าม...เขาทำในสิ่งที่หล่อนไม่คิดว่าเขายังกล้าดีเดือด
คืนฉายลุกขึ้นยืนชะเง้อชะแง้สอดส่องภายในห้องนอน ราวกับว่าในห้องมีเขาเพียงลำพังปราศจากหล่อนร่วมอยู่ด้วย...เขาถือดี เดินสำรวจภายในห้องนอนทุกซอกทุกมุมเดินผ่านเตียงนอนไปยังข้างหลังแพนทรี่อันเป็ที่ส่วนตัว เปิดตู้เย็นหยิบกล่องน้ำผลไม้ ครีมบำรุงผิวหน้าที่แช่เอาไว้ ไม่หนำใจยังเปิดตู้เสื้อผ้ามือไล่ดูเสื้อผ้าที่สอดอยู่ในไม้แขวน แล้วสำรวจข้างในห้องน้ำได้ยินเสียงกุกกักอยู่อึดใจ เมื่อเดินจนพอใจแล้ว จึงกลับมาหยุดที่เตียงนอนของหล่อน
เขาเอื้อมไปดึงผ้าห่มที่เพิ่งคลุมร่างหล่อนขึ้นมาสะบัดจนกางเต็มผืน ก่อนจะพับตามทบ หันมาบอกเสียงเรียบเสมือนเป็เื่ธรรมดา “นี่ยังดีนะครับว่าผ้าห่มคงเพิ่งซักมาใหม่ ยังพอมีกลิ่นหอมติดผ้าอยู่บ้าง”
“นั่นนายกำลังจะทำอะไรมายุ่งกับเตียงนอนของฉันทำไม”
ตอนนั้นขาหล่อนแข็ง ก้าวไม่ออกปากคอแห้งราวกับขาดน้ำ หายใจเต้นแรงเสียจนไม่รู้จะออกฤทธิ์ออกเดชแบบไหนไม่กล้าถลันเข้าไปเพื่อยื้อแย่งสิ่งที่อยู่ในมือ เพราะบทเรียนเมื่อไม่กี่นาทีก่อนเตือนให้รู้ว่า อาจยื้อยุดจนพลาดพลั้งล้มลงไปที่เตียงนอนแบบที่ล้มลงก้นกระแทกพื้นตอนที่ดึงผ้าขนหนูผืนเล็กเมื่อครู่ก็เป็ได้
“ผมกำลังพับผ้าห่มให้คุณหนูอยู่น่ะสิครับไม่น่าถาม”
ชายหนุ่มวางผ้าห่มผืนบางที่พับเสร็จเรียบร้อยไว้ปลายเตียงแล้วดึงผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดซึ่งมีรอยยับย่นจากการพักผ่อนมาทั้งคืนให้ตึงทีละมุมโดยไม่สนใจว่าหล่อนจะแสดงปฏิกิริยาต่อต้านอย่างไร
เขายังคงถือวิสาสะหยิบจับสิ่งของสารพัดในห้องนอนของหญิงสาวเ้าของบ้านราวกับว่ามันคือห้องนอนของเขาเอง...เสร็จจากเตียงก็เดินตัวปลิวไปที่ชั้นวางโทรทัศน์ซึ่งติดผนังอยู่ฝั่งปลายเตียง หยิบหนังสือแฟชั่นและหนังสืออ่านเล่นที่วางกองกับพื้นระเกะระกะขึ้นมาวางเรียงบนชั้นจนเป็ระเบียบ
เสร็จจากมุมนั้น เขาก็เดินลิ่วไปหยุดที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ซึ่งวางเครื่องประทินผิวขวดเล็กขวดใหญ่เครื่องสำอางหลากยี่ห้อมีทั้งอายแชโดว์ มาสคาร่า บรัชออน ลิปสติกหลากสี ทุกชิ้นล้วนวางเกลื่อนกลาดเขาเหลือบตามาทางหล่อนแวบหนึ่ง แล้วพูดลอยๆโดยไม่มองหน้าว่า
“คุณหนูนี่ใช้แต่ของดีมีราคานะครับแต่ละอย่างแพงๆทั้งนั้น ผมดูผิวเผินคำนวณว่าของจุกจิกแบบผู้หญิงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งนี้ ราคารวมกันไม่น่าจะน้อยกว่าหนึ่งถึงสองแสน...แต่ดูสิครับ คุณหนูใช้มันทิ้งๆขว้างๆกองเหมือนของตลาดนัด ราคาไม่ถึงห้าร้อย”
ปากก็พูดแต่มือเขาก็ขยับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วค่อยๆเรียงของทีละชิ้นแยกแยะประเภทไว้เป็กลุ่ม...แต่ละสิ่งที่เขากระทำในห้องนอนของหล่อนเพียง่เวลาไม่ถึงสิบห้านาที มันทำให้อับอายขายขี้หน้า จนไม่รู้จะแบกความดื้อด้านไว้อีท่าไหน
เขาหันมาทำมือปัดไปปัดมาแสดงให้เห็นว่าจัดการกับโต๊ะเครื่องแป้งเรียบร้อยขณะสายตาเหลือบไปยังกองเสื้อผ้าที่หล่อนพาดไว้ตามเก้าอี้บ้างตามราวแขวนผ้าบ้าง...เท่านั้นล่ะ หล่อนถึงกับสะดุ้งเพราะนี่มันเท่ากับว่าล่วงล้ำในห้องนอนจนเกือบจะถึง ‘ก้นรัง’
หล่อนเดาว่าเขากำลังมองตรงไปยังชุดชั้นในสีดำซึ่งหล่อนเพิ่งจะปลดตะขอออกเมื่อคืนก่อนจะเข้าไปอาบน้ำ แล้วพาดไว้บนสุดของกองเสื้อหล่อนจึงปรี่เข้าไปขวาง “นายทำเกินไปแล้วนะ ฉันดูอยู่ตั้งนานไม่เข้าใจว่าเข้ามาจุ้นจ้านในห้องนอนของฉันทำไม”
“ผมเป็ผู้ชายนี่ครับไม่ชอบอะไรที่มันรกหูรกตา เห็นแล้วก็อดไม่ได้ เลยอยากจะเก็บให้เป็ระเบียบ”
ถ้าหล่อนพิเคราะห์ให้ถ้วนถี่จะรู้ได้ทันทีว่า...คำพูดประโยคนี้เป็น้ำเสียงเหน็บแนม ประชดประชันประมาณว่า...ขนาดเขาเป็ผู้ชาย ยังรู้จักเก็บกวาด แต่หล่อนนี่สิเป็ผู้หญิงแท้ๆ กว่าที่หล่อนจะอ่านความคิดของเขาออกหลายนาทีนั้น เขาก็ยังพยายามจะเบียดตัว ตรงมายังเสื้อที่พาดอย่างไม่เป็ระเบียบ
“พอได้แล้ว...นี่มันห้องนอนของฉันเดี๋ยวฉันจะเก็บเอง”
“ถ้าคุณหนูไม่อยากเก็บก็อย่าไปฝืนเลยครับ เดี๋ยวผมมาช่วยเก็บให้แบบนี้ทุกวันก็ได้...เพราะยังไง คุณหนูก็มองว่าผมมันเป็แค่บอดีการ์ดกระจอกไม่ต่างอะไรจากคนรับใช้ คุณหนูให้ผมช่วยเก็บเถอะครับ จะได้เสร็จเร็วๆ”
หล่อนไม่เคยเห็นผู้ชายปั้นหน้าตายได้ยียวนเท่านายคนนี้มาก่อน นึกไม่ถึงว่านอกจากเขาจะดึงดันไม่แพ้หล่อนบทจะเอาแต่ใจก็ดื้อด้านไม่น้อยหน้า เหมือนใครกันนะ?
เหมือนใคร...ถ้าไม่ใช่เหมือนหล่อน!
“ถ้าคุณหนูไม่อยากให้ผมช่วยคุณหนูก็ต้องเก็บคนเดียว จะไหวหรือครับ...เพราะคุณหนูตื่นก็สาย กว่าจะอาบน้ำแต่งหน้าแต่งตัว ไหนจะต้องรีบออกไปทำงาน กลับอีกทีก็มืดค่ำแล้วแบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาเก็บล่ะครับ หรือว่าต้องรอคนรับใช้...ถ้าอย่างนั้นอย่ารอเลยดีกว่าเดี๋ยวผมช่วยเก็บให้”
เขายังคงแสดงฤทธิ์เดชในการกำราบหล่อนด้วยวิธีการแบบเขา...เอื้อมมือหวังใช้ไม้ตายดึงสายชั้นในที่แพลมออกมาจากมือของหล่อนหญิงสาวเห็นท่าไม่ดี ทั้งโกรธทั้งอาย จึงรีบคว้าผ้ากองนั้นโยนใส่ตะกร้าซักซึ่งวางอยู่ใกล้ตัวโดยพลัน
ปากก็ะโเสียงขุ่น “ฉันบอกว่าจะเก็บเองยังไงเล่าพูดไม่รู้เื่”
ชายหนุ่มจึงละมือออก ยักไหล่ยักคิ้ว แบมือสองข้าง ยิ้มหน้าทะเล้น “ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่กวนละครับแต่เมื่อไหร่ที่ห้องคุณหนูรกอีก ผมจะมาช่วยเก็บนะครับ”
เขาหมุนตัวกลับ เดินอาดสบายใจเฉิบไปถึงหน้าประตู จึงเอี้ยวตัวกลับมา “ผมลืมบอกไปครับว่าแม่ของคุณ ให้ผมขึ้นมาตามไปตักบาตรตอนเจ็ดโมงเช้า นี่ก็จวนได้เวลาแล้วรีบล้างหน้าล้างตา แล้วลงไปให้ทันพระดีกว่าครับ เดี๋ยวจะสายพระท่านจะได้ไม่ต้องคอย...อ้อ แล้วอย่าลืมแปรงฟันนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน”
เสียงประตูปิดลง...หล่อนทำอะไรไม่ถูกโกรธจนเส้นจี๊ดขึ้นสมอง อายจนหนังหน้าแทบจะร่อนลอกออกมาเป็แผ่น จึงหาทางระบายสุดท้ายก็ลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง มือสองข้างปัดของหน้าโต๊ะจนกระเด็นกระดอนหล่นลงพื้นพรมเกลื่อนกล่น แล้วถลาไปที่เตียงนอน ดึงผ้าปูที่ตึงจนหลุดลุ่ย กระชากผ้าห่มจนหล่นไปกองกับพื้นปัดกองหนังสือหน้าชั้นทีวีจนกระจุยกระจาย
ก่อนขาจะอ่อนแรงทรุดลงไปนอนซบหน้ากับเตียง ปากก็พร่ำบ่น “คอยดูเถอะ ทีใครทีมัน”
...............................................จบตอนที่ 8