Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 80 เริ่มสอบเทียบ

    ตอนที่ 80 เริ่มสอบเทียบ

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    ใช่ว่าทุกคนจะเป็นมหาจอมเวท แม้จะเป็นคนตระกูลที่มีอิทธิพลอย่างตระกูลวินดิเช่ก็ไม่มีตัวตนระดับนี้ 


    อายุขัยของนักเวทแม้จะสามารถยืดออกไปได้ แต่พวกมันก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก ผู้ที่สำเร็จเป็นนักเวทชั้นสูงสี่วงเวทมีอายุขัยโดยเฉลี่ยเพียงสามร้อยปีเท่านั้น ส่วนจอมเวทห้าวงเวทอายุขัยสูงสุดห้าร้อยปี


    ออสตินหายตัวไปนานเกือบสองร้อยปี ผู้ที่จะมีคุณสมบัติรู้จักเขาในตอนนั้น อย่างน้อยๆ คนพวกนั้นต้องเป็นจอมเวทชั้นสูง ส่วนจอมเวททั่วไปในตอนนั้นพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นแค่เด็กน้อยเท่านั้น สถานะเพียงเท่านั้นย่อมไม่มีทางรู้จักออสตินในตอนนั้นได้แน่


    เมื่อนายกเทศมนตรีนายาฟเอ่ยทักทาย ผู้คนจึงได้รู้ว่าชายชราผู้ถักผมเปียสีขาวนี้ไม่ธรรมดา 


    จอมเวทบางคนที่อยู่ที่นี่ล้วนพอจะจำชื่อเสียงของออสตินได้บ้าง ส่วนผู้เยาว์คนอื่นๆ ล้วนไม่รู้จักชายชราคนนี้


    “พบกันอีกแล้วท่านนายกเทศมนตรีนายาฟ” ออสตินกล่าวอย่างมีมารยาท เขาเหลือบมองไปยังเด็กน้อยผมทองที่อยู่ข้างๆ นายาฟและส่งยิ้มให้


    ชิม่อนสีหน้ากระอักกระอ่วนก่อนจะยกมือขวาขึ้นทาบอกและโค้งเล็กน้อยให้กับออสตินโดยไม่พูดอะไร


    เมอร์ลินเองก็ปฏิบัติตามชิม่อนเช่นกัน เขาโค้งให้กับนายาฟ


    “ศาสตราจารย์ออสตินเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเธอมานี่สิ ฉันจะแนะนำท่านมหาปราชญ์ให้รู้จัก” นายาฟกล่าว


    เหล่าบรรดาตระกูลน้อยใหญ่ หรือผู้มีอำนาจในเมืองต่างเข้ามาตามคำกล่าวของนายาฟ


    เนื่องจากเขามีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรี นักการเมืองเช่นเขาย่อมต้องการคนสนับสนุน ต่อให้ตัวเขาที่เป็นมหาจอมเวทย์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ดังนั้นผู้ที่จะเข้าร่วมการสอบเทียบในวันนี้จึงมีแต่คนใหญ่คนโตของเมืองวินเซน


    โลกในยุคนี้ไม่ใช่ยุคศักดินา ขุนนางหรือข้าราชการของรัฐพอจะมีอำนาจอยู่บ้าง แต่บรรดาตระกูลพ่อค้านักธุรกิจก็มีอิทธิพลไม่แพ้กัน


    พวกเขาเหล่านี้จำเป็นต้องมีคนอย่างนักเวทและนักวิชาการเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่ตระกูลใหญ่ๆ จะส่งเสริมสายเลือดของตัวเองให้เดินในเส้นทางนี้ หรือว่าจ้างนักเวทและนักวิชาการระดับสูงให้ทำงานด้วยกัน


    ความจริงทั้งนักเวทและนักวิชาการย่อมต้องมีอีโก้เป็นของตนเอง ด้วยศักดิ์ศรีของพวกเขาย่อมไม่ยอมรับใช้ใครง่ายๆ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาเหล่านี้ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเงินตราอยู่ดี


    สู้เก่งคิดเก่งแต่ก็ใช่ว่าจะหาเงินกันได้ เรื่องหาเงินพวกเขาย่อมแพ้นักธุรกิจ


    ดังนั้นการสวามิภักดิ์ต่อนักธุรกิจจึงเป็นเส้นทางที่ง่ายกว่า ยังไงการบ่มเพาะพลังหรือการทำงานวิจัยก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ซึ่งนักธุรกิจนั้นสามารถช่วยเหลือเรื่องนี้กับพวกเขาได้


    มันจึงไม่แปลกใจว่าทำไมตระกูลที่ทำธุรกิจค้าขายถึงได้แข็งแกร่ง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งสี่ตระกูลอย่างจตุมหาคลัง พวกเขานั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นขุมอำนาจที่มีพลังรบแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ของมหาทวีป


    ไม่แน่ว่าบางตระกูลอาจจะมีกำลังรบทัดเทียมกับสภาเวทมนตร์ หรือสภาอัศวินเลยด้วยซ้ำ


    การเมืองของโลกนี้ซับซ้อน แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังเป็นไปตามครรลองของชีวิต


    ออสตินแม้จะเป็นถึงมหาปราชญ์ แต่เมื่อเทียบกับขุมอำนาจเหล่านี้เขาเองก็เป็นแค่เพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งเท่านั้น


    เมอร์ลินเองก็ถูกแนะนำให้รู้จัก หลายคนต้องการทำความรู้จักกับเขา นั่นเพราะสภานะของออสติน แต่มีคนหนึ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบเมอร์ลิน นั่นก็คือเด็กผมทองชิม่อน


    ไม่รู้ว่าเขากับชิม่อนไม่ชอบขี้หน้ากันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตั้งแต่ที่พวกเขาพบกันชิม่อนก็มีท่าทางอิกนอร์กับเมอร์ลินตลอด ส่วนเมอร์ลินก็คร้านจะใส่ใจคนแบบนี้


    “ผู้มีเกียรติทุกท่าน ตอนนี้ได้เวลาแล้วเชิญให้ลูกหลานของพวกท่านลงทะเบียนที่ตรงนี้” ชายชราในชุดสูทสีดำสวมชุดคลุมที่มีตราสัญลักษณ์คบเพลิงและตำราเอ่ย


    ใช่แล้ว เขาเป็นคนของสำนักงานการศึกษา


    หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าพนักงานของรัฐเกือบทุกที่จะแต่งกายด้วยชุดสูทและมีผ้าคลุมที่มีตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานอยู่ด้านหลัง


    อย่างนายกเทศมนตรีนายาฟเองเขาก็สวมเสื้อคลุมสีขาวที่มีตราสัญลักษณ์ลำแสงออโรร่าอยู่ด้านหลัง


    ส่วนสมาคมเวทนตร์ก็มีชุดคลุมที่มีตราสัญลักษณ์วงเวทอยู่ด้านหลังเช่นกัน 


    เมอร์ลินและเหล่าเด็กที่จะร่วมสอบเทียบต่างเข้าไปลงทะเบียน 


    การลงทะเบียนนั้นง่ายมาก เพียงนำตราประจำตัวของตนเองไปทาบลงบนแท่นที่สำนักงานการศึกษาจัดเตรียมไว้ ข้อมูลของผู้ลงทะเบียนจะถูกตรวจสอบและจัดเก็บไว้


    การสอบเทียบในครั้งนี้ถูกกำหนดจำนวนคนเป็นที่แน่นอนไว้แล้ว เพราะผู้ปกครองของพวกเขาจะต้องร่วมกันจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้เครื่องทดสอบ


    “เชิญผู้ลงทะเบียนทุกคนทาง”


    เจ้าหน้าที่ของสำนักงานการศึกษาพากลุ่มเด็กเข้าไปด้านใน โดยทิ้งเหล่าผู้ปกครองอยู่ด้านนอก


    “ลูกทำได้อยู่แล้ว” ออสตินขยิบตาให้เมอร์ลิน


    “ครับ”


    เมอร์ลินยิ้มและพยักหน้า ก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไป


    บนทางเดินที่เหมือนคริสตันสีขาวนำพาไปยังห้องโถงห้องแล้วห้องเล่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเดินผ่านไปมาโดยไม่สนใจพวกเขา


    เมอร์ลินกวาดมองด้วยสายตาก็พบว่ามีผู้เข้าร่วมการสอบเทียบจำนวนสามสิบสี่คน จึงไม่แปลกใจเลยว่าบริเวณห้องโถงตรงหน้าถึงได้มีคนมากมายขนาดนั้น


    ทุกคนต่างมีผู้ปกครองมาส่งจำนวนมาก แต่มีคนหนึ่งที่เมอร์ลินสังเกตเห็นคือเด็กสาวผมสีส้มที่ยืนพิงเสาเลียอมยิ้มในมืออย่างเงียบๆ เธอไม่ได้มีผู้ติดตามหรือผู้ปกครอง มาเข้าร่วมการสอบเทียบนี้ด้วยตัวคนเดียว


    ตอนนี้เธอกำลังเดินอยู่ท้ายสุดของขบวน ส่วนที่คนที่เดินนำหน้าที่อยู่ถัดไปจากเจ้าหน้าที่คนนั้นก็คือเด็กผมทองชิม่อน


    เมอร์ลินนั้นชอบสังเกตเป็นพิเศษจึงรับรู้เรื่องราวเหล่านี้


    ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็นำพวกเขามาถึงห้องโถงใหญ่ที่มีขนาดเท่าสนามกีฬา


    “พวกเธอรออยู่ตรงนี้” เจ้าหน้าที่คนนั้นกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเดินไปยังใจกลางของห้องโถง


    เขานำผลึกเวทแท่งใหญ่ออกมา ก่อนจะเสียบมันลงไปในรูซึ่งมีขนาดเท่ากับผลึกเวทก้อนนั้น จากนั้นก็นำแผ่นตราแผ่นหนึ่งออกมาแล้วทำการกระตุ้นการทำงาน


    ฮวง!


    พื้นของห้องโถงปรากฏเส้นแสงโคจรอย่างรวดเร็ว 


    ไม่นานทุกคนก็ได้พบกับวงเวทขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดในห้อง 


    เจ้าหน้าที่คนนั้นกำลังควบคุมค่ายกล แล้วตอนนั้นเองวงเวทขนาดเล็กมากมายก็ปรากฏขึ้น จากนั้นลำแสงสีขาวมากมายก็พุ่งขึ้นกลายเป็นเสาแสงสามสิบสี่ต้นเท่ากับจำนวนของผู้ที่สอบเทียบ


    “เอาล่ะ ทุกคนเดินเข้าไปด้านในเสาแสงแต่ละต้น การทดสอบจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเธอเข้าไปข้างในนั้น จงจำไว้เธอจะไม่สามารถออกมาได้จนกว่าจะทำข้อสอบทั้งหมดเสร็จ”


    “ขอให้พวกเธอโชคดีกับการสอบนี้”