พลิกฟ้า ข้าเหนือ

    ตอนที่ 130 ท่านคือพ่อของข้าหรือ

    ซินหยางเฟิ่งตัดสินใจแล้วว่าจะเพิ่มระดับพลังด้วยน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมแต่นางยังไม่แน่ใจว่าการเพิ่มระดับพลังครั้งนี้จะเจ็บปวดสาหัสเหมือนครั้งก่อนหรือไม่อีกทั้งยังไม่แน่ใจด้วยว่านางจะทะลวงระดับเพียงแค่ระดับสี่หรือไปได้ถึงระดับห้าจึงคิดว่าไปหาสถานที่ทะลวงระดับนอกคฤหาสน์น่าจะดีกว่า นางจึงเรียกองครักษ์มาถาม

    “ถ้าต้องการความปลอดภัยเพิ่ม และเป็นสถานที่เฉพาะของเราก็อยู่ที่เขตสองขอรับ”

    ซินหยางเฟิ่งนึกถึงสถานที่ตอนที่เฉินจินทะลวงระดับนางก็รู้แล้วว่าองครักษ์กำลังพูดถึงที่ไหน

    “ในเขตกลางเล่าไม่มีหรือ”

    “มีขอรับ แต่ก็ไม่ใช่ที่เฉพาะของพวกเราจึงอาจจะมีคนอื่นๆ ไปทะลวงระดับในเวลาเดียวกันและบางทีก็อาจมีผู้ไม่หวังดีรบกวนการทะลวงระดับได้”

    “ไม่เป็นไร ข้าไม่อยากเดินทางไกล เอาแค่ใกล้ๆนี้ก็พอหาคนคอยดูแลความปลอดภัยให้ก็น่าจะได้กระมัง”

    “ได้ขอรับ”

    องครักษ์แปลกใจสงสัยว่าทำไมซินหยางเฟิ่งถามหาสถานที่ทะลวงระดับที่ต้องผ่านทัณฑ์สวรรค์เพราะตอนนี้นางก็เพียงแค่ระดับสามขั้นปลายเท่านั้น ถ้าจะทะลวงระดับสี่ก็ไม่จำเป็นต้องหาสถานที่แบบนั้นเพราะระดับสี่ไม่ต้องรับทัณฑ์สวรรค์ในการทะลวงพลังแต่อย่างใด

    “เอ่อ คุณหนูซินหากจะทะลวงระดับสี่ไม่ต้องฝ่าทัณฑ์สวรรค์นะขอรับ”

    “อือ ข้ารู้ แค่เผื่อๆเอาไว้น่ะ”

    นางก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านางจะทะลวงไปถึงระดับห้าเลยได้หรือไม่เพราะขนาดจวินเยี่ยนที่การข้ามระดับของเขายากกว่าแต่เขาก็ยังเพิ่มไปหนึ่งระดับได้เลย แล้วนางจะไปไม่ถึงเชียวหรือ

    แม้องครักษ์จะแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรนางเพราะจวินเยี่ยนสั่งว่าให้ทำตามคำสั่งของนางทุกประการและคอยดูแลความปลอดภัยของนางเท่านั้น

     

    สองชั่วยามต่อมาซินหยางเฟิ่งและองครักษ์สี่คนก็มายืนอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากเขตชุมชนหลายร้อยลี้ มองจากสภาพแวดล้อมทั่วๆ ไปแล้วนับว่าเหมาะทีเดียวในการทะลวงพลัง

    ซินหยางเฟิ่งสั่งองครักษ์“หากเห็นข้ามีอาการผิดปกติก็ไม่ต้องสนใจ แค่ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ”

    “ขอรับ” องครักษ์ทั้งสี่รับคำ

    เมื่อตกลงกันได้แล้วหญิงสาวก็ยกหลอดน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมขึ้นกระดกดื่มทีเดียวหนึ่งหลอดในขณะที่เหล่าองครักษ์แยกตัวกันคอยดูแลความปลอดภัยให้รอบๆตัวนางห่างๆ

    ไม่นานหลังจากนั้นอาการเจ็บปวดจนไร้คำบรรยายที่นางเคยประสบก็กลับมาอีกครั้ง

    เสียงครืนครั่นบนท้องฟ้าเริ่มคำรามซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้วมองกลุ่มเมฆที่ลอยไปยังทิศทางเดียวกันแต่นางก็ให้ความสนใจได้ไม่นานนัก เพราะอาการเจ็บปวดทั่วร่างกายโจมตีนางอีกครั้ง

    ครืน ครืน

    เสียงฟ้าขู่คำรามดังห่างจากนางราวสามสิบลี้ไม่นานเสียงฟ้าผ่าก็ฟาดเปรี้ยงลงบนยอดเขาลูกหนึ่ง

    ที่แท้ก็มีคนมาฝ่าทัณฑ์สวรรค์เช่นกันนั่นเองน่าอิจฉายิ่งนัก

    เมื่อรับรู้แล้วว่านั่นคือทัณฑ์สวรรค์ของผู้อื่นนางจึงเลิกให้ความสนใจ และแม้ว่าจะอยากสนใจ ร่างกายของนางก็ไม่เอื้ออยู่ดีนางได้แต่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน

     

     

    หลังจากอดทนต่อความเจ็บปวดทั่วร่างกายเกือบสองชั่วยามในที่สุดซินหยางเฟิ่งก็ผ่านพ้นมันไปได้ นางหลับไปอย่างอ่อนแรง

    เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าระดับพลังของนางอยู่ที่ระดับสี่ขั้นกลางแล้ว

    “น่าเสียดายจริงๆ ทะลวงได้แค่นี้เองหรือ”ซินหยางเฟิ่งพึมพำ แล้วขมวดคิ้ว

    “ทำไมอาเยี่ยนถึงเพิ่มระดับได้ถึงหนึ่งระดับใหญ่แต่ข้าไม่ล่ะ” ซินหยางเฟิ่งพยายามนึกถึงความเป็นไปได้

    “เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเพราะอาเยี่ยนได้ดื่มยาเป็นครั้งแรก ประสิทธิภาพของยาจึงออกฤทธิ์เต็มที่แต่ข้าดื่มยาเป็นครั้งที่สอง ประสิทธิภาพของยาจึงลดลงครึ่งหนึ่ง”

    เมื่อคิดได้ดังนี้หญิงสาวก็รู้สึกเสียดายน้ำยาเป็นอย่างมาก ใช้หนึ่งหลอดเต็มเชียวนะรู้อย่างนี้เอาไปผสมสุราวิญญาณเสียยังดีกว่า

    หลังจากใช้ยันต์ชำระล้างกับตัวเองแล้วซินหยางเฟิ่งก็เรียกองครักษ์ เพื่อเดินทางกลับ

    แม้องครักษ์จะสงสัยว่าทำไมต้องมาทะลวงระดับเสียไกลเพราะไม่ได้ฝ่าทัณฑ์สวรรค์เสียหน่อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถามอีกทั้งยังรู้สึกทึ่งต่อความรวดเร็วในการบ่มเพาะของนางอีกด้วยเพราะนางมาอยู่ที่นี่ไม่กี่เดือนตอนนี้ระดับพลังของนางก็เทียบเท่ากับพวกเขาเสียแล้ว อีกทั้งวิธีการทะลวงระดับของนางก็ช่างแปลกประหลาดยิ่งนักนางไม่ได้เข้าฌานสมาธิเพื่อทะลวงระดับเหมือนพวกเขานางเอาแต่กรีดร้องกลิ้งไปมาด้วยความทรมาน หลังจากนั้นนางก็ทะลวงระดับได้เฉยเลย

     

    เมื่อซินหยางเฟิ่งเดินทางมาถึงคฤหาสน์นภาทมิฬก็เป็นยามอู่แล้ว และเมื่อมาถึงก็เห็นแขกจากตระกูลปิง

    “เอ๋ ทำไมคุณชายสามปิงถึงมาที่นี่เล่าเจ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งแปลกใจเมื่อเห็นปิงหนิงเทียนนั่งดื่มชาอยู่ในโถงรับแขก

    “ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้าน่ะ”ปิงหนิงเทียนกล่าวขณะที่สายตาจับจ้องมองนาง

    ซินหยางเฟิ่งเอียงคอมองเขาด้วยความสงสัยเพราะปกตินางก็ไปที่ตระกูลปิงเป็นประจำเพื่อไปเรียนอักขระเวทและเรียนหลอมอุปกรณ์เวทอยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ถึงกับไปเรียนทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ไปทุกสัปดาห์อีกทั้งนางเพิ่งกลับมาจากตระกูลปิงเมื่อวานนี้เอง ทำไมเขาถึงต้องการพบนางเล่า

    “เอ๊ะ เจ้ามีพลังยุทธ์ระดับสี่แล้วหรือ”ปิงหนิงเทียนอุทานด้วยความประหลาดใจ เมื่อวานนี้นางยังอยู่ในระดับสามอยู่เลยตอนนี้เขาอยู่ในระดับสี่ขั้นปลายหมายความว่านางกับเขามีพลังยุทธ์อยู่ในระดับเดียวกันแล้วหรือ นี่พรสวรรค์เขาแย่หรือพรสวรรค์ของนางเยี่ยมเกินไปกันแน่ อายุต่างกันเป็นร้อยปีแต่มีพลังยุทธ์ระดับเดียวกันเสียแล้ว

    “เจ้าค่ะ เพิ่งทะลวงระดับเมื่อคืนนี้”ซินหยางเฟิ่งกล่าว

    “โอ้ ยินดีด้วย” ปิงหนิงเทียนกล่าวแอบรู้สึกภาคภูมิใจว่าลูกสาวของเขาเก่งจริงๆ

    ก่อนหน้านี้พ่อบ้านหวังบอกว่าซินหยางเฟิ่งไม่อยู่นางออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อคืน แต่ไม่ได้บอกว่านางไปไหนและถึงอยากบอกก็คงบอกไม่ได้อยู่ดี เพราะพ่อบ้านหวังก็ไม่รู้ว่านางไปไหนและไปทำอะไร ตอนนี้ปิงหนิงเทียนพอจะเดาได้แล้วว่านางไปทำอะไรมา

    “ว่าแต่ ท่านมาพบข้าเพื่อจะคุยเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งถามในขณะที่ในใจก็นึกถึงความเป็นไปได้ถึงเรื่องที่ปิงหนิงเทียนต้องการคุย

    “เจ้าจำเรื่องที่ข้าถามบนเรือเหาะได้หรือไม่เรื่องครอบครัวของเจ้าน่ะ” ปิงหนิงเทียนถาม

    “เจ้าค่ะ ข้าจำได้ มีอะไรหรือเจ้าคะ”

    “แน่นอน”

    ปิงหนิงเทียนพยักหน้าจากนั้นเขาก็เล่าเรื่องที่เขาประสบ รวมถึงเรื่องที่เขาสูญเสียความทรงจำเหมือนที่เคยเล่าให้สมาชิกตระกูลปิงฟังอีกครั้ง

    ซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้วมุ่นหลังจากฟังจบ

    “ท่านจะบอกว่า ท่านคือพ่อของข้าหรือเจ้าคะ”

    ปิงหนิงเทียนพยักหน้า “ใช่ เจ้ายอมรับข้าได้หรือไม่โกรธข้าหรือไม่”

    ปิงหนิงเทียนรอฟังคำตอบด้วยใจที่ไม่ค่อยสงบนัก

    ซินหยางเฟิ่งมองหน้าปิงหนิงเทียนตรงๆ‘ข้าควรจะคิดได้นานแล้วว่าเขาน่าจะเป็นพ่อของเจ้าของร่างนี้เพราะหน้าตาคล้ายกันมาก’

    สำหรับนางแล้วนางก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดปิงหนิงเทียนเพราะหากทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาพูด มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาแต่หากจะว่ากันจริงๆแล้ว นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกจึงไม่อยากเป็นผู้ตัดสินว่าจะยอมรับเขาหรือไม่ ทุกอย่างให้นางซินฟางตัดสินใจดีกว่า

    “ข้าไม่ได้โกรธท่าน แต่เรื่องการยอมรับนั้นเอาไว้ให้ท่านไปถามท่านแม่ดูเถอะ หากท่านแม่ยอมรับท่าน ข้าก็ไม่มีปัญหาแต่หากท่านแม่บอกว่าไม่ ข้าก็คงไม่อาจยอมรับท่านได้”

    ปิงหนิงเทียนไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้เขาชะงักงันไป แล้วเม้มปากแน่น เมื่อคลายปากออกเขาก็ถอนหายใจ แล้วกล่าว “ตกลงข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวพวกเราหาเวลาไปถามท่านแม่ของเจ้ากัน”

    “ได้”

    “แต่ว่าท่านย่าของเจ้าดีใจมากเมื่อรู้ว่าเจ้าคือหลานสาวแท้ๆ ของนางเจ้าก็เห็นนี่ว่านางชอบเจ้ามากนางเอ็นดูเจ้าตั้งแต่ที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าเป็นหลานสาวแท้ๆของนางด้วยซ้ำเจ้าจะยอมรับนางได้หรือไม่”

    ซินหยางเฟิ่งนึกถึงนายหญิงใหญ่เจียงเจียวก็รู้สึกใจอ่อนเพราะเจียงเจียวรักใคร่เอ็นดูนางเหมือนอย่างที่ปิงหนิงเทียนพูดจริงๆแต่ให้ยอมรับย่าแต่ไม่ยอมรับพ่อ แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ

    “ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ” ซินหยางเฟิ่งยังตัดสินใจไม่ได้

    “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะยังปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเคยได้หรือไม่” ปิงหนิงเทียนถามต่อ

    ซินหยางเฟิ่งพยักหน้า “แน่นอน ไม่มีปัญหาถึงอย่างไรข้าก็คิดว่าท่านคืออาจารย์ที่ให้ความรู้แก่ข้า”

    “อืม เข้าใจแล้ว”

    แม้จะไม่ได้คำตอบที่ถูกใจแต่ปิงหนิงเทียนก็ทำใจมาบ้างแล้วอย่างน้อยเท่าที่สังเกตนางก็ยังคงปฏิบัติกับเขาดังเคยไม่ได้ทำตัวเหินห่างเมื่อรู้ความจริง

    “เอาละ ถ้าเช่นนั้นข้าไปก่อนตอนนี้เจ้าเข้าสู่พลังระดับใหม่ เจ้าก็ปรับสมดุลร่างกายให้ดีๆ ก่อนพร้อมเมื่อไรก็กลับไปเรียน อย่าทิ้งไว้นาน”

    “เจ้าค่ะ”

    หลังจากพูดคุยและสอนการหลอมอุปกรณ์เวทเพิ่มเติมอีกพักหนึ่งปิงหนิงเทียนก็กลับบ้าน

     

     

    วันต่อมา จวินเยี่ยนก็กลับถึงคฤหาสน์นภาทมิฬ

    นอกจากนี้ เขายังพาสือเป่าเป้ยหญิงสาวที่ซินหยางเฟิ่งเคยช่วยไว้มาด้วย

    “เจ้ากลับมาแล้ว” ซินหยางเฟิ่งทักทายจวินเยี่ยนก่อน

    “อืม และนี่คนของเจ้า ข้าพามาคืนเจ้าแล้ว”

    ซินหยางเฟิ่งมองสำรวจสือเป่าเป้ยพบว่าตอนนี้พลังยุทธ์ของนางอยู่ในระดับสองแล้วสายตาของนางดูเฉียบคมและดุดันมากขึ้น ไม่รู้ว่าถูกฝึกอะไรบ้าง

    “ขอบคุณ” ซินหยางเฟิ่งกล่าวกับจวินเยี่ยน

    “เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า แต่ถ้าอยากขอบคุณจริงๆ ก็....”

    ซินหยางเฟิ่งเลิกคิ้ว “ก็...”

    จวินเยี่ยนเดินไปจับจูงมือนางซินหยางเฟิ่งรีบดึงมือกลับในขณะที่สายตาของนางเหลือบมองสือเป่าเป้ยแต่มีหรือที่จวินเยี่ยนจะยอมปล่อยง่ายๆ เขากระชับมือนางแน่นขึ้น

    ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับสือเป่าเป้ยด้วยน้ำเสียงและสายตาเรียบนิ่งผิดกับตอนที่พูดกับซินหยางเฟิ่งลิบลับ

    “เจ้าออกไปได้แล้ว”

    “เจ้าค่ะ” สือเป่าเป้ยตอบรับ แล้วเดินออกไป

    ซินหยางเฟิ่งมองหน้าเขา

    “นางเพิ่งฝึกเสร็จ ให้นางกลับไปพักผ่อนไม่ดีหรือ”จวินเยี่ยนกล่าวราวกับเขาเป็นคนมีน้ำใจกว้างขวางต่อลูกน้องมาก

    ซินหยางเฟิ่งมองเขาอย่างรู้เท่าทัน แต่ไม่ได้เปิดโปง

    “เอาน่า อย่ามองข้าเช่นนี้สิ ข้าไม่เจอเจ้าหลายวันเจ้าผอมขึ้นนะ” พูดแล้วก็ดึงมือของนางแล้วพาไปนั่งในโถงรับแขกซึ่งนอกจากจะเป็นห้องสำหรับต้อนรับแขกแล้วยังใช้เป็นห้องนั่งเล่นด้วย

    ซินหยางเฟิ่งยอมให้เขาจับจูงแต่โดยดี“เจ้าก็พูดไปเรื่อย”

    “เห็นหวังโปบอกว่าวันนี้คุณชายสามปิงมาพบเจ้าหรือ”จวินเยี่ยนถาม

    ซินหยางเฟิ่งพยักหน้า “ใช่”

    จากนั้นนางก็เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่ปิงหนิงเทียนบอกโดยไม่ปิดบัง

    “เจ้าไม่แปลกใจหรือ ที่เขาเป็นพ่อข้าน่ะ”ซินหยางเฟิ่งถามเมื่อเล่าจบ นางเห็นว่าสีหน้าของจวินเยี่ยนไม่เปลี่ยนเลยสักนิด

    “ข้าก็เดาเอาไว้บ้างแล้ว”

    “หือ?” ซินหยางเฟิ่งเลิกคิ้ว

    “เพราะเจ้ากับคนตระกูลปิงมีใบหน้าคล้ายกันมากจนน่าสงสัยข้าจึงให้คนของข้าไปตามสืบน่ะ”

    “หมายความว่าเจ้ารู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วหรือ”ซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้ว เพราะจวินเยี่ยนไม่เคยเล่าให้นางฟังเรื่องที่เขาให้คนตามสืบ

    จวินเยี่ยนส่ายหน้า “ไม่คนของข้าสืบได้แค่คุณชายสามปิงเคยหายตัวไปในโลกมนุษย์ช่วงหนึ่งส่วนหายไปอยู่ที่ส่วนไหนของโลกมนุษย์ยังสืบได้ไม่ชัด เหมือนมีคนลบร่องรอย”

    “อ้อ”

    “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไปกับตระกูลปิงเจ้าจะไปอยู่กับพวกเขาหรือไม่” จวินเยี่ยนเริ่มขมวดคิ้ว จ้องนางเขม็ง

    ซินหยางเฟิ่งมองหน้าเขา “อะไรเล่า เจ้าจะจ้องข้าทำไม”

    หญิงสาวผลักหน้าเขาให้หันไปทางอื่นจากนั้นจึงเล่าให้ฟังถึงข้อตกลงที่คุยกับปิงหนิงเทียนเรื่องที่ให้เขาไปคุยกับนางซินฟางก่อน

    จวินเยี่ยนถอนหายใจยังดีที่ซินหยางเฟิ่งยังไม่ยอมรับโดยง่ายเพราะไม่แน่ว่าทางตระกูลปิงอาจจะรีบเร่งเร้าให้นางออกจากบ้านของเขาแล้วไปอยู่ที่ตระกูลปิงก็ได้ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่อยากให้นางไป

     

     

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้า ข้าเหนือ ที่คุณอ่าน