ตอนที่ 16 ต่อให้ตายก็ไม่เป็นเมียบ่าว (1)
เมื่อเสี่ยวหลี่ซื่อเห็นเช่นนี้ ก็ลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอก ทว่าขณะเดินผ่านข้างเยี่ยซื่อก็ตบๆ มือเยี่ยซื่ออย่างช่วยไม่ได้ เอ่ยขึ้นประโยคหนึ่งเบาๆ ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“พี่สะใภ้รอง พี่อย่าดื้อดึงอีกเลย เรื่องที่ท่านแม่ตัดสินใจแล้วจะไม่เปลี่ยนโดยง่าย พี่ต้องรู้ว่าซินเอ๋อร์เป็นเด็กสาวของตระกูลหลี่ ตระกูลหลี่เก่าแก่ของเรา จะเป็นแม่สามีที่เป็นใหญ่มาโดยตลอด พวกเราเป็นผู้น้อยไร้อำนาจ อีกอย่าง ยายหนูซินหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนั้น ทั่วทั้งหมู่บ้านนี้มีใครไม่รู้กันบ้าง ตอนนี้มีบุรุษต้องการนางก็ดีมากแล้ว พี่ยังคาดหวังว่าอนาคตนางจะได้แต่งงานกับตระกูลดีอะไรอีกเล่า พี่น่ะ ยอมรับชะตากรรมเสียเถิด”
เสี่ยวหลี่ซื่อเอ่ยจบ ก็ไม่รอให้เยี่ยซื่อตอบสนอง บิดเอวเดินนวยนาดออกไปแล้ว
ขณะที่หวังซื่อเดินไปนั้น กลับจงใจผลักเยี่ยซื่อที่ตัวสั่นเพราะความโกรธอยู่แล้วทีหนึ่ง นางผลักเยี่ยซื่อที่ผอมกะหร่องลงกับพื้น จากนั้นก้มลงและพูดบางอย่างใส่หูของเยี่ยซื่อ เยี่ยซื่อทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ทว่าหวังซื่อไม่สนใจนางสักนิด พลันเดินยืดอกเชิดหน้าออกไป
มองแผ่นหลังของคนตระกูลหลี่จากไปทีละคน เยี่ยซื่อที่นั่งกับพื้นรู้สึกความโศกเศร้าปะทุขึ้นในใจ โมโหจนตัวสั่น ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วง นางพูดไม่ออกสักคำ สุดท้ายก็เป็นลมหมดสติไป
หลี่ซินหรี่ตาลงเล็กน้อย ก้อนดินในมือพลันลอยออกไปอย่างแนบเนียน หวังซื่อที่เพิ่งก้าวพ้นประตูเรือนหลักเพียงสองก้าวรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกระแทกที่หัวเข่า นางเดินเซไปข้างหน้าแล้วล้มหน้าคะมำทันที ซึ่งบังเอิญปากกระแทกเข้ากับบันไดหินตรงหน้าประตูโดยไม่คาดคิด
ครั้งนี้กระแทกเข้าอย่างแรงจนปากแตกเลือดไหลซิบ ทำเอานางอดร้องครวญเสียงหนึ่งไม่ได้ จากนั้นกลับคายฟันซี่หนึ่งออกมา บาดแผลดูไม่แน่ชัด แต่ฟันหน้าหลุด หวังซื่อก็แทบจะเป็นลมหมดสติ พลันกรีดร้องอย่างต่อเนื่อง นางปวดจนน้ำตาไหลอาบปะปนไปกับเลือดสีสด ท่าทางเช่นนั้นดูจนตรอกเป็นอย่างมาก
หลี่ซินไม่มีเวลาไปใส่ใจนาง เพียงพุ่งเข้าไปในเรือนหลัก ช่วยพยุงเยี่ยซื่อลุกขึ้นมา แล้วรีบเรียกหาอาชิว “อาชิว อาชิว รีบมาดูท่านแม่ข้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
อาชิวเพียงเหลือบมองเยี่ยซื่ออย่างเกียจคร้านปราดหนึ่ง เอ่ยเสียงนิ่งว่า “ไม่เป็นไร แค่ไฟโทสะสุมอก บวกกับร่างกายอ่อนแอ และเป็นผลมาจากการทำงานเหนื่อยเกินไป”
หลี่ซินได้ยินก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว จึงโล่งใจในบัดดล
“ซินเอ๋อร์ ท่านแม่ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“พี่หญิง ไยท่านแม่ถึงหมดสติไปได้เล่า”
ขณะนี้เอง หลี่เฉินและเสี่ยวสือโถวที่คอยให้ความสนใจการเคลื่อนไหวทางนี้ก็รีบพุ่งเข้ามาหา เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
หลี่ซินฉวยจังหวะเอ่ยต่อเสี่ยวสือโถวอย่างตัดสินใจเด็ดขาดว่า “สือโถว ท่าไม่ดีแล้ว เจ้ารีบไปเชิญท่านหลี่เจิ้งมา!”
โอกาสที่จะแยกตัวจากตระกูล มาถึงแล้ว!
ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เดิมไม่มีความลับใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเกิดเรื่องอะไรกับครอบครัวของใครสักคน ทุกคนจะรู้อย่างรวดเร็ว
ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เป็นช่วงเวลาที่เลิกงานกลับบ้าน เดิมหลี่จางซื่ออยากจะปิดประตูคุยเรื่องนี้ ผลกลับเป็นเพราะเสียงกรีดร้องของหวังซื่อและเสียงของหลี่เฉินสองพี่น้องจึงเรียกความสนใจจากเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปไม่น้อย พวกเขายืนอยู่ตรงประตู ชี้มือชี้ไม้ไปที่เรือนใหญ่ตระกูลหลี่โดยไม่ทราบความจริงแน่ชัด
“พี่ป้าน้าอาทุกท่าน รบกวนช่วยหน่อย ท่านแม่ข้าโกรธจนหมดสติไปแล้ว รบกวนช่วยข้าแบกท่านแม่กลับไปที่เรือนที!”
หลี่ซินแค่นหึเสียงเย็นในใจ ในเมื่อทุกคนต่างมีความสงสัย ดังนั้นข้าก็จะให้พวกเจ้าได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง นางตะโกนออกไปสุดเสียง
เดิมทีพวกเขาเป็นเพื่อนบ้านกับตระกูลหลี่ รู้สึกเห็นใจต่อสิ่งที่เยี่ยซื่อและลูกๆ ประสบพบเจอ ครานี้ได้ยินว่าโมโหจนหมดสติ ก็รีบวางอุปกรณ์ไร่นาในมือแล้ววิ่งเข้ามาหา ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือหามเยี่ยซื่อไปไว้ที่กระท่อมมุงหญ้าเหมา แม้ว่าทุกคนจะสงสัยว่าหมดสติเพราะโมโหเรื่องอะไร ทว่าไม่เหมาะที่จะถามในยามนี้
เสียงร้องเอะอะแบบนี้ย่อมทำให้ชาวบ้านไม่น้อยให้ความสนใจอีกครั้ง ไม่นาน ผู้คนที่รายล้อมอยู่ด้านนอกลานก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนสังเกตเห็นบาดแผลที่มุมปากของหวังซื่ออย่างรวดเร็ว จึงถามด้วยความเป็นห่วง หวังซื่อที่อยู่ดีๆ ก็หกล้มจนเสียฟันไปหนึ่งซี่พลันแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวดและร้องไห้โอดครวญขึ้นมา แค่ประเดี๋ยวเดียว ลานบ้านของตระกูลหลี่ก็แออัดเต็มไปด้วยผู้คนที่มาดูความครึกครื้น
หลี่ซินเข้าไปในครัวโดยไม่พูดไม่จาสักคำ หามีดหั่นผักออกมาเล่มหนึ่ง แล้ววิ่งไปที่เรือนหลักด้วยไอสังหารเดือดพล่าน
“ยายหนูซิน นี่เจ้าจะทำอะไร รีบวางมีดลง! เจ้าห้ามทำอะไรโง่ๆ นะ!”
ท่านอาฮวาเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลี่ซินหยิบมีดจากในครัวเข้าไปในเรือนหลัก นางตกใจจนเสียงสั่น พลันรีบเข้าไปรั้งตัวและมือของนางไว้ “ทุกคนรีบมาช่วยเร็วสิ”
ได้ยินคำพูดของท่านอาฮวา เหล่าสตรีคนอื่นๆ ถึงตอบสนอง รีบกรูกันเข้ามาช่วยอย่างชุลมุน มีทั้งคนที่ช่วยแย่งมีด ช่วยกันรัดช่วยกันกอด และแย่งกันพูดเกลี้ยกล่อม
“ซินเอ๋อร์!” หลี่เฉินเห็นน้องสาวในสภาพเช่นนี้ ตกใจกลัวจนใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วก็ซีดยิ่งกว่าเดิม รีบวิ่งมาด้วยเสียงสั่นเครือ แย่งมีดทำครัวจากมือน้องสาวไป และพยายามปลอบขวัญนาง
“เจ้าหนูเฉิน ยายหนูซิน นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
ท่านอาฮวาช่วยนำตัวเยี่ยซื่อวางไว้บนเตียงเตา และถามคำถามที่ทุกคนสงสัย
“พี่ใหญ่…ท่านอาฮวา ท่านย่าข้าและคนอื่นๆ ต้องการขายข้าในราคายี่สิบตำลึง บอกว่าจะให้ข้าไปเป็นสาวใช้ห้องข้างของซูต้าฮู่เจ้าค่ะ อีกเดี๋ยวจะมีคนมารับข้าไปแล้ว ข้าขอยอมตาย แต่ไม่ยอมเป็นเมียบ่าวของตาเฒ่านั่น…”
หลี่ซินมองบรรดาพี่ป้าน้าอาในเรือน ทำหน้าเหมือนชีวิตไร้ความหมาย น้ำตาไหลพราก จากนั้นซบหน้าลงที่อกของอาฮวา “หากบีบบังคับข้าไป ก็หามศพข้าไปแทนเถอะ อย่างไรข้าก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว…”
“ว่าอะไรนะ” ท่านอาฮวาตาเบิกโพลง พลันขมวดคิ้วตามมา “ไม่ใช่หรอกกระมัง ตอนนี้ซูต้าฮู่นั่นอายุห้าสิบกว่าแล้ว ส่งเด็กสาวดีๆ แบบนี้ไปมิใช่ว่าให้คนเขาย่ำยีเสียหายเล่นหรือ!”