การโจมตีอันบ้าคลั่งของหนานกงหมิงที่ส่งอาวุธไปทั่วบริเวณ ทำให้ทั้งลานประลองเต็มไปด้วยอาวุธที่โดนปักเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นพื้นลานประลอง หรือ กำแพงโดยรอบ แต่ว่าภายในลานประลองที่ศาสตราวุธถูกปักไว้ทั่วลานประลอง ไม่ว่าจะเป็นพื้นลานประลองหรือกำแพงโดยรอบ กลับมีศาสตราวุธอยู่จำนวนหนึ่งที่ปักโดนบางสิ่งแล้วลอยอยู่กลางอากาศ
“ตรงนั้นสินะ” หนานกงหมิงส่งพลังจิตควบคุมศาสตราวุธที่กำลังลอยอยู่ให้หมุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อพลังโจมตีของหนานกงหมิง สิ่งที่กำลังซ่อนภายในภาพมายาก็ปรากฏออกมา มันคือร่างของอสรพิษเกล็ดหยกขนานใหญ่โตกำลังขดตัวเพื่อใช้เกล็ดที่แข็งแกร่งของตัวเองเพื่อปกป้องร่างอูหลินเฟิง เสี่ยวปินประสานลมปราณเข้ากับกังปี้เพื่อเสริมการป้องกันเข้าปกป้องร่างกายของเจ้านายตนเอง
“ทำได้ดีมาก เสี่ยวปิน กังปี้” อูหลินเฟิงกล่าวชื่นชมสัตว์อสูรทั้งสองตัวของตนเอง ทั้งสองขยับร่างกายก่อนที่เขาจะออกคำสั่งเสียอีก แถมตอนนี้ยังประสานแลกเปลี่ยนพลังของตนเองได้โดยไม่จำเป็นจะต้องรอคำสั่งของอูหลินเฟิง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าพลังวิญญาณของอูหลินเฟิงพัฒนาขึ้นอย่างสูงจนพลังวิญญาณส่วนเกินบางส่วนถูกกระจายให้กับสัตว์อสูรของตนเอง สัตว์อสูรแต่ละตัวจึงสามารถที่จะแบ่งปันพลังของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคำสั่งของอูหลินเฟิง
“เจี๊ยก” “ฟ่ออ” ทั้งกังปี้ที่เกาะอยู่บนไหล่ของอูหลินเฟิงและเสี่ยวปินต่างตอบรับคำชมของอูหลินเฟิง
“จะเอายังไงดีหลินเฟิง” เสียงของลุคถามออกมาจากกระบี่วิญญาณฟ้า
“คงต้องแสดงให้เห็นว่า ข้าไม่สามารถใช้ยันต์อสูรสถิตร่างได้แล้ว ต้องทำให้เห็นว่านี่คือขีดจำกัดของข้า” อูหลินเฟิงกล่าว หากอีกฝ่ายต้องการที่จะหาข้อมูลของเขา เขาก็จะให้ข้อมูลตามที่อีกฝ่ายต้องการแต่นั่นอาจจะไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง
“ชิกิงามิร่างจิ้งจอกเก้าหางก็ใช้ไม่ได้ ชิกิงามิร่างมังกรก็ใช้ไม่ได้ แล้วเจ้าจะต่อสู้กับสัตว์ประหลาดพวกนี้ยังไง” ลุคกล่าว หากคิดจะเข้าร่วมการประลองนี้หาก มัวแต่จะปิดบังความสามารถย่อมต้องไม่สามารถที่จะเอาชนะได้โดยง่าย
“ลืมไปแล้วหรือไง...ว่าเจ้าสามารถที่จะประสานเข้ากับภูตวิหคขาวได้” อูหลินเฟิงกล่าว ภูตวิหคขาวชิกิงามิระดับสูงที่ได้รับมาจากอาจารย์แม้จะไม่มีความสามารถในการต่อสู้โดยตรง แต่หากให้ลุคประสานเข้าไปลุคจะสามารถดึงพลังของร่างชิกิงามิมาต่อสู้ได้
“เออ นั่นสิ” เพราะตั้งแต่ภายในสุสานเทพกระบี่ที่ไม่อาจใช้พลังที่ได้รับจากผู้อื่น ยันต์ภูตวิหคขาวที่ได้รับมาจากอาจารย์จึงไม่สามารถเอามาประสานร่างเป็นร่างของชิกิงามิได้ ลุคจึงต้องอาศัยชิกิงามิที่สร้างจากพลังของอูหลินเฟิงที่มีความแข็งแกร่งต่ำกว่าร่างภูตวิหคขาว
นี้คืออีกหนึ่งความได้เปรียบของจิตวิญญาณแฝด ด้วยพลังของจิตวิญญาณแฝดแต่ละดวงจะมีพลังเฉพาะตัวของตนเอง ส่วนชิกิงามิก็หรือวัตถุที่สิงสู่ก็จะมีพลังเป็นของตนเอง เมื่อจิตวิญญาณแฝดประสานลงไปบนสิ่งใดก็จะสามารถใช้ได้ทั้งพลังของตนเองและพลังของวัตถุนั้นๆ
อย่างเช่นหากมีหุ่นเชิดศพที่มีพลังน้ำแข็ง หากเป็นผู้ใช้วิชาเชิดหุ่นมาควบคุมศพ ย่อมต้องใช้ได้เพียงแค่พลังของร่างกายจากศพเท่านั้น แต่หากให้จิตวิญญาณแฝดเข้าไปสิงสถิตอยู่ในศพ ร่างนั้นก็จะมีทั้งพลังน้ำแข็งที่เป็นพลังดั้งเดิมของศพ และ พลังใหม่ที่เป็นพลังของจิตวิญญาณแฝดดวงนั้นๆ
วิชายันต์ชิกิงามิ ดัดแปลงชิกิงามิ ประสาน ดวงจิตวิญญาณแฝด
อูหลินเฟิงจึงใช้ยันต์ภูตวิหคขาวที่ได้รับมา ประสานเข้ากับจิตวิญญาณแฝดของตนเอง และเขาก็ยังใช้จิตวิญญาณแฝดของลุคเหมือนเดิม ร่างกายที่มีหน้าตาเหมือนอูหลินเฟิงแตกต่างกันเพียงสีของผมได้ปรากฏออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ที่กลางหลังของลุคได้มีปีกสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของร่างภูตวิหคขาวอยู่ด้วย
“อย่างน้อยร่างนี้ก็ดีกว่า การใช้ชิกิงามิระดับสูงธรรมดาล่ะนะ” ลุคกล่าว ในร่างของภูตวิหคขาวเขาจะสามารถใช้พลังความเร็วที่ประสานกันระหว่างธาตุวายุและแสงของภูตวิหคขาวได้ และยังสามารถใช้ร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นด้วยโลหะชั้นสูงป้องกันได้อีกด้วย
“เจ้าไปรับมือกับ หนานกงหมิง ส่วนข้าจะไปส่วนช่วยซือเอินรับมือกับยักษ์ขาว” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นก็ได้ใช้ท่าเท้าเร้นเงาภูตมายาเคลื่อนที่รอบเร้นออกไปจากการป้องกันของเสี่ยวปิน โดยที่หนานกงหมิงไม่ทันรู้ตัวเลยว่าอูหลินเฟิงออกไปจากเสี่ยวปินแล้ว
“เฮ้ยเดี๋ยว!!! แล้วจะทิ้งให้น้องสู้คนเดียว ส่วนตัวเองไปหาสาวเนี่ยนะ” ลุคพยายามตะโกนเรียกอูหลินเฟิงแต่ก็ไม่ทันแล้ว อีกฝ่ายเคลื่อนที่ออกไปโดยไม่หันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย
“ขอเป็นพี่เหมือนเดิมดีกว่ามั้ง?” ลุคพูด จากนั้นก็ได้มองไปยังเป้าหมายที่ตนเองต้องสู้ด้วย ทดลองสู้กับอีกฝ่ายก็ไม่เสียหายอะไร
“ขี้ขลาดชะมัด! มัวแต่หลบซ่อนอยู่ใต้การป้องกันของสัตว์อสูร แน่จริงก็ออกมาสู้กันสิ” เสียงตะโกนของหนานกงหมิงดังขึ้น พร้อมๆ กับที่เขาเรียกศาสตราวุธอีกหลายเล่มออกมาโจมตีไปยังเสี่ยวปิน แต่เสี่ยวปินที่แต่เดิมเกล็ดของมันก็มีความแข็งที่สูงมาก เมื่อเสริมพลังธาตุปฐพีของกังปี้เข้าไป ย่อมสามารถที่จะป้องกันศาสตราวุธที่พุ่งเข้ามาได้ แม้ว่าศาสตราวุธทั้งหมดจะประสานไว้ด้วยลมปราณมิติ
“ถ้ายังไม่ยอมออกมา ข้าจะสังหารสัตว์อสูรของเจ้าซะ” หนานกงหมิงกล่าวข่มขู่ ทั้งๆ ที่ตัวเขายังไม่อาจสร้างบาดแผลบนตัวของเสี่ยวปินได้เลยแม้แต่น้อย
“ลองหันมาข้างหลังสิ” เสียงของลุคปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของหนานกงหมิง
“ห่ะ??” หนานกงหมิงที่คิดว่าอูหลินเฟิง ยังคงอยู่ภายใต้การป้องกันของอสรพิษเกล็ดหยก รู้สึกตกใจที่อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของผู้อื่นดังขึ้นข้างหลังตนเอง เมื่อเขาหันไปกลับไม่พบสิ่งใดเลย แต่เพียงไม่นานเขาก็นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายสามารถใช้วิชามายาได้ จากที่เขาได้ชมการประลองในรอบแรกของอีกฝ่าย
“เหอะ! ขี้ขลาดจริงๆ ซ่อนตัวอยู่ภายใต้สัตว์อสูรไม่พอ ยังซ่อนอยู่ในภาพมายาอีกงั้นเหรอ ช่างเป็นชายที่ขี้ขลาดซะจริง” หนานกงหมิงยังคงกล่าวคำพูดดูถูกออกมาไม่หยุด
“ปากแบบนี้น่ะ ไม่ต้องไปเก็บไว้แตกตอนหน้าหนาวหรอก แตกเพราะกำปั้นดีกว่า” เสียงของลุคดังออกมารอบๆ ตัวของหนานกงหมิง แม้ว่าหนานกงหมิงจะพยายามส่งสัมผัสปราณและประสานลมปราณมิติของตนเองแทรกแซงไปรอบๆตัว แต่ว่าเขาก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงตัวตนเองลุค
“คิดว่าคนอย่างเจ้าจะทำอะ….อ๊อคค” ตุบ ยังไม่ทันที่จะได้พูดจบใบหน้าของหนานกงหมิงก็รู้สึกราวกับว่าโดนต่อยอย่างรุนแรง ลุคผนึกพลังจิตของตนเองเข้าสู่ที่มือของตนเอง ชกออกไปยังใบหน้าของหนานกงหมิงเข้าอย่างจัง จนทำให้อีกฝ่ายถึงกลับกระเด็นไปหลายเมตร และร่างของลุคก็ปรากฏออกมาให้หนานกงหมิงเห็น
“ต่อยปากคนอื่นนี่ก็รู้สึกดีจริงแฮะ” ลุคพูดพร้อมกับมองมือของตนเอง ยิ่งได้ต่อยกับคนปากดี ยิ่งรู้สึกดีเป็นบ้า
หลังจากที่หนานกงหมิงสามารถตั้งตัวได้ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าที่แก้มของเขาเกิดการบวมออกอย่างรุนแรง นั่นก็เพราะตอนที่ลุคต่อยได้ประสานจิตแทรกแซงไว้ภายในหมัด แทรกแซงเข้าบนใบหน้าของอีกฝ่ายให้เกิดการบวมอย่างรุนแรง
“อ่ออยย เอ้าอ้าอ่อยอ้า(หน่อย เจ้ากล้าต่อยข้า)” น้ำเสี่ยงที่พูดไม่รู้เรื่องของหนานกงหมิงดังขึ้นมาจากแก้มที่บวมของเขา
“ห่ะ?? อะไรนะ? โตเป็นผู้ใหญ่แล้วหัดพูดได้ชัดๆ หน่อยได้ไหม” ลุคพูดพร้อมกับนำมือของตนเองไปป้องไว้ที่หู ราวกับว่ากำลังไม่ได้ยินคำพูดของหนานกงหมิง
“ไอ้อ้าาาาา(ไอ้บ้า)” น้ำเสียงตะโกนที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ดังออกมาอีกครั้งเพราะพร้อมกับที่หนานกงหมิงโคจรลมปราณของตัวเอง ปราณมิติของหนานกงหมิงแทรกแซงไปยังมิติรอบๆตัวอย่างรวดเร็ว
ปราณมิติ ศาสตราอนันต์ ายในลานประลองที่ศาสตราวุธถูกปักไว้ทั่วลานประลอง ไม่ว่าจะเป็นพื้นลานประลองหรือกำแพงโดยรอบ กลับมีศาสตราวุธอยู่จำนวนหนึ่งที่ปักโดนบางสิ่งแล้วลอยอยู่กลางอากาศาสตราวุธจำนวนมากพุ่งออกมาจากรอยแยกมิติด้านหลังของหนานกงหมิง พุ่งเข้าหาร่างของลุคอย่างรวดเร็ว
ลุคที่เห็นศาสตราวุธจำนวนมากพุ่งมาหาตนเอง ก็ได้โคจรลมปราณธาตุแสงและวายุในร่างของชิกิงามิหลบหลีกอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเมื่อเขาหลบไปได้แล้ว ศาสตราวุธที่ไม่สามารถโจมตีโดนลุคได้ ที่ปลายทางของศาสตราวุธพุ่งไปได้เกิดรอยแยกมิติขึ้นอีกครั้ง ศาสตราวุธเหล่านั้นจึงพุ่งกลับไปในมิติของหนานกงหมิง
แต่ว่าแทนที่การโจมตีจะจบลงได้มีรอยแยกมิติเปิดออกมาจากอีกทิศทาง และ ศาสตราวุธจำนวนมากก็ได้พุ่งเข้าไปหาลุคอย่างรวดเร็ว และก็เป็นเหมือนเดิมลุคยังสามารถหลบได้ด้วยความเร็วอันมากล้นของร่างภูตวิหคขาว หากว่าเขาสามารถหลบได้
เมื่อลุคสามารถหลบได้จะมีรอยแยกมิติปรากฏขึ้นมา ส่งศาสตราวุธเหล่านั้นโจมตีไปยังอีกทิศทางหนึ่ง ศาสตราวุธมากมายถูกส่งออกมาจากรอยแยกมิติและถูกเปลี่ยนทิศทางด้วยรอยแยกมิติอีกอัน เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนมีรอยแยกมิติอยู่ทั่วทั้งบริเวณที่ลุคหลบไปมา
ลุคสามารถหลบไปมาได้จนกระทั่งบริเวณสนามประลองที่เขาอยู่ถูกรายล้อมไปด้วยรอยแยกมิติและถูกล้อมไปด้วยศาสตราวุธที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
“อาดแอ้วเอ้าอ้า(พลาดแล้วเจ้าบ้า)” หนานกงหมิงยังคงพยายามกล่าวต่อไป ทั้งๆ ที่คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง
ปราณมิติ ศาสตราวุธทิ่มแทง
ศาสตราวุธที่พุ่งไปมาระหว่างรอยแยกมิติ ถูกปราณมิติควบคุม จากนั้นศาสตราวุธแต่ละเล่มได้หยุดกลางอากาศ ศาสตราวุธแต่ละเล่มหันเข้าหาร่างของลุคเป็นทางเดียว จากนั้นหนานกงหมิงได้ชี้นิ้วทั้งห้าไปยังร่างของลุคและกำนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน
“อายอะ(ตายซะ)” เส้นเสียงของหนานกงหมิง ศาสตราวุธทั้งหมดได้พุ่งเข้าหาลุค
“น่าเสียดายที่ แค่นี้ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ” ลุคกล่าว ตั้งแต่ที่อูหลินเฟิงดูดกลืนดวงจิตของสัตว์อสูรในสุสาน ทั้งระดับพลังจิตและระดับชั้นวิญญาณ ของอูหลินเฟิงและลุคพุ่งขึ้นสูงอย่างมหาศาล ในด้านของพลังจิตคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดย่อมต้องเป็นลุค ความแข็งแกร่งด้านพลังจิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ลุครวมพลังจิตอันมหาศาลของตนเองเข้าที่กลางหน้าผาก ก่อนที่ศาสตราวุธทั้งหลายจะพุ่งโจมตีโดนร่างของลุค พลังจิตมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างของลุค
ทักษะจิต จิตกระแทกรอบทิศ
คลื่นพลังจิตที่มีพลังในการอัดกระแทกมหาศาลถูกปล่อยออกมารอบตัว เข้าปะทะกับศาสตราวุธจำนวนมหาศาลที่พุ่งเข้ามารอบตัว พลังจิตมหาศาลนั้นสามารถผลักดันจนศาสตราวุธทั้งหมดกระเด็นออกไปได้ทั้งหมด
“อ้าอ่า(บ้าน่า)” หนานกงหมิงกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง อีกฝ่ายอาศัยเพียงแค่พลังจิตส่งออกมากระแทกศาสตราวุธที่เสริมพลังด้วยลมปราณโบราณอย่างโบราณมิติ กระแทกออกไปโดยที่ศาสตราวุธเหล่านั้นไม่อาจต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อย ภาพที่หนานกงหมิงเห็นคือ หลังจากที่ลุคปล่อยพลังจิตของตนเองออกมา ก็ได้สะบัดปีกกลางหลัง สยายปีกสีขาวอยู่กลางอากาศ และ มองลงมาราวกับว่าตอนนี้หนานกงหมิงเป็นผู้ที่ต้อยต่ำเสียเอง ในตอนนั้นเองที่หนานกงหมิงกำลังเหม่ออยู่ ได้มีขนนกหนึ่งอันที่ปลิวตามสายลม จนมาโดนที่ไหล่ของเขา
“อืออ??” แม้ว่าเขาจะสัมผัสได้ถึงสัมผัสอันแผ่วเบาของขนนก แต่ว่าทันทีที่ขนนกนั้นสัมผัสกับร่างกายของเขา ร่างของเขาก็ถูกกระชากด้วยแรงมหาศาลจนออกไปนอกเวทีการประลอง
ที่หนานกงหมิงถูกดึงด้วยแรงมหาศาลนั่นก็เพราะว่า ในตอนที่ลุคโจมตีด้วยจิตกระแทก เขาได้สร้างขนนกขึ้นมาสองอัน และ ประสานไว้ด้วยพลังจิตสายเปลี่ยนแปลง แม่เหล็กสองขั้ว ส่งขนนกหนึ่งอันไปติดไว้อย่างนอกสนามประลอง และขนนกอีกอันให้ปลิวไปตกที่ตัวของหนานกงหมิง ส่งอีกฝ่ายที่กำลังตกตะลึงและไม่ทันตั้งตัวต่อการถูกพลังแม่เหล็กกระชากอย่างรุนแรง ส่งตัวของหนานกงหมิงออกนอกสนามชนพ่ายแพ้ไป
“อีกฝ่ายแปลกๆ จริงๆ ด้วย” ลุคกล่าว ในความคิดของเขาเองก็มีความคิดว่าหนานกงหมิงสมควรที่จะแข็งแกร่งมากกว่านี้ หนานกงอวี้และหนานกงหมิง พ่ายแพ้ได้ง่ายดายมากเกินไปราวกับว่าทั้งสองไม่ได้ต้องการจะไปยังแดนเทพรกร้างจริงๆ
จากนั้นลุคจึงหันไปหาการประลองที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดของ หลางจวิน กำลังต่อสู้กับ เนี่ยหลุน จงหมิ่น แบบสองรุมหนึ่ง ส่วนอูหลินเฟิงและกู่ซือเอินก็กำลังรับมือกับยักษ์ขาว แต่เป็นยักษ์ขาวที่สามารถพูดตอบโต้ได้ราวกับว่าอีกฝ่ายก็มีจิตวิญญาณและสติปัญญาระดับสูง
..
..
จบตอน