สิ้นเสียงของเสวี้ยเจ๋อ กระบี่โลหิตมรณะและวิญญาณอาฆาตที่เหลือที่สองดวงก็พุ่งเข้าไปยังม่านวารีที่ถูกสร้างโดยลมปราณมหาสมุทร ม่านวารีที่สามารถดูดกลืนและโอบอุ้มได้ทุกสรรพสิ่งราวกับเป็นมหาสมุทรจริงๆ ป้องกันการโจมตีทั้งหมดที่เข้ามาแต่ว่า
“อ๊าากกกก” เสียงร้องทรมานของตงฟางชุนดังขึ้นมาทันทีที่ม่านวารีดูดกลืนวิญญาณอาฆาตเข้าไป
การโจมตีด้วยวิญญาณอาฆาตได้ผลอย่างเห็นได้ชัด เพียงการโจมตีพร้อมกันของสองวิญญาณอาฆาตตงฟางชุนก็ไม่อาจต้านทานความเจ็บปวดที่ได้รับจากภายในวิญญาณได้อีกต่อไป ม่านวารีที่แข็งแกร่งถูกปลดออกอย่างง่ายดาย
“สุดท้ายแล้วจิตใจของเจ้าก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากพอ” เสียงของเสวี้ยเจ๋อดังขึ้นพร้อมๆ กับหอกโลหิตเหลวที่พุ่งออกมาจากพื้นดินแทงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายตงฟางชุน ตรึงร่างของตงฟางชุนไม่ให้อีกฝ่ายขยับตัวได้
“อ๊ากกก” ตงฟางชุนร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
"ต้องยอมรับการที่อูหลินเฟิงให้เจ้า และ ชายที่ใช้กายยักษ์ศิลามาป้องกันเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่เป็นทั้งแพทย์ และ มีความสามารถในการสังหารอสุรกายไร้ผิว ถือเป็นความคิดที่ดี แต่ว่าตั้งแต่ที่ข้ารู้ว่าพวกเจ้ารอดมาได้จากการลอบสังหารของพวกข้า เป้าหมายที่แท้จริงของข้าก็คือเจ้า"เสวี้ยเจ๋อกล่าว โดยที่ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้กลับตงฟางชุน ภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้มีโบราณสถานของตระกูลโบราณหลายตระกูล และ โบราณสถานแต่ละแห่งหากไม่มีสายเลือดเดียวกับเจ้าของโบราณสถาน การจะฝืนเข้าไปนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกับดักหรือสัตว์อสูรที่อาศัยภายในโบราณสถาน อย่างการเข้าไปในโบราณสถานของตระกูลโอวหยางหากไม่มีโอวหยางไป๋หลงไปด้วยก็ไม่รู้ว่ากองกำลังของแดนจันทราโลหิตจะโดนกับดักอะไรบ้าง
เพราะฉะนั้นตั้งแต่ที่เสวี้ยเจ๋อรับรู้ว่าตัวเขาโดนซ้อนแผน ไม่มีผู้ใดที่ตายจากการถูกลอบสังหารเลยแม้แต่คนเดียว แท้จริงแล้วภายในใจของเสวี้ยเจ๋อดีใจยิ่งนัก เสวี้ยเจ๋อจ้องมองไปตงฟางชุนที่ถูกตรึงไว้ด้วยหอกโลหิตเหลว ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“หากคิดจะกล่าวโทษ ก็จงโทษความฉลาดของอูหลินเฟิงที่ทำให้เจ้ารอดได้มาจนถึงตอนนี้” เสวี้ยเจ๋อกล่าว จากนั้นก็หยิบลูกแก้วโลหิตออกมา ลูกแก้วโลหิตอันเป็นแกนกลางของอสุรกายโลหิตที่มีความสามารถในการยึดร่างของผู้คนได้ ค่อยๆ ถูกเสวี้ยเจ๋อจับใส่ปากของตงฟางชุน โดยที่ตงฟางชุนไม่อาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย ความไม่ยินยอมปรากฏขึ้นภายในแววตาของตงฟางชุน แต่เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้อีกต่อไป ลูกแก้วโลหิตค่อยๆไหลลงคอของตงฟางชุนอย่างรวดเร็ว ร่างกายของตงฟางชุนสั่นสะท้าน ลูกแก้วโลหิตที่เข้าไปภายในร่างกายกำลังกลืนกินร่างของเขาทั้งเป็น
ทันใดนั้นเองสัมผัสปราณของเสวี้ยเจ๋อ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงบุคคลที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ตามมาไวจริงๆเลยนะ...แต่น่าเสียดายที่พวกเจ้ายังเร็วไม่พอ” เสวี้ยเจ๋อหันไปมองตามทิศทางที่เขาสัมผัสได้ ภาพที่เสวี้ยเจ๋อเห็นก็คือ เซี่ยชิงเอ๋อร์และลี่เจียงกำลังมุ่งหน้ามาด้วยความเร็วสูง
เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร พยัคฆ์คชสารถล่มปฐพีทลายนภา
เพลงกระบี่สิบวายุ กระบวนท่าที่สิบ กระบี่ตัดสรรพสิ่ง
ทันทีที่เซี่ยชิงเอ๋อร์และลี่เจียง เข้าสู่ระยะที่สามารถโจมตีได้ก็ส่งการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของตนเองออกมา โจมตีไปยังเสวี้ยเจ๋อ ผู้นำของกองกำลังแดนจันทราโลหิตทันที การโจมตีที่รุนแรงของทั้งสองมุ่งหน้าเข้าหาเสวี้ยเจ๋ออย่างรวดเร็วและรุนแรง พลังมหาศาลที่ออกมาจากการโจมตีของทั้งสองคนเรียกได้ว่าหากเสวี้ยเจ๋อโดนเข้าไปจังๆ อาจจะสามารถบาดเจ็บสาหัสหรือตายได้ในทันที แต่ว่าเสวี้ยเจ๋อก็จ้องมองการโจมตีที่เข้ามาด้วยใบหน้าก็ยังประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม ไร้ความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“เจตจำนงแห่งกระบี่?? เจ้าบรรลุถึงขั้นนี้แล้วงั้นหรือ สมกับที่ได้รับฉายาว่าเป็นร่างจุติของเทพกระบี่ แต่ว่า….”
ปราณมหาสมุทร ห้วงมหาสมุทรโอบอุ้มสรรพสิ่ง
ร่างของตงฟางชุนที่โดนอสุรกายโลหิตกลืนกินได้สำเร็จ อสุรกายโลหิตก็ได้ใช้ลมปราณประจำตัวของตงฟางชุนออกมา ม่านวารีที่ถูกสร้างจากลมปราณมหาสมุทร ถูกสร้างขึ้นโอบล้อมร่างกายเสวี้ยเจ๋อและตงฟางชุน การโจมตีที่รุนแรงของเซี่ยชิงเอ๋อร์และลี่เจียงที่โจมตีเข้ามาสุดแรง กลับถูกม่านวารีกลืนกินไปจนหมดสิ้น ไม่อาจสร้างบาดแผลให้แก่เสวี้ยเจ๋อได้เลยแม้แต่น้อย
“บ้าเอ๊ย!! เรามาช้าไป” ลี่เจียงกล่าวออกมาอย่างเจ็บใจ เพียงเพราะว่าเป็นห่วงอูหลินเฟิงมากเกินไปจนทำให้เขาตัดสินใจทิ้งสนามรบทางด้านนี้ ทำให้อีกฝ่ายมีโอกาสที่จะยึดร่างตงฟางชุนได้
“ถูกต้องเจ้ามาช้าเกินไป น่าเสียดายจริงๆ หากมาเร็วกว่านี้สักหน่อย ตงฟางชุนอาจจะรอดก็ได้” เสวี้ยเจ๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เสวี้ยเจ๋อ ดวงวิญญาณที่ฝังไว้ในร่างของอสุรกายอกายยักษ์แดงโดนกลืนกินไปแล้ว” อยู่ๆ กงซุนเมิ่งได้บ่งบอกถึงเรื่องที่วิญญาณภายในอสุรกายอย่างถูกกลืนกินไปแล้ว
“งั้นหรือ....หรือว่าดวงวิญญาณของมารสวรรค์ยังไม่ตาย แล้วสามารถยึดร่างกลับคืนได้งั้นหรือ?? แบบนี้คงต้องไปดูสักหน่อยแล้ว” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
เพลงกระบี่สิบวายุ กระบวนท่าที่เก้า สิบกระบี่วายุกลืนมหานภา
“คิดจะหนีงั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายคิดไปที่อื่น จึงลงมือโคจรลมปราณส่งการโจมตีที่รุนแรงออกไปทันที กระบี่วายุทั้งสิบเล่ม ถูกสร้างขึ้นมาแล้วโจมตีออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่ากระบี่ทั้งหมดก็ถูกลมปราณมหาสมุทรป้องกันไว้ได้ทั้งหมด
“การโจมตีของเจ้าแม้จะบรรลุถึงระดับเจตจำนงแห่งกระบี่แล้วก็ตาม แต่การโจมตีของเจ้าซื่อตรงเกินไป ไม่อาจที่จะทำลายการป้องกันของลมปราณมหาสมุทรได้หรอก” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
‘แต่ว่าหากจะให้สังหารพวกเขาสองคนตอนนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถสังหารได้ เจตจำนงแห่งกระบี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกทั้งเพลงหมัดพยัคฆ์คชสารก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถต้านทานได้อย่างง่ายดาย ยิ่งหากชายคนนี้แปลงร่างเป็นยักษ์ศิลาที่มีพลังป้องกันสูงการต่อสู้จะยิ่งยืดเยื้อ เพราะฉะนั้นควรที่จะขังเจ้าพวกนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า’ เสวี้ยเจ๋อคิด จากนั้นโลหิตจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ใต้พื้นดินตั้งแต่แรก ก็แทงทะลุพื้นดินโจมตีไปยังทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว
ปราณปฐพี กายยักษาศิลาขั้นที่สองกระบวนที่หนึ่ง แปลงกายยักษ์ศิลาสี่กร
ลี่เจียงกลายร่างเป็นยักษ์ศิลาอย่างรวดเร็วป้องกันการโจมตีของหอกโลหิตเหลวที่พุ่งเข้ามาทั้งหมด และยังใช้ร่างกายอันใหญ่โตและแข็งของอสุรกายอย่าคอยปกป้องการโจมตีให้แก่เซี่ยชิงเอ๋อร์อีกด้วย
“ขอบใจ” เซี่ยชิงเอ๋อร์หันไปกล่าวกับลี่เจียงที่ช่วยปกป้องนาง
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะคอยป้องกันให้ ส่วนเจ้าโจมตีพวกมันไปเรื่อยๆ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพลังโจมตีของเจ้าจะไม่สามารถทะลุการป้องกันของอีกฝ่ายได้” ลี่เจียงกล่าวโดยที่เชื่อมั่นในพลังโจมตีของเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่สามารถบรรลุได้ถึงเจตจำนงแห่งกระบี่
“น่าเสียดายที่พวกเจ้าจะไม่ได้ทำแบบนั้น ลงมือซะ!!” เสวี้ยเจ๋อหันไปออกคำสั่งอสุรกายโลหิตในร่างของตงฟางชุน ในขณะเดียวกันเขาก็ใช้โลหิตของตนเองสร้างกระบี่โลหิตมรณะขึ้นมาโจมตีไปยังร่างของยักษ์ศิลาอย่างต่อเนื่อง แต่การป้องกันที่แข็งแกร่งลี่เจียงก็สามารถทนทานต่อกระบี่ทุกเล่มได้ แต่นั่นก็ทำให้ลี่เจียงไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อยจำเป็นต้องฝืนตั้งรับเพียงอย่างเดียว
ลมปราณมหาสมุทร กรงวังวนวารี
ม่านวารีแบบที่ใช้ป้องกันการโจมตีถูกสร้างขึ้นมา โอบล้อมร่างของเซี่ยชิงเอ๋อร์และลี่เจียงเอาไว้ภายใน
“เสร็จมัน” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวเมื่อเห็นว่าตนเองถูกขังไว้ในกล่องวารี หากเป็นกรงชนิดเดียวกับม่านวารีของตงฟางชุน ไม่รู้ว่าจะต้องใช้การโจมตีมากเท่าไหร่ถึงจะสามารถทำลายม่านวารีนี้ได้
“สุดท้ายแล้วความแข็งแกร่งของอัจฉริยะอันดับหนึ่งด้านกระบี่ก็มีเพียงเท่านี้สินะ” เสวี้ยเจ๋อหันไปกล่าวกับเซี่ยชิงเอ๋อร์ก่อนที่จะเดินจากไปอย่างง่ายดาย
“หยุดนะ!!” เซี่ยชิงเอ๋อร์ตะโกนออกมาอย่างโมโหและโจมตีไปยังม่านวารีที่กักขังตนเองไว้อย่างบ้าคลั่ง คิดจะใช้การโจมตีที่เหนือกว่าทะลวงการป้องกันของม่านวารีออกไปโดยเร็ว แต่ว่านั่นกลับเป็นสิ่งที่เสวี้ยเจ๋อต้องการ ลมปราณมหาสมุทรที่แข็งแกร่งของตระกูลตงฟางนั้น มีข้อเสียคือเผาผลาญลมปราณอย่างมหาศาลเพราะฉะนั้นมันจึงใช้การดูดกลืนพลังของผู้อื่น และ เปลี่ยนเป็นพลังของตนเองเพื่อให้สามารถคงสภาพการป้องกันได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นยิ่งเซี่ยชิงเอ๋อร์และลี่เจียงพยายามโจมตีทำลายม่านพลังมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งสามารถคงอยู่ได้นานขึ้นเท่านั้น วิธีที่จะออกไปจากม่านวารีนี้ให้เร็วที่สุดก็คือปล่อยให้มันหายไปเอง
..
..
ทางด้านของอูหลินเฟิง
หลังจากที่อูหลินเฟิงรับรู้ถึงตัวตนเจ้าของร่างที่ถูกนำมาทำเป็นอสุรกายยักษ์ ก็ได้ส่งจิตพูดคุยกับกระบี่เหนือสวรรค์ทันที หากคิดจะถามข้อมูลของคนที่มีชีวิตอยู่ในอดีตอย่างมารสวรรค์ ก็จำเป็นจะต้องถามข้อมูลกับกระบี่เหนือสวรรค์ที่คงอยู่มาแล้วหลายยุคหลายสมัย
‘ท่านเหนือสวรรค์...ท่านมีข้อมูลของมารสวรรค์หรือไม่’ อูหลินเฟิงถาม
‘ย่อมต้องมีอยู่แล้ว คิดจะสู้กับมันงั้นหรือ ทางที่ดีข้าว่าเจ้าควรจะหนีดีกว่า...ไม่ว่าใครในกองกำลังพันธมิตรของเจ้าก็ไม่สามารถที่จะสู้กับเจ้านั่นได้...แม้ว่ามารสวรรค์จะเหลือระดับเพียงแค่จอมยุทธ์ขั้นสูงเท่ากับพวกเจ้า แต่ว่าความน่ากลัวของมารสวรรค์เหนือกว่าเทพศพโลหิตผู้นั้นเสียอีก’ กระบี่เหนือสวรรค์พยายามให้คำแนะนำแก่อูหลินเฟิง ในความคิดของกระบี่เหนือสวรรค์ เคล็ดวิชาของเทพศพโลหิตมีความร้ายกาจชนิดที่เรียกว่าสั่งตายแก่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเป็นส่วนประกอบของร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันหากเจอกับศัตรูที่ไม่มีเลือดภายในร่างกาย ก็แทบจะทำอะไรไม่ได้ความแข็งแกร่งทั้งหมดแทบจะสูญสลายไป จึงสามารถทำให้เรนและเนี่ยหลุนหยุดยั้งได้อย่างง่ายดาย
‘แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยงั้นหรือ’
‘อย่าลืมว่าเจ้านั่นมีร่างของเทพอสูรอมตะ ที่ปกติแล้วก็จะแข็งแกร่งเหนือกว่าระดับลมปราณ เหมือนกับแม่นางน้อยซือเอินของเจ้า แต่เจ้าก็อย่าลืมว่าร่างกายของมารสวรรค์ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้เจ้าจะสามารถโจมตีร่างกายนั้นเข้า แต่ว่าพละกำลังที่อีกฝ่ายโจมตีมาเกรงว่าจะสามารถสังหารพวกเจ้าได้ภายในครั้งเดียว นี่ยังไม่รวมถึงเพลิงครองสวรรค์ของเจ้านั่น’ กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว
‘เพลิงครองสวรรค์?? คืออะไรงั้นเหรอ’ อูหลินเฟิงทวนสิ่งที่เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
‘มันคือเพลิงต้องห้าม เป็นเคล็ดวิชาฝึกเปลวเพลิงสายมาร ที่แม้แต่ผู้ฝึกสายมารในอดีตยังไม่ยอมรับ’ กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว
‘ในยุคของเจ้าตอนนี้เคล็ดวิชาสายมารและพรรคมาร แทบจะไม่มีผู้ฝึกอีกแล้วแต่ว่า ในสมัยก่อนยุคประมาณห้าหมื่นปีก่อนเป็นยุครุ่งเรืองของสายมาร เคล็ดวิชาสายมารแทบทั้งหมดจะเป็นเคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้องกับการดึงเอาอารมณ์ที่รุนแรงออกมาใช้เพื่อเสริมพลัง ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความแค้น อาฆาต พยาบาท ใช้จิตด้านลบเสริมเข้าไปในเคล็ดวิชาต่างๆ
หากว่าผู้ที่ฝึกวิชาสายมารไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้ จะถูกเคล็ดวิชาเหล่านั้นกลืนกินจนบุคลิกและนิสัยเปลี่ยนไป ทำให้ยุคหลังๆ มาวิชาสายมารจึงค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนเคล็ดวิชามารครองสวรรค์ เป็นวิชาของผู้ที่มีลมปราณเพลิงแต่กำเนิด
ด้วยลมปราณเพลิงที่มีพลังแห่งหยางที่รุนแรงภายใน เคล็ดวิชามารครองสวรรค์จะนำพลังของหยินมาเสริมให้แก่พลังหยาง แปรเปลี่ยนเปลวเพลิงของผู้ใช้ให้กลายเป็นเปลวเพลิงครองสวรรค์ คุณสมบัติของเปลวเพลิงจะเปลี่ยนแปลงไป ไม่ส่งความร้อนและแผดเผาสิ่งใด แต่เปลวเพลิงนั้นจะกลายเป็นเปลวเพลิงแห่งความเสื่อมสลาย ทุกสิ่งที่สัมผัสกับเปลวเพลิงจะถูกสลายหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน’
‘ถ้าท่านบอกว่าวิชาสายมาร ใช้อารมณ์ด้านลบในการฝึกฝน แล้ววิชามารครองสวรรค์ใช้อารมณ์ใดหรือ’ อูหลินเฟิงถาม
‘ความสิ้นหวัง และ ความบริสุทธิ์ของอิสตรี มารสวรรค์จะจับสตรีที่ฝึกฝนวิชาที่เกี่ยวกับพลังแห่งหยิน ขืนใจเพื่อดูดซับพลังหยินของพวกนาง และทำให้พวกนางสิ้นหวังจนถึงขีดสุด ดูดกลืนอารมณ์เหล่านั้นเพื่อแปรเปลี่ยนเปลวเพลิงของตนเองให้กลายเป็นเปลวเพลิงครองสวรรค์’ กระบี่เหนือสวรรค์อธิบาย
‘ชั่วช้ายิ่งนัก!!’
‘แท้จริงแล้ววิชานี้เป็นวิชาที่ฝึกฝนได้ยากยิ่ง เพราะว่าการตีการของพลังแห่งหยินและหยางภายในร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายของผู้ฝึกฝนได้รับบาดเจ็บสาหัส และสามารถตายได้จากการฝึกฝนวิชานี้ แต่มารสวรรค์ที่ครอบครองร่างของเทพอสูรอมตะ ทำให้มันสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชานี้อย่างง่ายดาย ด้วยเพลิงแห่งความเสื่อมสลายนี้ มันสามารถที่จะต่อต้านพลังได้เกือบทุกประเภท ทำให้ในตอนนั้นมันเกิดความหยิ่งผยองจนเข้าท้าทายเปลวเพลิงของราชวงศ์โชติช่วงสุดท้ายก็ถูกราชวงศ์โชติช่วงสังหาร แต่ข้าคิดว่าภายในกองกำลังแห่งนี้ไม่มีผู้ใดที่จะสามารถล้มมันได้ เพราะฉะนั้นข้าว่าพวกเจ้าควรรีบหนี’ กระบี่เหนือสวรรค์กล่าวอธิบายและแนะนำให้แก่อูหลินเฟิง
ในระหว่างที่อธิบาย มารสวรรค์ก็ตื่นตัวขึ้นมาเต็มที่และใช้เปลวเพลิงของตนเอง เผาผลาญกรงโลหิตมรณะแล้วพุ่งทะยานออกไปอย่างง่ายดาย
‘ข้าเองก็อยากจะหนีแต่ว่า ทางที่เจ้านั่นกำลังมุ่งหน้าไปก็คือ เฟิ่งหวงหยางชุน มีความเป็นไปได้ที่เท่านั้นต้องการจะสังหารคนที่มาจากราชวงศ์โชติช่วง เพื่อล้างแค้นอย่างแน่นอน’ อูหลินเฟิงที่เห็นการพุ่งตัวไปของมารสวรรค์และทิศทางของมัน ก็สามารถคาดเดาได้ทันที
‘แม้จะอยากหนีไปแต่ว่าก็ไม่อาจปล่อยให้สหายร่วมรบ ถูกสังหารโดยที่ไม่ทำอะไร อีกอย่างไม่มีอะไรรับประกันว่า หลังจากที่มันสังหารเฟิ่งหวงหยางชุนเสร็จแล้วจะปล่อยพวกเราไป’ อูหลินเฟิงกล่าวกับกระบี่เหนือสวรรค์ จากนั้นก็ใช้พลังของตนเองที่แฝงไว้ในยันต์สื่อสาร สำรวจร่างกายของจงหมิ่น เนี่ยซิน และ หลางจวิน พบว่าหลางจวินบาดเจ็บไม่น้อย ส่วนจงหมิ่นและเนี่ยซินสูญเสียพลังลมปราณไปมาก จึงส่งข้อความเสียงไปบอกให้พวกนั้นพักฟื้นลมปราณ
“จะทำยังไงถึงจะทำให้ เฟิ่งหวงหยางชุนรอดไปได้กัน” อูหลินเฟิงกล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด จากความแข็งแกร่งที่มารสวรรค์แสดงออกมา และเรื่องเล่าเกี่ยวกับมารสวรรค์ที่ได้ยินมา มารสวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถต่อกรได้โดยอาศัยแผนการลวกๆ ความแข็งแกร่งของเจ้านั่นเป็นของจริงถึงแม้จะมีพลังลมปราณเหลือเพียงแค่จอมยุทธ์ชั้นสูงเหมือนกับพวกเขา
..
..
จบตอน