ข้อเรียกร้องของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์
เมื่อตระหนักถึงคุณค่าของเขามังกรที่งอกออกมา กัสก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะมองไปยังส่วนอื่นๆ ของซากสังขารด้วยความตื่นเต้นราวกับกำลังมองหาขุมสมบัติที่ซ่อนอยู่
“เจ้าว่าเขี้ยวคู่นี้จำเป็นไหม”
คำถามนี้ทำให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ยิ้มออกมาด้วยความอ่อนใจ มันมองดูกัสแล้วหันไปมองดูเขี้ยวคู่ที่มีขนาดใหญ่จนผิดปกติ ซึ่งดูจากขนาดของมันแล้วมันเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้งานได้เพราะขนาดที่ยาวเกินไปของมัน
‘ทำไม..เจ้าอยากเอาไปใช้งั้นหรือ’
“อ..อืม เจ้าไม่คิดว่ามันจะดีกว่านี้หรือหากข้าสามารถหลอมอุปกรณ์ชีวิตได้มากขึ้น”
‘เรื่องนั้นข้าไม่ปฏิเสธ แต่เจ้าก็ไม่ควรปลดอาวุธหุ่นเชิดวิญญาณของเจ้า หากไม่แล้ววันหนึ่งเกิดเจ้าจำต้องใช้หุ่นเชิดในการต่อสู้ขึ้นมา เจ้าจะลำบาก’
สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปในทันที ความตื่นเต้นยินดีของเขาอ่อนลงอย่างรวดเร็วและกลับมาคิดอย่างมีเหตุมีผลอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
“ถูกของเจ้า..ยังไงเสียข้าก็ไม่ได้คิดที่จะสร้างมันขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดวิญญาณเพื่อให้มันกลายเป็นโล่เนื้อแต่แรก”
ความผิดหวังของกัสทำให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังเขี้ยวคู่ที่มีขนาดใหญ่และยาวจนผิดปกติอีกครั้ง
‘เจ้าไม่คิดว่ามันยาวเกินไปหน่อยหรือกัส’
“ใช่! ข้าคิดว่ามันยาวเกินไปจริงๆ ยาวขนาดนี้ไม่รู้ว่ามันจะกัดยังไง ข้าดูแล้วต่อให้อ้าปากจนสุดก็ยังไม่พ้นเขี้ยวเลยมั้ง”
กัสพูดออกมาด้วยความรู้สึกขบขันนิดๆ แม้ว่าซากสังขารจะเป็นร่างกายเดิมของเขาก็ตาม แต่สภาพของมันตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากซากศพของมอนเตอร์ตัวหนึ่ง เขาเลยไม่รู้สึกว่ามันเป็นตัวเขาสักเท่าไหร่
‘ถูกของเจ้า เขี้ยวคู่นี้ยาวเกินไป แต่เจ้ารู้ไหมว่าตอนแรกมันไม่ได้ยาวขนาดนี้..’
“นี่หมายความว่า..อ๊ะ!! แบบนี้เอง”
ทันทีที่กัสเริ่มคิด ความเข้าใจที่มีอยู่แต่แรกก็ถูกจิตสำนึกของเขาขุดขึ้นมาจากความทรงจำ ซึ่งเขาได้มาจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ ถึงตอนนั้นเขาก็เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับซากสังขาร
ทันใดนั้นกัสก็เข้าใจ เขาหันไปมองร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อย แต่ก็ถูกรอยยิ้มเย็นๆ ของอีกฝ่ายโต้กลับมาจนหลบสายตาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
‘นิสัยเสียของเจ้าไม่เคยหายจริงๆ’
“นิสัยเจ้าก็เหมือนเจ้าบลูไซต์จริงๆ!! ให้ตายเถอะ! อย่างน้อยก็อย่ายิ้มเย็นๆ แบบนั้นได้ไหม รอยยิ้มเจ้ามันทำให้ข้านึกถึงเจ้าบ้าบลูไซต์!!”
สีหน้าของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ยังคงนิ่งเฉย แต่ก็มีรอยยิ้มขบขันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะปรายตามองกัสด้วยสายตานิ่งเฉย ซึ่งทำให้เขารู้สึกหมดแรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“นี่เจ้าเป็นญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย! ทำไมไม่ฟังคำสั่งข้าเลย!!”
‘เพราะเจ้าทำให้ข้าเกิดมาแบบนี้ หากจะมาโทษข้า เจ้าสมควรโทษตัวเจ้าเองถึงจะถูก’
เมื่อโดนโต้กลับแบบนี้กัสก็หมดสิ้นคำพูดเพราะมันเป็นความจริง เขาสร้างมันขึ้นมาให้เป็นเหมือนบลูไซต์จริงๆ ยิ่งมันมาจากพลังของบลูไซต์และแฝงไว้ด้วยความทรงจำของบลูไซต์ ความเหมือนจึงเพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดที่เรียกได้ว่าไม่ต่างจากตัวบลูไซต์สมัยที่ยังมีชีวิตเลยก็ว่าได้
กัสได้แต่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ใจหนึ่งเขาหงุดหงิด แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ยินดีอยู่ลึกๆ เขาถึงได้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจเขี้ยวคู่ที่ยาวผิดปกติต่อ
“เขี้ยวคู่นี้..มีพลังจากสายเลือดของเผ่าหนูสินะ”
‘ใช่! มันเป็นเหมือนฟันคู่หน้าของหนู มันเป็นฟันประเภทที่จะงอกออกมาตลอดชีวิตของพวกมัน..นั่นหมายความว่าเจ้าสามารถเหลามันเพื่อเอาผงกระดูกได้’
พูดจบร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้หยุด หากแต่ยื่นมือออกไปเล็กน้อย ส่วนหางของซากสังขารก็ถูกดึงขึ้นมาจนเผยให้เห็นบางสิ่งที่ดูคล้ายหนามแหลมซ่อนอยู่ในกลุ่มขนที่ปลายหาง
‘ดีใจด้วยนะกัส สิ่งที่เจ้ากลัวมาตลอดไม่เป็นความจริง’
กัสนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยขณะมองดูสิ่งที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์แสดงให้เห็น ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“นี่เรื่องจริงหรือเนี่ย..หนามลับของเผ่าสิงโตทองคำ!! ข้ามีมันจริงๆ!!”
‘ถูกต้อง! ทีนี้เจ้าก็มั่นใจได้แล้วนะว่าสายเลือดของเจ้านั้นไม่ได้ต่ำต้อยอย่างที่เจ้ากลัวเพราะการกลายพันธุ์ของเจ้า’
กัสครางออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นยินดีและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เขาแทบจะอดกลั้นมันเอาไว้ไม่ได้จนเกิดเป็นความรู้สึกเหมือนฝันขึ้นมา
“ข้าละอยากนำเจ้านี่ไปให้พวกปากมากนั่นเห็นจริงๆ ทีนี้พวกมันจะได้เลิกดูหมิ่นพ่อของข้าเสียที!!”
ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้พูดอะไร นอกจากระบายยิ้มด้วยความยินดี จากนั้นก็เปิดเผยข่าวดีอีกข่าวให้กัสได้ฟังจนทำให้เขาตกตะลึงซ้ำไปอีกรอบ
‘อย่าเพิ่งดีใจเร็วไป เจ้าดูหางของมันให้ดี..สังเกตเห็นไหมว่ามันหนากว่าปกติ แถมยัง..ยาวมากด้วย’
กัสได้สติกลับมาอย่างรวดเร็วและมองดูสิ่งที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์พูด ก่อนจะสังเกตเห็นขนาดของหางที่ยาวและหนากว่าปกติ มันยาวเกินกว่าจะพูดว่าเป็นหางของสิงโตทองคำ สัตว์อสูรในตำนานที่กล่าวกันว่าเป็นต้นกำเนิดของเผ่าสิงโตทองคำซึ่งเขาสืบทอดสายเลือดของมันมาผ่านทางพ่อของเขา
หางนี้ยาวเกินไป มันจึงดูไม่เหมือนหางสิงโตสักเท่าไหร่ ราวกับว่ามันได้ผสมสายเลือดของเผ่าหนูเข้าไปจึงทำให้หางยาวขึ้น
แต่เหตุผลนี้ก็ยังไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะต่อให้หนูนั้นจะมีหางที่ยาวเป็นพิเศษ แต่มันก็ไม่น่าจะยาวได้ขนาดนี้
‘ความหนาและความยาวของหาง ดูเหมือนจะได้ผลกระทบมาจากสายเลือดของเผ่ามังกร แบบเดียวกับเขามังกรของเจ้า..’
“ว่าไงนะ! หรือว่า! หางมังกร!!”
‘อาจจะใช่ แต่ก็ไม่แน่ หรืออาจจะแค่ได้ผลกระทบก็เป็นได้..แต่ถ้าเจ้าอยากใช้มันเป็นอาวุธของหุ่นเชิดละก็ ข้าแนะนำของพวกนี้ให้เจ้า’
พูดจบความทรงจำเกี่ยวกับรายการทรัพยากรก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับรายละเอียดทั้งหมดทำให้กัสเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์เสียเวลามานั่งอธิบายให้เขาฟังได้เป็นอย่างดี
กัสตกตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยความประหลาดใจปนสงสัยเพราะเขารู้สึกว่าความทรงจำที่ถูกส่งมาผ่านความเข้าใจนี้ มันมีบางส่วนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
‘ไม่ต้องแปลกใจ ความทรงจำพวกนั้นเป็นของข้าเอง..เจ้าจำได้ไหมว่าก่อนหน้านี้ข้าขอให้เจ้าสร้างร่างแยกแล้วให้ร่างแยกของข้าควบคุม’
ได้ยินแบบนั้นกัสก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะตระหนักถึงความสามารถที่น่าตกใจของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้
“นั่นมัน..มันสุดยอดไปเลยไม่ใช่หรอ นี่ข้ามีที่ปรึกษาส่วนตัวแล้วสินะ”
กัสพูดออกมายิ้มๆ ในขณะที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นเพียงปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา ราวกับกำลังจะบอกว่า ‘เจ้าเพิ่งรู้หรือ’ ด้วยความอ่อนใจ จากนั้นก็ส่งความเข้าใจหลายๆ ส่วนที่มันเตรียมเอาไว้ให้กับเขาเพื่อให้เขาเข้าใจถึงสิ่งที่มันต้องการ
เมื่อกัสได้อ่านความเข้าใจที่ได้รับ ความประหลาดใจของเขาก็เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่เขาได้รับนั้นมันเป็นวิธีเพิ่มความสามารถของหุ่นเชิดวิญญาณของเขา รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวบางสิ่งบางอย่างเพื่อนำไปใช้ประโยชน์
“ผงกระดูกนำไปหลอมด้ามกระบี่เก้าวังงั้นหรือ..ทำแบบนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการเชื่อมต่อได้จริงหรือ”
‘ตามทฤษฎีนั้นมีความเป็นไปได้สูง ข้าคิดว่ามันคุ้มที่จะลอง ยิ่งไปกว่านั้นเขี้ยวคู่ของเจ้าสามารถงอกออกมาได้ตลอด ยังไงเจ้าก็ต้องลับคมมันอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นเล็บและหนามลับเองก็ต้องลับคมด้วย การทำเช่นนี้จึงไม่นับว่าเป็นการสูญเสีย’
กัสพยักหน้ารับอึ้งๆ ขณะที่ทบทวนสิ่งที่ต้องใช้ในหัว มันมีทรัพยากรมากมายที่มีราคาสูง มีหลายอย่างที่เขาเพิ่งจะได้เห็นวิธีใช้มันก็ตอนนี้เพราะรายละเอียดที่บันทึกเอาไว้ในบันทึกวิญญาณไม่มีบอก
“เอาละตกลงตามนั้น ยังไงข้าก็ไม่มีทางเลือกอยู่แล้วนี่”
‘ใช่..เพื่อความแข็งแกร่ง เจ้าต้องทำทุกอย่างที่ทำได้..หากเป็นไปได้รีบหน่อยก็ดีนะเพราะซากสังขารของเจ้าเป็นศพ มันต้องใช้เวลานานกว่าจะผสานพลังพวกนั้นเข้ากับซากสังขารได้’
กัสตอบรับเงียบๆ แล้วถอนจิตสำนึกกลับไปในที่สุด จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกเต็นท์ซึ่งถูกย้ายมาไว้บนกำแพงเมืองเพื่อให้เขาสามารถออกมารับมือพวกปีศาจได้ตลอดเวลา
ภาพการต่อสู้ที่ดุเดือดปรากฏขึ้นตรงหน้ากัสอีกครั้ง มันเป็นภาพที่เขาเห็นจนชินตาแล้วในตอนนี้และเป็นภาพที่เขาเริ่มรู้สึกว่ามันน่าเบื่ออยู่บ้างในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ทว่าตอนนี้ความรู้สึกของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อนึกถึงรายการทรัพยากรที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องความเบื่อหน่ายของเขาก็หมดไปและแทนที่ด้วยความกระหายที่รุนแรง
“ดูเหมือนว่าหากไม่ขยันกว่านี้คงจะไม่ได้แล้วสินะ”
กัสถอนหายใจเบาๆ แล้วบินออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงที่กำแพงชั้นนอกสุดบนพื้นที่ว่างที่เหล่านักรบเว้นให้กับเขาทันทีที่พวกมันสังเกตเห็นเขา
นี่คือสถานที่ประจำของเขา แนวหน้าสุด บนพื้นที่ที่ถูกเรียกกันอย่างลับๆ ว่า ‘บัลลังก์ผู้พิทักษ์’ มันเป็นจุดที่กัสยืนอยู่ทุกครั้งในตอนที่เขาออกมาปกป้องกำแพงเมือง
ครั้งนี้เองก็เช่นกันทันทีที่กัสปรากฏตัว กระบี่วิญญาณนับล้านก็ปรากฏขึ้นตามมา จากนั้นเพียงอึดใจบรรยากาศภายในสนามรบก็ผ่อนคลายลง
เหล่านักรบที่ต่อสู้ด้วยความเคร่งเครียดยิ้มออกมาได้ในทันทีที่พวกมันได้เห็นสายฝนสีดำที่ตกลงมาจากท้องฟ้า ชิ้นส่วนกระบี่นับร้อยล้านที่บินออกไปราวกับสายฝน คือสัญลักษณ์ของความปลอดภัยในเมืองแห่งนี้
สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกมันเห็นจนชินตาเช่นเดียวกันและนับถือผู้ที่สร้างมันขึ้นจนหมดใจ โดยเฉพาะคนที่เคยได้รับการช่วยชีวิตจากฝนกระบี่เหล่านี้
กัสนั้นไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งเหมือนกับที่คนอื่นคิดกับเขา สิ่งเดียวที่เขาคิดคือ ทำยังไงถึงจะฆ่าปีศาจได้มากขึ้นเพียงเท่านั้น เขาคิดแบบนี้มาตลอดเพราะปีศาจทุกตัวที่เขาฆ่าได้คือสิ่งที่ช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
ทว่าวันนี้ความคิดนี้รุนแรงกว่าวันก่อนๆ มาก ความเบื่อหน่ายที่เริ่มก่อตัวถูกความต้องการของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ทำลายทิ้งไปด้วยรายการทรัพยากรที่มันต้องการ
“ฆ่า!! ฆ่ามัน!! ฆ่ามันให้หมด!!! บัดซบ!! ข้าใช้ไอ้นั่นได้ไหม!!”
กัสตะโกนออกมาอย่างดุดันขณะที่ระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่กวาดล้างปีศาจนับร้อยล้านตัวต่อวินาที มันเป็นการฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวมากแล้วในสายตาของทุกคน
ทว่าเขายังไม่พอใจ เขายังอยากฆ่าให้มากกว่านี้เพราะเขาต้องการคะแนนที่มากขึ้น
‘เจ้าคิดดีแล้วหรือกัส พวกเรายังไม่ได้ทดลองเลยนะ’
“เอาน่า! ก็เหมือนทุกทีนั่นแหละ!! ทดลองด้วยการใช้จริงไปเลย!!”
‘ช่วยไม่ได้สินะ ตามใจเจ้าเถอะ..’
เมื่อคำตอบรับจากร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์ตอบกลับมา กัสก็หัวเราะร่า ก่อนจะฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วมองไปยังกองทัพปีศาจด้วยสายตากระหายเลือด
“ข้าจะทดลองวิชาใหม่!!! ใครที่อยู่ตรงหน้าข้าได้โปรดหลีกทางด้วย!!!”
กัสตะโกนออกมาดังๆ พร้อมกับส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปด้านหน้าในระยะทางที่ยาวกว่า 100 กิโลเมตร เขาใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในการประกาศ เพื่อให้ครึ่งเทพหรือเทพอสูรที่ต่อสู้อยู่ในกองทัพปีศาจหลบออกไปจากเส้นทางของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขา
คำขอนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว แม้จะมีคนไม่น้อยที่ไม่พอใจ แต่เพราะกัสใช้ถ้อยคำที่สุภาพและใช้วิธีการขอร้องแทนที่จะบังคับ ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมปฏิบัติตาม
ส่วนคนที่พยายามต่อต้านนั้น หลังจากพบเจอกับการโจมตีที่ดุร้ายของกัสในการทดลองก่อนหน้านี้เข้าไป พวกมันก็ไม่พยายามต่อต้านอีก การทดลองวิชาใหม่ของเขาจึงได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในที่สุด
ครั้งนี้ก็เช่นกันหลังจากตะโกนบอกกัสก็ดึงเอารูปแบบการควบคุมพลังที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ออกแบบให้ออกมาทบทวน จากนั้นก็เริ่มกระตุ้นความคิดเพื่อสร้างโครงสร้างของวิชาใหม่
เพียงอึดใจสั้นๆ พลังวิญญาณก็หลั่งไหลออกมาเป็นเส้นสาย ก่อนจะเกิดเป็นวงแหวนพลังวิญญาณที่เบื้องหน้า
วงแหวนที่ปรากฏขึ้นนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีวงที่หนาซึ่งดูแล้วมันเหมือนแผ่นจานที่มีรูอยู่ตรงกลางเสียมากกว่า
‘วงแหวนแรกสมบูรณ์..เริ่มการกระตุ้นได้เลย’
กัสตอบรับด้วยการลงมือทำ เขาเริ่มสูดลมหายใจเข้าไปอย่างรวดเร็วสูบอากาศเข้าไปในปอดอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดจนเกินความจุของปอดมนุษย์ไปไกล
แต่สำหรับกัสมันเป็นเพียงแต่จุดเริ่มต้น ปราณลึกลับของเขาถูกกระตุ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปอด พร้อมกันนั้นม่านพลังวิญญาณจำนวนมากก็ถูกส่งเข้าไปห่อหุ้มปอดเอาไว้จากภายใน
การห่อหุ้มนี้มีความยากลำบากมาก กัสถึงกับต้องใช้พลังของร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์ถึง 2 ร่างในการควบคุมชั้นพลังวิญญาณในปอดแต่ละข้าง หากไม่แล้วเขาคงไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์
เมื่ออากาศภายในปอดเพิ่มสูงขึ้น มันก็เริ่มกลั่นตัวเป็นของเหลวภายในปอด จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งกัสก็ใช้เคล็ดวิชาของวิชาลมหายใจมังกรขึ้นมา
เขาระเบิดอากาศด้วยเคล็ดปะทุของวิชา ทำให้แรงดันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งตามปกติแล้วเขาจะอั้นมันเอาไว้ชั่วครู่แล้วปลดปล่อยมันออกไป
ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ปล่อยมันออกไปในทันที แต่เก็บกักมันเอาไว้ในปอดต่อไปอีกนาน
ในขณะที่แรงดันภายในปอดถูกม่านพลังวิญญาณดูดซับไปนั้น วงแหวนพลังวิญญาณเบื้องหน้าก็เริ่มปรากฏกลุ่มแสงขึ้นมาอย่างช้าๆ
กัสมองดูความเร็วในการสะสมของกลุ่มแสงเล็กน้อย จากนั้นใช้เคล็ดกระตุ้นซ้ำอีกรอบ จนทำให้ปอดของเขาขยายตัวขึ้นอย่างรุนแรงในระดับที่หากไม่ปกป้องปอดของเขาด้วยม่านพลังวิญญาณหลายๆ ชั้นแล้วละก็ปอดของเขาคงระเบิดไปแล้ว
แต่เมื่อกระตุ้นการปะทุซ้ำสอง ความเร็วในการสะสมกลุ่มแสงก็เพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัวจนกระทั่งวงแหวนเต็มไปด้วยกลุ่มแสงกัสก็เพิ่มมันอีกวง จากนั้นก็อีกวงรวมเป็น 3 วงซึ่งนับเป็นขีดจำกัดของเขาแล้วในตอนนี้
‘มากเกินไปแล้วกัส! ความแข็งแกร่งของเจ้าตอนนี้รับมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว รีบปล่อยมันออกไป!!’
กัสไม่ตอบ แต่ลงมือทำในทันที เขาอ้าปากกว้างแล้วปลดปล่อยวิชาลมหายใจราชสีห์ของเขาในทันทีและเป็นการปลดปล่อยออกไปผ่านวงแหวนพลังวิญญาณเบื้องหน้า
วินาทีนั้นพลังอันมหาศาลก็ถูกปลดปล่อยออกไป มันระเบิดออกมาจากลำคอของเขา พวยพุ่งออกไปเป็นคลื่นเสียงทำลายล้างที่ทรงอำนาจถึงขีดสุด
พริบตานั้นมันก็พุ่งผ่านวงแหวนพลังวิญญาณไปและทำให้พลังงานที่สะสมเอาไว้ภายในระเบิดออกมาและเบี่ยงเบนทิศทางไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียงทำลายล้าง
วินาทีนั้นพลังทั้งสองกลุ่มก็ผสานกันตามการคำนวณของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์จนเกิดเป็นวิชาทำลายล้างที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม
เพียงวินาทีเดียวพื้นที่ในรัศมี 100 กิโลเมตรก็ปกคลุมด้วยลำแสงสีขาวขนาดใหญ่ยักษ์ มันกลืนกองทัพปีศาจที่อยู่เบื้องหน้ากัสไปในพริบตา ระเบิดร่างของพวกมันจนแตกสลายไม่เหลือแม้แต่ซาก
ไม่ว่าจะเป็นปีศาจชั้นสูง ขุนพลปีศาจหรือแม้แต่แม่ทัพปีศาจ พวกมันถูกตัวถูกระเบิดด้วยคลื่นเสียงทำลายล้างจนหายไปในพริบตา
พลังทำลายล้างที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างนี้ทำให้สีหน้าของทุกคนที่มองเห็นซีดขาวไปเลย แม้กระทั่งครึ่งเทพและเทพอสูรที่หลบออกมาจากเส้นทางยิงของกัสก็ยังสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นความรุนแรงของมัน
ระยะยิงนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่ 1 ร้อยกิโลเมตรหากแต่ลากยาวต่อไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร ทะลุผ่านไปเป็นระยะทางเกือบพันกิโลเมตร
พลังทำลายล้างที่น่ากลัวนี้ทำให้กัสยังต้องอึ้งไป เขากระอักเลือดออกมาหลายคำเพราะฝืนจนร่างกายบาดเจ็บ ทว่ามันก็เป็นเพียงอาการบาดเจ็บภายนอกซึ่งไม่มีความหมายใดๆ ต่อเทพเทวะอย่างเขา
เพียงชั่วอึดใจบาดแผลทั้งหมดก็ฟื้นฟูจนหายเป็นปกติ ซึ่งเป็นความสามารถพื้นฐานของผู้ที่ก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์มาได้
ไม่ว่าจะเป็นครึ่งเทพ เทพอสูรหรือเทพเทวะก็มีเหมือนกันหมด แต่จะแตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะของร่างกายที่ถูกสร้างขึ้น
สำหรับกัสที่สร้างร่างเทวะขึ้นมานั้น ร่างกายของเขาจึงมีคุณสมบัติทั้งสองด้าน ทั้งการฟื้นฟูที่รวดเร็วเหมือนร่างอมตะของเทพอสูรและมีความสามารถในการสลายตัวและรวมขึ้นใหม่เหมือนครึ่งเทพ
ด้วยเหตุนี้อาการบาดเจ็บที่เขาได้รับจึงไม่นับเป็นอะไร แต่ก็ใช่ว่ากัสจะไม่เสียอะไรเลย สิ่งที่เขาเสียไปมากที่สุดจากการใช้วิชาที่ทรงพลังก็คือ พลังสมาธิ
การควบคุมพลังอย่างละเอียดอ่อนนั้นเผาผลาญพลังสมาธิของเขาไปมากจริงๆ มันทำให้เขาอ่อนแรงจากการยิงออกไปเพียงครั้งเดียว
ทว่ามันก็คุ้มหากคิดถึงความเสียหายที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งฆ่าพวกปีศาจไปมากกว่าหมื่นล้านตัว ขุนพลปีศาจอีกนับพัน ส่วนแม่ทัพปีศาจนั้น มีตัวที่ตายไปจากการโจมตีไม่กี่ตัวเท่านั้นเพราะพวกมันมีความแข็งแกร่งของพลังชีวิตที่สูงกว่าปีศาจทั่วไป
แต่ถึงพวกมันจะไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัสและต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู ซึ่งแม่ทัพปีศาจที่บาดเจ็บหนักนั้น ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากชิ้นเนื้อที่วางอยู่บนเขียงสำหรับกัสเลย
กัสเพียงส่งกระบี่วิญญาณออกไป เขาก็เก็บพวกมันในสภาพบาดเจ็บสาหัสกลับมาได้อย่างง่ายดายและฆ่ามันทีละตัวๆ ด้วยการสูบพลังปีศาจและกลืนกินทั้งเป็น