ตอนที่12 ผ้าขี้ริ้วห่อทอง
สองยายหลานใช้เวลาทำธุรกรรมที่ธนาคารแค่หนึ่งชั่วโมงโดยยายเบิกเงินสดเพื่อเตรียมไปจ่ายค่าที่ดินและค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวนหนึ่ง
หลังจากเสร็จธุระในธนาคารเรียบร้อยหมดทุกอย่างแล้วซูเวยชวนยายไปทำธุระอย่างอื่นต่อตามแผนที่วางไว้ทันที
“ยายคะพวกเราซื้อมอเตอร์ไซต์ไว้ใช้งานดีไหมคะ?”ซูเวยถามยายอย่างคาดหวัง เป็เพราะว่าเธอ้านั่งยานพาหนะประเภทนี้สักครั้งเพื่อดูว่ามีความเร็วและบรรยากาศแบบใดเนื่องจากบนดาวเอเอสมียานพาหนะรูปทรงคล้ายแบบนี้ แต่มีความเร็วมากถึง 300กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งใช้บินตรวจการณ์ของตำรวจในดาวเอเอส
เกาอิงเห็นท่าทางที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของหลานสาวทำให้เธอตัดสินใจซื้อทันที ส่วนหนึ่งเป็เพราะว่าตนเองสามารถขับรถจักรยานยนต์ได้แต่ที่ผ่านมาไม่มีเงินซื้อจึงมีแค่จักรยานคันเก่าไว้ใช้งานแค่คันเดียว แต่ทว่าเวลานี้ครอบครัวมีเงินจำนวนมากพอที่จะสร้างความสะดวกสบายได้จึง้าตามใจหลานสาวสักครั้ง
เกาอิงตอบหลานสาวด้วยความสบายใจว่า“ได้สิ งั้นพวกเราไปเลือกกันเลย มีร้านหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เวยเวยเดินไหวไหม?”
เธอถามหลานสาวอย่างไม่แน่ใจเพราะกลัวว่าหลานจะเหนื่อยและเกียจคร้านที่จะเดินไปร้านจำหน่ายจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ห่างจากธนาคารราว 200 เมตร เนื่องจากปกติหลานสาวมักจะเกียจคร้านและชอบนอนเล่นอยู่ที่บ้านมากกว่าออกไปช่วยตนทำงาน
“ไหวค่ะพวกเราไปกันเถอะ” ซูเวยตอบรับอย่างยินดีพร้อมกับจับมือยายเตรียมออกเดินในทันที
เกาอิงส่ายหัวพร้อมกับยิ้มอย่างสบายใจจากนั้นเธอเดินจูงมือไปกับหลานสาวแล้วตรงไปยังร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ทันที
ครู่หนึ่งสองยายหลานมาถึงร้านดังกล่าวเวลานี้มีลูกค้าเดินเลือกซื้อรถจักรยานยนต์อยู่สองกลุ่มๆละ 2-3 คนเมื่อสองยายหลานเดินเข้าไปในร้าน มีเสียงพูดคุยของลูกค้ากลุ่มหนึ่งดังขึ้นอย่างดูถูกสองยายหลานเนื่องจากเกาอิงและซูเวยแต่งตัวซอมซ่อ ถึงแม้ว่าเสื้อผ้าจะสะอาดและไม่มีส่วนขาดวิ่นแต่ทว่าเป็เสื้อผ้าที่เก่า เป็ผลให้คนอื่นดูถูกเหยียดหยามคนทั้งสองโดยตรง
“ชิชะ!ร้านนี้ไม่ประเมินลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อรถเลยหรือยังไง?”
“นั่นสิ ดูแต่งตัวแบบนี้จะมีเงินซื้อรถไหม?”
เกาอิงบีบมือของหลานสาวที่ยังจับจูงอยู่ด้วยความกังวลเพราะกลัวว่าหลานสาวจะปราดเข้าไปต่อว่าหรือทุบตีลูกค้าคนนั้นกลายเป็ว่าซูเวยนิ่งเฉยพลางเบ้ปากเล็กน้อยอย่างไม่สนใจ
“ยายคะพวกเราซื้อรถเงินสดเลยนะคะ” ซูเวยหันมายิ้มหวานและพูดกับยายพลางเหล่ตามองลูกค้าชายหญิงวัยกลางคนที่
ทั้งคู่พูดจาดูแคลนเธอกับยายทำให้เธอ้าเอาคืนบ้างเล็กน้อย
เกาอิงระงับความขบขันกับท่าทีของหลานสาวก่อนที่จะตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า“ได้ๆ ตามใจเวยเวยแล้วกัน”
จากนั้นซูเวยสะบัดหน้าเล็กน้อยให้กับชายหญิงสองคนนั้นแล้วจูงมือยายตรงเข้าไปดูจักรยานยนต์คันหนึ่งสีแดงสวยงาม ซึ่งตั้งแสดงอยู่กลางร้านมีเสียงบ่นด่าตามหลังซูเวยจากชายหญิงคู่นั้น แต่ทว่าซูเวยไม่ได้สนใจพวกเขาแล้วเพราะว่าเธอสนใจยานพาหนะโบราณของโลกนี้ที่มีขนาดกะทัดรัดและสีสันสวยงามซึ่งดึงดูดความสนใจจากเธอมากกว่า
“คันนี้สวยจังเลยค่ะยายพวกเราเลือกคันนี้ดีไหมคะ?” ซูเวยตาโตทอประกายยินดีที่พบจักรยานยนต์ในรูปแบบที่เธอสนใจเธอจึงบอกความรู้สึกของตนเองกับยายโดยตรง
เกาอิงเห็นว่าหลานสาวสนใจและดูรถจักรยานยนต์แล้วก็สวยงามจริงทำให้เกาอิงสนับสนุนการตัดสินใจของหลานอย่างสบายใจว่า “ได้สิ ยายตามใจเวยเวย”
“ชิ!ทำเป็อวดรวย จะมีเงินจ่ายไหมก็ไม่รู้ คันนี้แพงที่สุดในร้านเชียวนะ” หญิงวัยกลางคนตามมาพูดเหน็บแนมสองยายหลานอีกครั้งทำให้ซูเวยพ่นลมหายใจอย่างรำคาญและเบื่อหน่ายลูกค้าสองคนนี้เธอจึงบอกให้ยายรีบจ่ายเงินเพื่อที่จะได้ออกจากร้านโดยเร็ว
“ยายคะรีบจ่ายเงินเถอะค่ะ หนูอยากทานไอศกรีมแล้ว” ซูเวยเร่งเร้ายายให้รีบจ่ายเงินโดยตรง
เกาอิงเข้าใจความรู้สึกของหลานสาวจึงบอกกับพนักงานร้านที่เดินตามมาดูแลว่า“ตกลงฉันเลือกคันนี้ ทำเื่ซื้อขายให้ฉันที”
“ได้ครับคุณยายเชิญกรอกเอกสารและจ่ายเงินทางนี้เลยครับ”พนักงานชายยิ้มกว้างอย่างยินดีที่เจอลูกค้าไม่เื่มากแถมยังเลือกซื้อรถราคาแพงที่สุดในร้าน ซึ่งทำให้เขาได้รับส่วนต่างค่าตอบแทนในการขายมากขึ้นด้วย
ท่าทางจริงจังและตรงไปตรงมาของสองยายหลานทำให้ลูกค้าชายหญิงสองคนนั้นสบตากันอย่างไม่เชื่อและทำทีเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อดูว่าสองยายหลานจะมีเงินจ่ายค่ารถจักรยานยนต์จริงไหม
พนักงานชายผายมือเชิญสองยายหลานไปทำธุรกรรมซื้อขายที่โต๊ะเก็บเงินด้านหนึ่งถึงอย่างนั้นสองสามีภรรยาวัยกลางคนยังเดินตามหลังเกาอิงและซูเวยมาอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมครั้งนี้ด้วย
ครั้นเมื่อเกาอิงและซูเวยนั่งบนเก้าอี้แล้วเกาอิงหยิบบัตรธนาคารสีดำออกมายื่นให้พนักงานของร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์โดยตรง
เมื่อคู่สามีภรรยาจอมสอดรู้ได้เห็นบัตรธนาคารสีดำของเกาอิงทั้งสองคนต่างพากันตาโตเบิกกว้างอย่างตกตกตะลึงพลางถามกันด้วยความแปลกใจว่า “โอ้! นี่บัตรธนาคารสีดำเชียวนะต้องมีเงินมากเท่าใดถึงจะมีบัตรนี้ได้?”
“นั่นสิไม่น่าเชื่อว่ายายคนนี้จะมีบัตรธนาคารสีดำ”
“คุณยายรอสักครู่นะครับเซ็นเอกสารแป๊บเดียวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว” พนักงานชายที่ดูแลการซื้อขายรถจักรยานยนต์ยิ้มกว้างพลางบอกเกาอิงอย่างสุภาพนั่นเป็เพราะว่าเขารู้จักลูกค้าหลายประเภท แต่ประเภทที่มีบัตรธนาคารสีดำนั้นมีน้อยและหายากยิ่งนักในเมืองเล็กๆอย่างเมืองจงแห่งนี้ นั่นเป็เพราะว่าบัตรธนาคารสีดำเป็บัตรที่มีวงเงินเกินสิบล้านหยวนขึ้นไปซึ่งทำให้เขาและพนักงานการเงินที่กำลังเตรียมเอกสารต่างกุลีกุจอให้บริการเกาอิงและหลานสาวอย่างดียิ่งพนักงานชายรีบไปนำน้ำหวานมาบริการสองยายหลานเพื่อสร้างความประทับใจอย่างดีที่สุด
ด้านคู่สามีภรรยาต่างอึ้งตะลึงอย่างคิดไม่ถึงว่าสองยายหลานที่แต่งตัวซอมซ่อจะมีเงินจ่ายค่ารถจักรยานยนต์ที่สำคัญคือมีเงินจำนวนมากอีกต่างหาก ทำให้ทั้งคู่กระซิบกระซาบพูดคุยกันพร้อมกับเดินเลี่ยงหนีไปอีกทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“ผมบอกคุณแล้วว่าอย่าไปดูแคลนพวกเขา”
“ใครจะไปรู้ละว่าจะมีบัตรธนาคารสีดำแบบนั้น? คงไม่ใช่ไปขโมยใครเขามาหรอกนะ”
“คุณนี่ คิดอะไรไร้สาระจริงๆ”
“เอ๊ะ! ทีแรกคุณก็คิดเหมือนฉันไม่ใช่หรือ?”
เสียงพูดคุยของสองสามีภรรยาที่ดังห่างไกลออกไปเรื่อยๆนั้นไม่ทำให้ซูเวยสนใจพวกเขาอีกเธอกำลังดีใจที่ครอบครัวจะมีรถจักรยานยนต์เป็ของตัวเองเสียทีหลังจากที่เห็นเพื่อนบ้านหลายคนมีไว้ใช้งานในหมู่บ้านแล้ว บางคนมีรถยนต์ด้วยซ้ำไป
แต่ทว่าซูเวยรู้สึกหงุดหงิดร่างใหม่ตัวเองเพราะเธอยังตัวเล็กและขาสั้นเกินไปซึ่งอาจไม่สะดวกในการขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์เท่าใดนักรวมถึงยายเกาอิง ซึ่งซูเวยไม่้าให้ยายลำบากในการหัดขับรถยนต์เมื่ออายุมากเช่นนี้ซูเวยคิดเื่บางอย่างออกในขณะที่กำลังเดินเลือกซื้อรถจักรยานยนต์พอดีเธอตั้งใจที่จะจ้างสองแม่ลูกจิวมู่ตานและสืออู๋เจ๋อให้มาช่วยงานยายตนเองเนื่องเพราะว่าเธอเห็นทัศนคติที่ดีของสองแม่ลูกจึง้าช่วยเหลือพวกเขาไปด้วยนั่นเอง
ครึ่งชั่วโมงต่อมาการทำธุรกรรมซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พนักงานขายสอบถามถึงการขนส่งรถจักรยานยนต์กับสองยายหลานโดยตรงอย่างสุภาพว่า“คุณยาย้าให้ทางร้านไปส่งที่บ้านให้ไหมครับ หรือจะขับกลับบ้านเองเลยสะดวกแบบไหนแจ้งผมได้เลยครับ?”
“ฉันจะขับเองพอมีเวลาเหลืออยู่ ฉันจะไปทำใบขับขี่พร้อมด้วย” เกาอิงตอบคำถามพนักงานขายโดยตรงเนื่องจากเธอมีแผนไปทำใบขับขี่ให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้าน เหตุเพราะใช้เวลานานถึงเจ็ดวันจึงจะได้ใบขับขี่ดังนั้นเกาอิงไม่้าเสียเวลากลับไปกลับมาหลายครั้ง กอปรกับเวลานี้เพิ่งจะสิบเอ็ดนาฬิกาเท่านั้นจึงพอมีเวลาเหลือเฟือก่อนที่จะพาหลานสาวไปทานอาหารและเลือกซื้อสิ่งของอย่างอื่น
“ได้ครับงั้นทางร้านแถมหมวกนิรภัยให้น้องสาวคนเก่งด้วยอีกใบหนึ่งแล้วกันครับ”พนักงานชายตอบรับอย่างยินดีพลางใจป้ำแถมหมวกนิรภัยสำหรับซูเวยเพิ่มอีกหนึ่งอันหลังจากที่แถมหมวกนิรภัยสำหรับเกาอิงไปแล้ว
“ขอบคุณค่ะพี่ชายรูปหล่อ”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีพลางเอ่ยชมพนักงานด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์
“โอ๊ะ! ไม่หรอกครับ ผมไม่หล่อขนาดนั้น”พนักงานชายเขินอาย เขาเกาหัวพลางยิ้มเขินอายพร้อมกับมีใบหน้าสีแดงเข้มทันที
ทำให้สองยายหลานหัวเราะขำอย่างผ่อนคลายเกาอิงไม่คิดว่าหลานสาวจะมีอารมณ์ขันและหยอกล้อคนอื่นเป็ทำให้เธอแปลกใจที่หลานสาวดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคนั้แ่ที่หลานสาวถูกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไปคราวก่อนอย่างน้อยในเวลานี้หลานสาวรู้ความและรู้จักช่วยเหลืองาน รวมทั้งไม่หาเื่ชกต่อยหรือด่าทอผู้คนเหมือนเดิมแค่นี้ก็ทำให้เกาอิงรู้สึกสบายใจจึงไม่คิดแสวงหาคำตอบอื่นใดอีก
..........
เวลานี้เกาอิงขับรถจักรยานยนต์โดยมีหลานสาวนั่งซ้อนท้ายอย่างทะมัดทะแมงซูเวยรู้สึกตื่นเต้นในการนั่งรถจักรยานยนต์ครั้งแรก เธอไม่คิดว่ายานพาหนะโบราณเช่นนี้จะทำให้รู้สึกสดชื่นเย็นสบายแถมยังสามารถวิ่งซอกแซกไปตามตรอกเล็กๆแคบๆได้อย่างคล่องแคล่วถึงแม้ว่าจะมีความเร็วค่อนข้างต่ำก็ตาม
ซูเวยคิดในใจอย่างหมายมั่นว่า“รอให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นอีกนิดก่อน ฉันจะขับรถสองล้อนี่ให้ได้”เป็เพราะว่ารถจักรยานยนต์มีขนาดและน้ำหนักมากกว่าจักรยานดังนั้นเธอจำเป็ต้องรอให้ร่างกายแข็งแกร่งระดับหนึ่งเสียก่อน ส่วนจักรยานนั้นซูเวยมั่นใจว่าสามารถปั่นได้อย่างแน่นอน
ครู่หนึ่งเกาอิงขับรถมาถึงสำนักมาตรฐานงานทะเบียนและภาษีรถกรมการขนส่ง เพื่อทำใบขับขี่ โดยเธอยื่นเอกสารและนั่งรอแค่สิบนาทีก็ไปทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์
ขณะที่เกาอิงกำลังทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์ให้เ้าหน้าที่ดูอยู่นั้นซูเวยนั่งรอยายในอาคารโล่งของผู้คนที่รอทดสอบตามคิวเช่นกันมีเสียงผู้คนพูดคุยกันดังขึ้นด้วยความแปลกใจว่า
“ไม่น่าเชื่อว่ายายคนนั้นจะมีรถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดมาขี่แบบนี้”
“ทำไมเหรอเพื่อน?”
“นายไม่รู้อะไรรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ราคาแพงมาก ในเมืองจงคงมีไม่เกินสามคันแน่ๆ”
“โอ้!งั้นแสดงว่ายายคนนี้คงมีลูกหลานที่ร่ำรวยซื้อให้กระมัง”
“ก็คงจะรวยมากจริงๆราคารถคันนี้ตั้งหนึ่งหมื่นหยวนเชียวนะ”
“ดูภายนอกไม่รู้เลยว่ายายสวมเสื้อผ้าเก่าๆจะมีรถราคาแพงขนาดนี้”
“นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าผ้าขี้ริ้วห่อทอง ดังนั้นอย่าดูถูกคนอื่นไปทั่วล่ะ”
ซูเวยยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจที่ผู้คนให้ความสนใจกับยายตนเองรวมทั้งไม่มีใครกล้าดูถูกยายตนเองอีก ทำให้ซูเวยกระหยิ่มยิ้มย่องพลางคิดวางแผนใช้ชีวิตต่อไปเงียบๆ
สิบนาทีต่อมายายทดสอบทักษะการขับขี่รถจักรยานยนต์เสร็จเรียบร้อยแล้วโดยผลการทดสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เ้าหน้าที่นัดมารับใบขับขี่อีกครั้งในเจ็ดวันถัดมาเพราะต้องส่งเอกสารไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่รับผิดชอบประวัติการขับขี่อีกครั้งก่อน
หลังจากนั้นยายเกาอิงพาซูเวยไปทานอาหารกลางวันในห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเมืองจงนั่นคือ ห้างสุขสบาย
บังเอิญว่ามีพื้นที่ว่างสำหรับจอดรถจักรยานยนต์อยู่ตรงข้ามร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของตระกูลไป่คนร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านัพอดี เมื่อยายเกาอิงจอดรถจักรยานยนต์พร้อมกับล็อกรถเสร็จเรียบร้อยจากนั้นเธอเดินจูงมือไปกับซูเวย
ด้านร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของตระกูลไป่ไป่หนิงอ้ายเงยหน้าจากโต๊ะทำงานขึ้นมองนอกร้านพอดี เขาเหลือบมองเห็นเกาอิงและซูเวยเข้าโดยบังเอิญทำให้ไป่หนิงอ้ายขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจพลางพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
“นั่นยายเกาอิงกับซูเวยนี่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเงินซื้อรถราคาแพงแบบนี้ได้จ้าวอิ่งส่งเงินมาให้มากขนาดนี้เชียวหรือ?”เขาไม่คิดว่าสองยายหลานจะได้รับเงินจากลูกสาวมากมายเช่นนี้ถึงแม้ว่าในอดีตเขากับจ้าวอิ่งจะเคยชอบพอกันมาก่อน แต่ฐานะที่ยากจนของจ้าวอิ่งนั้นทำให้เขาต้องตอบรับแต่งงานกับลูกสาวของผู้มีฐานะร่ำรวยคนหนึ่งในหมู่บ้านข้างเคียงแทนถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะมีหญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านัชอบพอเขา ไม่ว่าจะเป็ หูเหยาผู้เป็ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านหรือจ้าวอิ่งหรือฟานไป๋หลาน ลูกสาวตระกูลฟานก็ตาม
..........
เวลานี้เกาอิงพาซูเวยไปทานอาหารทะเลในห้างสรรพสินค้าสุขสบายต่อด้วยการซื้อเสื้อผ้าและชุดสวยงามของหลานสาว
แต่ซูเวยเรียกร้องแค่ชุดกีฬาหลายชุดและรองเท้าผ้าใบดีๆ แค่นั้น เนื่องจากเธอ้าชุดสำหรับออกกำลังกายมากกว่าชุดสวยงามเหมือนเด็กหญิงทั่วไปเธอคิดว่าชุดสวยงามเ่าั้ดูรุ่มร่ามและไม่เหมาะสมกับตนเอง
“ยายคะพาหนูไปซื้อคอมพิวเตอร์ด้วยนะคะ โทรศัพท์มือถือด้วย” ซูเวยได้ทีเรียกร้องสิ่งที่เธอวางแผนไว้เมื่อทั้งคู่เดินออกมาจากร้านเสื้อผ้าแล้ว
“ได้สิเงินนี้เวยเวยหามาได้ด้วยความสามารถของตนเอง อยากใช้อะไรยายตามใจทั้งนั้นแหละแต่ต้องเป็สิ่งที่มีประโยชน์นะ ไม่ใช่การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว”เกาอิงพยักหน้าตามใจหลานสาวพลางเอ่ยเตือนเื่การประหยัดอย่างจริงใจ
“หนูเข้าใจแล้วค่ะงั้นพวกเราเข้าร้านนี้ไหมคะ?ดูอุปกรณ์แล้วน่าสนใจทีเดียว”ซูเวยตอบรับยายพร้อมกับชี้นิ้วตรงไปที่ร้านขายเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์แห่งหนึ่งที่มีสัญลักษณ์คล้ายผลไม้ชนิดหนึ่งยี่ห้อ“AP”