แม้ฝนจะตกหนักแม้ฟ้าจะมืดครึ้ม แต่เพียงแค่เห็นเธอแวบเดียว ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นใคร
"เสี่ยวอวี่!" ผมตะโกนเรียกเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น กำร่มในมือแน่นแล้วรีบพุ่งไปข้างหน้า
ใบหน้าของเธอปรากฏขึ้นในฝันของผมมานับครั้งไม่ถ้วน
การจากลาของเธอเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
แต่วันนี้ในที่สุด…ผมก็ได้พบเธออีกครั้ง
ผมรู้สึกว่าร่มในมือขัดขวางความเร็วของผมจึงตัดสินใจเหวี่ยงมันทิ้งไป แล้ววิ่งตรงไปหาเธอ
เสี่ยวอวี่ยืนอยู่ที่เดิมถือร่มสีดำ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายราวกับดอกไม้ที่กำลังแบ่งบาน
"เจียงหนิง!" เสียงของเธอยังคงหวานใสแต่สั่นเครือเล็กน้อยราวกับกลั้นน้ำตาเอาไว้
และในที่สุดผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
ผมมองดูเสี่ยวอวี่ที่มีท่าทีอ่อนโยนและเปราะบางมือทั้งสองข้างของผมเอื้อมไปโอบกอดเธอแน่นอย่างไม่อาจห้ามใจตัวเองได้
ฝนยังคงตกหนัก
เธอถือร่มส่วนผมโอบเธอไว้ ปล่อยให้สายฝนโปรยปรายลงมาทั่วร่าง
"เสี่ยวอวี่ ในที่สุดฉันก็ได้พบเธออีกครั้ง"
ร่างของเธออ่อนนุ่มแต่กลับเย็นเฉียบ
ในอากาศยังเจือด้วยกลิ่นฟอร์มาลินจางๆ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจหยุดให้ผมดึงเธอเข้ามาแนบอกได้
เสี่ยวอวี่ซบลงบนไหล่ของผมร่างกายของเธอสะท้านเล็กน้อย
จากนั้นเธอเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาลังเล ก่อนจะเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา "คุณ…คุณไม่กลัวเหรอ ฉันเป็นผีนะ?"
เสียงของเธอเบาราวกับสายฝนและแฝงด้วยความกังวล
ผมกลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น"ไม่ว่าเธอจะเป็นมนุษย์หรือผีก็ไม่สำคัญตั้งแต่วันที่ฉันจับมือเธอ ฉันก็จะจับมันไว้ตลอดไป"
ผมพูดออกไปจากใจจริง
สำหรับผมสิ่งที่ผมรักคือไป๋เสี่ยวอวี่
หญิงสาวที่เดินเล่นเคียงข้างผมในยามค่ำคืน
หญิงสาวที่จิตวิญญาณสั่นพ้องกับผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวที่เฝ้าต่ออายุให้ผมโดยไม่เอ่ยปาก
หญิงสาวที่ถึงกับร้องไห้ด้วยความกังวลเมื่อตอนที่ผมถูกสุนัขกัด
ผมไม่สนใจว่าเธอเป็นมนุษย์หรือเป็นวิญญาณ
เราค่อยๆผละออกจากอ้อมกอด ผมมองใบหน้าของเธอที่ยังคงงดงามราวต้องมนต์
เสี่ยวอวี่จ้องตาผมสายตานั้นเต็มไปด้วยความรัก แต่เสียงของเธอกลับเจือไปด้วยความสั่นไหว
"แต่ฉัน… ฉันไม่สามารถอยู่กับคุณต่อไปได้แล้ว…"
ขณะที่เธอพูดออกมาแววตาของเธอฉายประกายแห่งความสิ้นหวัง
ผมสัมผัสได้ถึงปัญหาของเธออย่างชัดเจนจึงรีบถามออกไปทันที"เสี่ยวอวี่ บอกฉันสิว่าเธอเจอกับอะไรฉันต้องทำยังไงถึงจะช่วยเธอออกมาจากตึกเก้าศพได้"
เสี่ยวอวี่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ส่ายศีรษะเบาๆ "ที่นั่น…ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ตอนนี้ฉันยังออกไปไม่ได้และอาจไม่มีวันออกไปได้"
"ทำไมล่ะ" ผมขมวดคิ้วแน่น
หรือว่านอกจากฮวงจุ้ยพิเศษและสิ่งอาถรรพ์ร้ายแรงที่ถูกกดทับอยู่แล้วยังมีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ตึกนั้นอีก?
แต่เสี่ยวอวี่ไม่ได้ตอบคำถามของผมโดยตรงเธอเพียงแต่จับมือของผมไปวางลงบนร่มสีดำที่เธอถืออยู่ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น"ฟังฉันให้ดี คุณเอานี่ไป มันจะช่วยปกป้องคุณในเวลาสำคัญอีกอย่าง…สิ่งที่อยู่ใต้ตึกนั้นอาจสังเกตเห็นคุณแล้ว อย่าถูกพวกมันจับตัวไปเด็ดขาดถ้าหากพวกมันพาคุณไปที่นั่นได้ล่ะก็... ทั้งฉันและคุณคงไม่มีชีวิตรอด…"
ผมฟังแล้วรู้สึกสับสน
ทำไมสิ่งที่อยู่ใต้ตึกถึงให้ความสนใจในตัวผม
พวกมันจะพาผมไปทำไม
แล้วชีวิตของเสี่ยวอวี่มาเกี่ยวข้องกับผมได้ยังไง
"เสี่ยวอวี่ ฉันไม่เข้าใจ!" ผมเอ่ยถามออกไปตรงๆ อยากให้เธออธิบายให้ชัดเจนกว่านี้
เสี่ยวอวี่มองลึกเข้ามาในดวงตาผม"ชะตาสี่มหาเคราะห์ของคุณเป็นหนึ่งเดียวในโลกและมันก็เป็นกุญแจดอกสำคัญ คุณห้ามให้ใครรู้ชะตาของคุณเด็ดขาด
“อีกอย่าง ถ้าเป็นไปได้ ช่วยฉันหาศพพยาบาทเบญจธาตุ บางทีนั่นอาจเป็นหนทางเดียวที่ฉันจะออกไปจากตึกนั่นได้"
ศพพยาบาทเบญจธาตุ? กุญแจดอกสำคัญ?
ผมยังมีคำถามมากมายที่อยากถามเธอแต่ในตอนนั้นเอง ร่างของเสี่ยวอวี่เริ่มเลือนรางลงไปเรื่อยๆ ราวกับไอน้ำที่กำลังระเหยไปในอากาศ
"เสี่ยวอวี่! ร่างของเธอ…" ผมเบิกตากว้าง เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เสี่ยวอวี่เพียงแค่ส่ายศีรษะเบาๆ"ไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่ร่างจริงของฉันฉันแค่มาเจอคุณผ่านทางร่มคันนี้ เวลาใกล้หมดแล้ว จำไว้นะ ไม่ว่าจะไปที่ไหนอย่าลืมพกร่มของฉันไปด้วย"
เสี่ยวอวี่พูดจบก็เขย่งปลายเท้าเล็กน้อยพลางเอนตัวเข้าหาผม
แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างของเธอกลับสลายหายไป กลายเป็นกลุ่มควันสีขาวลอยหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตา
"เสี่ยวอวี่…"
ผมพยายามเอื้อมมือคว้าเธอไว้
แต่เธอสลายไปแล้วเหลือเพียงควันจางๆ ที่จมหายไปในความมืด
มีเพียงร่มในมือผมที่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้
ผมจ้องมองมันนึกถึงคำพูดสุดท้ายของเธอ
ผมเป็นกุญแจ?
สิ่งที่ถูกกักขังอยู่ใต้ตึกเก้าศพสังเกตเห็นผมแล้ว?
ศพพยาบาทเบญจธาตุอาจช่วยให้เสี่ยวอวี่เป็นอิสระ?
ผมค่อยๆไตร่ตรองประเด็นเหล่านี้อย่างรอบคอบ
เสี่ยวอวี่ที่อยู่ภายในตึกนั้นมีสถานะอย่างไรกันแน่
ดวงชะตาสี่มหาเคราะห์ของผมเป็นกุญแจสำคัญ…แล้วมันใช้ไขอะไรล่ะ
ปลดผนึก?
พวกเขาต่างบอกว่าตึกเก้าศพนั้นอันตรายที่สุดแต่อันตรายถึงขั้นไหนกันแน่
ทั้งอาจารย์ลุงจางซาน และเสี่ยวอวี่ต่างหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงมันราวกับนั่นเป็นสิ่งต้องห้ามเป็นบางอย่างที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยถึง
แต่ที่สำคัญที่สุดตอนนี้...ศพพยาบาทเบญจธาตุ
หากผมหามันพบบางทีเสี่ยวอวี่อาจเป็นอิสระจากตึกเก้าศพ
เรื่องนี้ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในบันทึกของอาจารย์ปู่เลย
ทว่า แค่ได้ยินชื่อก็รู้ได้ว่าต้องเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งแน่แต่ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทรงพลังแค่ไหน หากมันเป็นกุญแจในการช่วยเสี่ยวอวี่ผมจะต้องหามันมาให้ได้
ผมกำร่มของเสี่ยวอวี่แน่นยืนอยู่ท่ามกลางฝนตกหนัก
ผมยืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน…
ร่มนี่เป็นของจริง…มันเป็นร่มเก่าแก่คันหนึ่ง
เสี่ยวอวี่บอกว่าร่มนี้จะคุ้มครองผม
ผมเพ่งพิจารณามันอย่างละเอียดดูภายนอกก็เหมือนร่มทั่วไป แต่สีของมันแปลกกว่าปกติโครงร่มทุกซี่ถูกทาด้วยสีดำสนิท
ผมมองไม่ออกว่าร่มนี้มีความพิเศษตรงไหนแต่ผมรู้ดีว่าเสี่ยวอวี่จะไม่โกหกผมแน่ๆ
ร่มคันนี้ต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
"เสี่ยวอวี่ ไม่ต้องห่วงนะ! ฉันจะหาศพพยาบาทเบญจธาตุให้ได้" ผมเอ่ยสัญญาก่อนกางร่มแล้วหมุนตัวเดินจากไป
สองเดือนแล้วในที่สุดก็ได้พบกับเสี่ยวอวี่อีกครั้ง
แม้ผมจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของเธอทั้งหมดแต่จากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ผมก็พอจะจับใจความได้ถึงสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญ
จากข้อมูลที่เธอให้มา
เธอออกมาไม่ได้และร่างที่ผมพบเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ร่างจริงของเธอ
ภายในตึกเก้าศพมีบางอย่างที่น่าหวาดกลัวแบบสุดขีดอยู่
การที่เสี่ยวอวี่อยู่ในที่แห่งนั้นอาจหมายถึงเธอกำลังถูกควบคุมหรือไม่ เธออาจเป็นผู้ที่คอยควบคุมบางสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า
แต่ในตอนนี้ผมเชื่อว่าความเป็นไปได้แรกน่าจะสูงกว่า
เพราะจากคำบอกเล่าของผู้โดยสารบนรถบัสผีตอนที่เธอถูกพาเข้าไปในตึกเก้าศพ เธอถูกกลุ่มคนบางกลุ่มพาตัวเข้าไป
ผมคิดเรื่องนี้มาตลอดทางจนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นโรงแรมราคาประหยัดแห่งหนึ่งไม่ไกลนัก
ผมตัดสินใจพักที่นี่สักคืน
พรุ่งนี้เช้าจะกลับไปเก็บของที่มหาวิทยาลัยแล้วไปอยู่กับอาจารย์ชั่วคราว
โรงแรมดูไม่ได้มีมาตรฐานอะไรมากเป็นแค่โรงแรมระดับล่างทั่วไป
เมื่อเดินไปถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังคุยกันอย่างไม่เร่งรีบ
ผมไม่สนใจเดินตรงไปหาพนักงานหญิงที่เคาน์เตอร์แล้วเอ่ยขึ้น "ขอเปิดห้องพักหนึ่งห้องครับ"
พูดจบผมหยิบบัตรประชาชนวางลงบนเคาน์เตอร์
หญิงสาวพนักงานส่ายหัว"ขอโทษค่ะ ห้องเต็มแล้ว"
ได้ยินดังนั้นผมก็ไม่ได้คิดจะเซ้าซี้
ขณะที่ผมกำลังจะเอาบัตรประชาชนคืนแล้วเดินออกไปจู่ๆ ชายวัยกลางคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ก็คว้าบัตรประชาชนจากมือผมไป
"มีห้องว่าง! ห้องสามศูนย์สี่ไม่ใช่ว่างอยู่หรือไง"