ซินหยางเฟิ่งตัดสินใจแล้วว่าจะเพิ่มระดับพลังด้วยน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมแต่นางยังไม่แน่ใจว่าการเพิ่มระดับพลังครั้งนี้จะเจ็บปวดสาหัสเหมือนครั้งก่อนหรือไม่อีกทั้งยังไม่แน่ใจด้วยว่านางจะทะลวงระดับเพียงแค่ระดับสี่หรือไปได้ถึงระดับห้าจึงคิดว่าไปหาสถานที่ทะลวงระดับนอกคฤหาสน์น่าจะดีกว่า นางจึงเรียกองครักษ์มาถาม
“ถ้าต้องการความปลอดภัยเพิ่ม และเป็นสถานที่เฉพาะของเราก็อยู่ที่เขตสองขอรับ”
ซินหยางเฟิ่งนึกถึงสถานที่ตอนที่เฉินจินทะลวงระดับนางก็รู้แล้วว่าองครักษ์กำลังพูดถึงที่ไหน
“ในเขตกลางเล่าไม่มีหรือ”
“มีขอรับ แต่ก็ไม่ใช่ที่เฉพาะของพวกเราจึงอาจจะมีคนอื่นๆ ไปทะลวงระดับในเวลาเดียวกันและบางทีก็อาจมีผู้ไม่หวังดีรบกวนการทะลวงระดับได้”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่อยากเดินทางไกล เอาแค่ใกล้ๆนี้ก็พอหาคนคอยดูแลความปลอดภัยให้ก็น่าจะได้กระมัง”
“ได้ขอรับ”
องครักษ์แปลกใจสงสัยว่าทำไมซินหยางเฟิ่งถามหาสถานที่ทะลวงระดับที่ต้องผ่านทัณฑ์สวรรค์เพราะตอนนี้นางก็เพียงแค่ระดับสามขั้นปลายเท่านั้น ถ้าจะทะลวงระดับสี่ก็ไม่จำเป็นต้องหาสถานที่แบบนั้นเพราะระดับสี่ไม่ต้องรับทัณฑ์สวรรค์ในการทะลวงพลังแต่อย่างใด
“เอ่อ คุณหนูซินหากจะทะลวงระดับสี่ไม่ต้องฝ่าทัณฑ์สวรรค์นะขอรับ”
“อือ ข้ารู้ แค่เผื่อๆเอาไว้น่ะ”
นางก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านางจะทะลวงไปถึงระดับห้าเลยได้หรือไม่เพราะขนาดจวินเยี่ยนที่การข้ามระดับของเขายากกว่าแต่เขาก็ยังเพิ่มไปหนึ่งระดับได้เลย แล้วนางจะไปไม่ถึงเชียวหรือ
แม้องครักษ์จะแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรนางเพราะจวินเยี่ยนสั่งว่าให้ทำตามคำสั่งของนางทุกประการและคอยดูแลความปลอดภัยของนางเท่านั้น
สองชั่วยามต่อมาซินหยางเฟิ่งและองครักษ์สี่คนก็มายืนอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากเขตชุมชนหลายร้อยลี้ มองจากสภาพแวดล้อมทั่วๆ ไปแล้วนับว่าเหมาะทีเดียวในการทะลวงพลัง
ซินหยางเฟิ่งสั่งองครักษ์“หากเห็นข้ามีอาการผิดปกติก็ไม่ต้องสนใจ แค่ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ”
“ขอรับ” องครักษ์ทั้งสี่รับคำ
เมื่อตกลงกันได้แล้วหญิงสาวก็ยกหลอดน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมขึ้นกระดกดื่มทีเดียวหนึ่งหลอดในขณะที่เหล่าองครักษ์แยกตัวกันคอยดูแลความปลอดภัยให้รอบๆตัวนางห่างๆ
ไม่นานหลังจากนั้นอาการเจ็บปวดจนไร้คำบรรยายที่นางเคยประสบก็กลับมาอีกครั้ง
เสียงครืนครั่นบนท้องฟ้าเริ่มคำรามซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้วมองกลุ่มเมฆที่ลอยไปยังทิศทางเดียวกันแต่นางก็ให้ความสนใจได้ไม่นานนัก เพราะอาการเจ็บปวดทั่วร่างกายโจมตีนางอีกครั้ง
ครืน ครืน
เสียงฟ้าขู่คำรามดังห่างจากนางราวสามสิบลี้ไม่นานเสียงฟ้าผ่าก็ฟาดเปรี้ยงลงบนยอดเขาลูกหนึ่ง
ที่แท้ก็มีคนมาฝ่าทัณฑ์สวรรค์เช่นกันนั่นเองน่าอิจฉายิ่งนัก
เมื่อรับรู้แล้วว่านั่นคือทัณฑ์สวรรค์ของผู้อื่นนางจึงเลิกให้ความสนใจ และแม้ว่าจะอยากสนใจ ร่างกายของนางก็ไม่เอื้ออยู่ดีนางได้แต่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน
หลังจากอดทนต่อความเจ็บปวดทั่วร่างกายเกือบสองชั่วยามในที่สุดซินหยางเฟิ่งก็ผ่านพ้นมันไปได้ นางหลับไปอย่างอ่อนแรง
เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าระดับพลังของนางอยู่ที่ระดับสี่ขั้นกลางแล้ว
“น่าเสียดายจริงๆ ทะลวงได้แค่นี้เองหรือ”ซินหยางเฟิ่งพึมพำ แล้วขมวดคิ้ว
“ทำไมอาเยี่ยนถึงเพิ่มระดับได้ถึงหนึ่งระดับใหญ่แต่ข้าไม่ล่ะ” ซินหยางเฟิ่งพยายามนึกถึงความเป็นไปได้
“เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเพราะอาเยี่ยนได้ดื่มยาเป็นครั้งแรก ประสิทธิภาพของยาจึงออกฤทธิ์เต็มที่แต่ข้าดื่มยาเป็นครั้งที่สอง ประสิทธิภาพของยาจึงลดลงครึ่งหนึ่ง”
เมื่อคิดได้ดังนี้หญิงสาวก็รู้สึกเสียดายน้ำยาเป็นอย่างมาก ใช้หนึ่งหลอดเต็มเชียวนะรู้อย่างนี้เอาไปผสมสุราวิญญาณเสียยังดีกว่า
หลังจากใช้ยันต์ชำระล้างกับตัวเองแล้วซินหยางเฟิ่งก็เรียกองครักษ์ เพื่อเดินทางกลับ
แม้องครักษ์จะสงสัยว่าทำไมต้องมาทะลวงระดับเสียไกลเพราะไม่ได้ฝ่าทัณฑ์สวรรค์เสียหน่อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถามอีกทั้งยังรู้สึกทึ่งต่อความรวดเร็วในการบ่มเพาะของนางอีกด้วยเพราะนางมาอยู่ที่นี่ไม่กี่เดือนตอนนี้ระดับพลังของนางก็เทียบเท่ากับพวกเขาเสียแล้ว อีกทั้งวิธีการทะลวงระดับของนางก็ช่างแปลกประหลาดยิ่งนักนางไม่ได้เข้าฌานสมาธิเพื่อทะลวงระดับเหมือนพวกเขานางเอาแต่กรีดร้องกลิ้งไปมาด้วยความทรมาน หลังจากนั้นนางก็ทะลวงระดับได้เฉยเลย
เมื่อซินหยางเฟิ่งเดินทางมาถึงคฤหาสน์นภาทมิฬก็เป็นยามอู่แล้ว และเมื่อมาถึงก็เห็นแขกจากตระกูลปิง
“เอ๋ ทำไมคุณชายสามปิงถึงมาที่นี่เล่าเจ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งแปลกใจเมื่อเห็นปิงหนิงเทียนนั่งดื่มชาอยู่ในโถงรับแขก
“ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้าน่ะ”ปิงหนิงเทียนกล่าวขณะที่สายตาจับจ้องมองนาง
ซินหยางเฟิ่งเอียงคอมองเขาด้วยความสงสัยเพราะปกตินางก็ไปที่ตระกูลปิงเป็นประจำเพื่อไปเรียนอักขระเวทและเรียนหลอมอุปกรณ์เวทอยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ถึงกับไปเรียนทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ไปทุกสัปดาห์อีกทั้งนางเพิ่งกลับมาจากตระกูลปิงเมื่อวานนี้เอง ทำไมเขาถึงต้องการพบนางเล่า
“เอ๊ะ เจ้ามีพลังยุทธ์ระดับสี่แล้วหรือ”ปิงหนิงเทียนอุทานด้วยความประหลาดใจ เมื่อวานนี้นางยังอยู่ในระดับสามอยู่เลยตอนนี้เขาอยู่ในระดับสี่ขั้นปลายหมายความว่านางกับเขามีพลังยุทธ์อยู่ในระดับเดียวกันแล้วหรือ นี่พรสวรรค์เขาแย่หรือพรสวรรค์ของนางเยี่ยมเกินไปกันแน่ อายุต่างกันเป็นร้อยปีแต่มีพลังยุทธ์ระดับเดียวกันเสียแล้ว
“เจ้าค่ะ เพิ่งทะลวงระดับเมื่อคืนนี้”ซินหยางเฟิ่งกล่าว
“โอ้ ยินดีด้วย” ปิงหนิงเทียนกล่าวแอบรู้สึกภาคภูมิใจว่าลูกสาวของเขาเก่งจริงๆ
ก่อนหน้านี้พ่อบ้านหวังบอกว่าซินหยางเฟิ่งไม่อยู่นางออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อคืน แต่ไม่ได้บอกว่านางไปไหนและถึงอยากบอกก็คงบอกไม่ได้อยู่ดี เพราะพ่อบ้านหวังก็ไม่รู้ว่านางไปไหนและไปทำอะไร ตอนนี้ปิงหนิงเทียนพอจะเดาได้แล้วว่านางไปทำอะไรมา
“ว่าแต่ ท่านมาพบข้าเพื่อจะคุยเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งถามในขณะที่ในใจก็นึกถึงความเป็นไปได้ถึงเรื่องที่ปิงหนิงเทียนต้องการคุย
“เจ้าจำเรื่องที่ข้าถามบนเรือเหาะได้หรือไม่เรื่องครอบครัวของเจ้าน่ะ” ปิงหนิงเทียนถาม
“เจ้าค่ะ ข้าจำได้ มีอะไรหรือเจ้าคะ”
“แน่นอน”
ปิงหนิงเทียนพยักหน้าจากนั้นเขาก็เล่าเรื่องที่เขาประสบ รวมถึงเรื่องที่เขาสูญเสียความทรงจำเหมือนที่เคยเล่าให้สมาชิกตระกูลปิงฟังอีกครั้ง
ซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้วมุ่นหลังจากฟังจบ
“ท่านจะบอกว่า ท่านคือพ่อของข้าหรือเจ้าคะ”
ปิงหนิงเทียนพยักหน้า “ใช่ เจ้ายอมรับข้าได้หรือไม่โกรธข้าหรือไม่”
ปิงหนิงเทียนรอฟังคำตอบด้วยใจที่ไม่ค่อยสงบนัก
ซินหยางเฟิ่งมองหน้าปิงหนิงเทียนตรงๆ‘ข้าควรจะคิดได้นานแล้วว่าเขาน่าจะเป็นพ่อของเจ้าของร่างนี้เพราะหน้าตาคล้ายกันมาก’
สำหรับนางแล้วนางก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดปิงหนิงเทียนเพราะหากทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาพูด มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาแต่หากจะว่ากันจริงๆแล้ว นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกจึงไม่อยากเป็นผู้ตัดสินว่าจะยอมรับเขาหรือไม่ ทุกอย่างให้นางซินฟางตัดสินใจดีกว่า
“ข้าไม่ได้โกรธท่าน แต่เรื่องการยอมรับนั้นเอาไว้ให้ท่านไปถามท่านแม่ดูเถอะ หากท่านแม่ยอมรับท่าน ข้าก็ไม่มีปัญหาแต่หากท่านแม่บอกว่าไม่ ข้าก็คงไม่อาจยอมรับท่านได้”
ปิงหนิงเทียนไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้เขาชะงักงันไป แล้วเม้มปากแน่น เมื่อคลายปากออกเขาก็ถอนหายใจ แล้วกล่าว “ตกลงข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวพวกเราหาเวลาไปถามท่านแม่ของเจ้ากัน”
“ได้”
“แต่ว่าท่านย่าของเจ้าดีใจมากเมื่อรู้ว่าเจ้าคือหลานสาวแท้ๆ ของนางเจ้าก็เห็นนี่ว่านางชอบเจ้ามากนางเอ็นดูเจ้าตั้งแต่ที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าเป็นหลานสาวแท้ๆของนางด้วยซ้ำเจ้าจะยอมรับนางได้หรือไม่”
ซินหยางเฟิ่งนึกถึงนายหญิงใหญ่เจียงเจียวก็รู้สึกใจอ่อนเพราะเจียงเจียวรักใคร่เอ็นดูนางเหมือนอย่างที่ปิงหนิงเทียนพูดจริงๆแต่ให้ยอมรับย่าแต่ไม่ยอมรับพ่อ แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ
“ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ” ซินหยางเฟิ่งยังตัดสินใจไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะยังปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเคยได้หรือไม่” ปิงหนิงเทียนถามต่อ
ซินหยางเฟิ่งพยักหน้า “แน่นอน ไม่มีปัญหาถึงอย่างไรข้าก็คิดว่าท่านคืออาจารย์ที่ให้ความรู้แก่ข้า”
“อืม เข้าใจแล้ว”
แม้จะไม่ได้คำตอบที่ถูกใจแต่ปิงหนิงเทียนก็ทำใจมาบ้างแล้วอย่างน้อยเท่าที่สังเกตนางก็ยังคงปฏิบัติกับเขาดังเคยไม่ได้ทำตัวเหินห่างเมื่อรู้ความจริง
“เอาละ ถ้าเช่นนั้นข้าไปก่อนตอนนี้เจ้าเข้าสู่พลังระดับใหม่ เจ้าก็ปรับสมดุลร่างกายให้ดีๆ ก่อนพร้อมเมื่อไรก็กลับไปเรียน อย่าทิ้งไว้นาน”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากพูดคุยและสอนการหลอมอุปกรณ์เวทเพิ่มเติมอีกพักหนึ่งปิงหนิงเทียนก็กลับบ้าน
วันต่อมา จวินเยี่ยนก็กลับถึงคฤหาสน์นภาทมิฬ
นอกจากนี้ เขายังพาสือเป่าเป้ยหญิงสาวที่ซินหยางเฟิ่งเคยช่วยไว้มาด้วย
“เจ้ากลับมาแล้ว” ซินหยางเฟิ่งทักทายจวินเยี่ยนก่อน
“อืม และนี่คนของเจ้า ข้าพามาคืนเจ้าแล้ว”
ซินหยางเฟิ่งมองสำรวจสือเป่าเป้ยพบว่าตอนนี้พลังยุทธ์ของนางอยู่ในระดับสองแล้วสายตาของนางดูเฉียบคมและดุดันมากขึ้น ไม่รู้ว่าถูกฝึกอะไรบ้าง
“ขอบคุณ” ซินหยางเฟิ่งกล่าวกับจวินเยี่ยน
“เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า แต่ถ้าอยากขอบคุณจริงๆ ก็....”
ซินหยางเฟิ่งเลิกคิ้ว “ก็...”
จวินเยี่ยนเดินไปจับจูงมือนางซินหยางเฟิ่งรีบดึงมือกลับในขณะที่สายตาของนางเหลือบมองสือเป่าเป้ยแต่มีหรือที่จวินเยี่ยนจะยอมปล่อยง่ายๆ เขากระชับมือนางแน่นขึ้น
ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับสือเป่าเป้ยด้วยน้ำเสียงและสายตาเรียบนิ่งผิดกับตอนที่พูดกับซินหยางเฟิ่งลิบลับ
“เจ้าออกไปได้แล้ว”
“เจ้าค่ะ” สือเป่าเป้ยตอบรับ แล้วเดินออกไป
ซินหยางเฟิ่งมองหน้าเขา
“นางเพิ่งฝึกเสร็จ ให้นางกลับไปพักผ่อนไม่ดีหรือ”จวินเยี่ยนกล่าวราวกับเขาเป็นคนมีน้ำใจกว้างขวางต่อลูกน้องมาก
ซินหยางเฟิ่งมองเขาอย่างรู้เท่าทัน แต่ไม่ได้เปิดโปง
“เอาน่า อย่ามองข้าเช่นนี้สิ ข้าไม่เจอเจ้าหลายวันเจ้าผอมขึ้นนะ” พูดแล้วก็ดึงมือของนางแล้วพาไปนั่งในโถงรับแขกซึ่งนอกจากจะเป็นห้องสำหรับต้อนรับแขกแล้วยังใช้เป็นห้องนั่งเล่นด้วย
ซินหยางเฟิ่งยอมให้เขาจับจูงแต่โดยดี“เจ้าก็พูดไปเรื่อย”
“เห็นหวังโปบอกว่าวันนี้คุณชายสามปิงมาพบเจ้าหรือ”จวินเยี่ยนถาม
ซินหยางเฟิ่งพยักหน้า “ใช่”
จากนั้นนางก็เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่ปิงหนิงเทียนบอกโดยไม่ปิดบัง
“เจ้าไม่แปลกใจหรือ ที่เขาเป็นพ่อข้าน่ะ”ซินหยางเฟิ่งถามเมื่อเล่าจบ นางเห็นว่าสีหน้าของจวินเยี่ยนไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
“ข้าก็เดาเอาไว้บ้างแล้ว”
“หือ?” ซินหยางเฟิ่งเลิกคิ้ว
“เพราะเจ้ากับคนตระกูลปิงมีใบหน้าคล้ายกันมากจนน่าสงสัยข้าจึงให้คนของข้าไปตามสืบน่ะ”
“หมายความว่าเจ้ารู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วหรือ”ซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้ว เพราะจวินเยี่ยนไม่เคยเล่าให้นางฟังเรื่องที่เขาให้คนตามสืบ
จวินเยี่ยนส่ายหน้า “ไม่คนของข้าสืบได้แค่คุณชายสามปิงเคยหายตัวไปในโลกมนุษย์ช่วงหนึ่งส่วนหายไปอยู่ที่ส่วนไหนของโลกมนุษย์ยังสืบได้ไม่ชัด เหมือนมีคนลบร่องรอย”
“อ้อ”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไปกับตระกูลปิงเจ้าจะไปอยู่กับพวกเขาหรือไม่” จวินเยี่ยนเริ่มขมวดคิ้ว จ้องนางเขม็ง
ซินหยางเฟิ่งมองหน้าเขา “อะไรเล่า เจ้าจะจ้องข้าทำไม”
หญิงสาวผลักหน้าเขาให้หันไปทางอื่นจากนั้นจึงเล่าให้ฟังถึงข้อตกลงที่คุยกับปิงหนิงเทียนเรื่องที่ให้เขาไปคุยกับนางซินฟางก่อน
จวินเยี่ยนถอนหายใจยังดีที่ซินหยางเฟิ่งยังไม่ยอมรับโดยง่ายเพราะไม่แน่ว่าทางตระกูลปิงอาจจะรีบเร่งเร้าให้นางออกจากบ้านของเขาแล้วไปอยู่ที่ตระกูลปิงก็ได้ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่อยากให้นางไป