นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 127 2 นคร

            ตอนที่ 127 2 นคร

             

             

            กงจักรเริ่มมุดขึ้นสู่พื้นผิวอีกครั้ง คราวนี้เมื่อกงจักรเปิดออกนิทานจึงได้เห็นภาพภายนอกโดยตรงไม่ต้องผ่านภาพฉายอีก

             

            รอบตัวของพวกเขาถูกรายล้อมไปด้วยขุนเขาสูงใหญ่และพฤกษานานาพันธุ์ที่ทอดตัวยาวไกลจนนิทานไม่อาจมองเห็นสุดขอบ ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็มีเพียงพืชพันธุ์และภูเขาเท่านั้น เป็นเขตแดนที่ราวกับถูกธรรมชาติยึดครอง สมชื่อขุนเขาและพฤกษา

             

            ขุนเขาและพฤกษาเป็นเขตแดนร่วมของเผ่าซือบาสและเผ่ารูเบียส น่าแปลกที่ต้องใช้เขตแดนร่วมสำหรับสองเผ่ามหาอำนาจที่เป็นศัตรูไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ากัน หากจะให้แบ่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ที่ราบสูง และส่วนบนของขุนเขาทั้งหมดเป็นของเผ่าซือบาสผู้ปกครองผืนฟ้า ส่วนระดับน้ำทะเลลงมา พฤกษา และใต้ดินคือโลกของเผ่ารูเบียสผู้ปกครองผืนดิน

             

            แม้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติจะทำให้นิทานหลงงมงายไปกับมัน หากสิ่งที่ดึงดูดสายตายิ่งกว่าก็ยังคงมี และทั้งสองสิ่งนั้นอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว

             

            หนึ่งมหานครล่องลอยเหนือม่านเมฆ ราวกับเกาะขนาดยักษ์ที่พยุงร่างด้วยเมฆาจำนวนมหาศาล หาใช่มหาสมุทร นครลอยฟ้านี้แม้จะเป็นเกาะ หากนครที่อยู่บนเกาะนั้นกลับอัดแน่นจนดูไปไม่ต่างจากเรือรบ เหมือนยกปราสาทขนาดมหึมาขึ้นสู่ฟ้าทั้งอย่างนั้น สถาปัตยกรรมที่เน้นสีขาวและเหลือง หินอ่อนและกระเบื้องมากมายต่างทอแสงวาววับ ให้ความรู้สึกสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ ราวกับสวรรค์ที่อยู่ในระยะเอื้อมถึงได้ เหนือนครสามารถเห็นสิ่งมีชีวิตติดปีกมากมายที่สยายปีกเหินบินกันอย่างงดงาม เป็นเขตแดนขนาดยักษ์บนท้องฟ้าที่ใหญ่โตราวหนึ่งในสามของนครรัตนะ

             

            พื้นของเกาะคือม่านเมฆหลากสีที่ส่วนมากประกอบขึ้นด้วยสีเหลืองทอง เมฆสีเหลืองทองเหล่านั้นหากสังเกตดูแล้วจะเห็นได้ว่าก่อประกอบขึ้นจากขนนกสีเหลืองทองปริมาณเป็นอนันต์ ปล่อยกลิ่นอายฟุ้งราวกับละอองดอกไม้เทวะ หากส่วนล่างสุดของเมฆเหล่านั้นกลับเริ่มปรากฏสีแดงเล็กน้อยราวกับสนิมที่ผุกร่อนเมฆ แม้จะยังคงยิ่งใหญ่เกรียงไกรหากสนิมเหล่านั้นก็แพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง ราวปลวกที่แทะกลืนมหาพฤกษา สีแดงเหล่านั้นถูกหยุดยั้งอย่างช้า ๆ ด้วยม่านพลังสีทองที่ปกคลุมนคร เมื่อดูจากไกล ๆ จะสังเกตได้ว่าม่านพลังนี้คือปีกขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มนครไว้อย่างอ่อนโยนอีกชั้นหนึ่ง

             

            นครลอยฟ้า เอเทอรัม เมืองหลวงแห่งเผ่าซือบาส

             

            หนึ่งมหานครสถิตอยู่ ณ พื้นดิน แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากจุดที่ตั้งของนครนี้คือหลุมขนาดมหึมา หลุมขนาดยักษ์นี้ ณ ตรงกลางคือหลุมลึกที่มีผลึกแร่สีแดงเลือดใหญ่โตตั้งตระหง่านขึ้นมา ราวกับดาบวิเศษที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า รอบผลึกแร่คือเหวลึกที่ไม่ว่าตัวนิทานจะพยายามมองลงไปเท่าใดก็ไม่อาจเห็นก้นลึกที่สุดใจกลางนครได้เลย

             

            รายล้อมรอบหลุมและบริเวณลาดลงในหลุมคือนครที่ก่อตั้งขึ้น นครนี้เต็มไปด้วยแสงไฟจากลาวาความร้อนสูงและศิลาเรืองแสงหลากสี มีเพียงรอบนอกนครที่ได้รับแสงอาทิตย์เนื่องเพราะตำแหน่งของนครนี้ตั้งอยู่ภายใต้นครลอยฟ้าเอเทอรัมอย่างพอดิบพอดี เขตลาดลงในหลุมจึงมีเพียงแสงจากลาวาและแร่เรืองแสง สถาปัตยกรรมล้วนสลักจากหินและแร่จำนวนมากโดยที่จุดสังเกตหลักคือสีแดงและดำ เขม่าควันสีแดงที่ปลดปล่อยจากปล่องไฟขึ้นสู่ฟ้าถูกผลึกสีแดงใจกลางเมืองดูดซับไปทั้งหมด หากส่วนหนึ่งกลับดูเหมือนถูกปล่อยออกอย่างจงใจ ลอยขึ้นสู่นครลอยฟ้าเบื้องบน

             

            นครใต้ดิน บาราทรัม เมืองหลวงแห่งเผ่ารูเบียส

             

            โอไรออนเหม่อมองความยิ่งใหญ่ของสองนครอย่างตกตะลึง เทียบกับเมืองท่าข้างสมุทรที่เขาจากมาแล้วนครทั้งสองเบื้องหน้าของเขานี้เป็นสิ่งที่ให้เขาฝันอีกร้อยตื่นก็ไม่อาจจินตนาการภาพถึง

             

            ตัวนิทานแม้จะเคยเห็นนครรัตนะที่มีขนาดใหญ่และระดับพลังรวมถึงความยิ่งใหญ่ที่ไม่น้อยกว่ากันมาแล้ว พูดให้ถูกต้องนครรัตนะยังใหญ่กว่านครทั้งสองรวมกันเสียอีก แต่เขาก็ยังคงตื่นตะลึงกับความสวยงามของนครทั้งสองอยู่ดี

             

            นครรัตนะแม้จะใหญ่โตแต่ก็เป็นเมืองธรรมดาบนผืนดิน เพียงมีสถาปัตยกรรมอันผสมผสานและหลากหลายเพราะความหลากหลายของเผ่าพันธุ์เท่านั้น หากทั้งสองนครนี้ เมืองหนึ่งลอยอยู่บนฟากฟ้า อีกเมืองหนึ่งอยู่ใต้ดิน เป็นความน่าอัศจรรย์ในอีกระดับอย่างสิ้นเชิง

             

            อลังการกว่ากันเยอะเลยแฮะ สงสัยองค์ราชินีจะชอบแบบเรียบ ๆ นิทานคิด เขาไม่สงสัยเลยว่าหากองค์ราชินีจะทำให้นครรัตนะมีความอลังการหรือจุดทั้งเมืองให้ลุกเป็นไฟขึ้นมาเธอย่อมทำได้โดยง่ายเช่นกัน

             

            อริยะเข็มโลหิตมองทั้งสองที่อึ้งกับความยิ่งใหญ่ของนครแล้วก็ผุดยิ้มน้อย ๆ ในฐานะเผ่ารูเบียสเขานั้นมีความภาคภูมิใจในบาราทรัมสูงยิ่ง

             

            “พี่นิทานครับ! เมืองลอยบนฟ้าได้ยังไงครับ! แล้วเมืองใต้ดินนั่นด้วย! หลุมนั้นคืออะไร? ยังมีผลึกสีแดงใหญ่สุดยอดนั่นอีก!” โอไรออนพูดอย่างตื่นเต้น เขาชี้นู้นชี้นี่ไม่มีหยุด

             

            อริยะเข็มโลหิตหัวเราะน้อย ๆ เขาที่ค่อนข้างเงียบขรึมกลับเป็นคนตอบขึ้นมา

             

            “ผลึกสีแดงยักษ์นั่นคือหินแร่รูบีออน สมบัติแห่งเผ่ารูเบียสเรา หลุมนั้นเกิดขึ้นมาเมื่อราชาองค์ปัจจุบันของเรามีความต้องการจะขุดแร่รูบีออนขึ้นมาทั้งแท่ง หากก็ไม่อาจพบต้นผลึก” อริยะเข็มโลหิตกล่าวอย่างภูมิใจ

             

            เล่นข้ามเรื่องเมืองลอยฟ้าหมดเลยนะ นิทานลอบค่อนแคะในใจ เห็นได้ชัดว่าอริยะเข็มโลหิตมีความภูมิใจในเผ่ารูเบียสและเกลียดชังเผ่าซือบาส

             

            “แร่รูบีออนเหรอครับ” โอไรออนถามอย่างสงสัย ผลึกสีแดงขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านนั้นดึงดูดความสนใจของเขาได้อย่างจัง

             

            “ใช่ แร่รูบีออนคือแร่ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งเผ่าเรา ไม่เพียงในแง่ของจิตใจ คุณค่าของมันก็สูงยิ่งเช่นกัน ความแข็งของมันเป็นอันดับต้นของมหาทวีป อาวุธหรือวัตถุใดก็ตามที่ถูกสร้างจากมันย่อมไม่มีทางถูกทำลาย” อริยะเข็มโลหิตกล่าวอย่างภูมิใจ

             

            “ไม่เพียงแค่นั้น เพราะแร่รูบีออนนั้นแข็งยิ่งเราจึงแทบไม่อาจนำมันออกมาใช้งานได้ หากแต่ไอความร้อนจากแก่นลาวาเมื่อเผาแร่อื่นแล้ว สามารถถูกแร่รูบีออนดูดซับเพื่อปล่อยละอองรูบีออนออกมา” โรนัลกล่าวเสริม

             

            “ละอองรูบีออนเมื่อนำไปผสานกับแร่และวัตถุดิบอื่น จะเสริมความแข็งแกร่งของสิ่งนั้นขึ้นไปอีกหลายเท่าหลายทวี” เอวานอธิบายต่อโดยไม่ต้องรอให้โอไรออนถามแต่อย่างใด

             

            นิทานมองไปยังแร่ผลึกแดงยักษ์นั้น แล้วจึงมองไปยังละอองส่วนหนึ่งที่ถูกดูดซับเข้าสู่ผลึก ก่อนปล่อยส่วนหนึ่งขึ้นสู่ฟ้า กลายเป็นสนิมกัดกร่อนเมฆของนครลอยฟ้า เขาเคยได้ยินเรื่องละอองรูบีออนมาก่อน แต่ส่วนใหญ่เขาจะได้ยินในฐานะวัตถุดิบเสริมสำหรับการรังสรรค์สมบัติ ไม่เคยได้ยินถึงเรื่องฐานะที่แท้จริงของมัน

             

            ทั่วมหาทวีปแห่งนี้ สมบัติที่ได้รับการเสริมแกร่งด้วยละอองรูบีออน ระดับความสามารถของมันจะเด่นชัดขึ้นอย่างชัดเจน เป็นวัตถุดิบระดับสูงที่ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ แร่รูบีออนเป็นสมบัติเฉพาะตัวของเผ่าซือบาส เป็นเส้นเลือดและแหล่งความมั่งคั่งของเผ่าที่ไม่ต่างไปจากปลาคาร์ปผนึกอักษรของกลุ่มการค้าอิสึกะ

             

            “แทบไม่อาจนำแร่รูบีออนออกมาใช้ได้เหรอครับ?” คราวนี้เป็นนิทานที่ถามขึ้น ในเมื่อใช้คำว่าแทบ หมายความว่าแร่นั้นสามารถใช้งานได้ และการที่พวกเขารู้คุณสมบัติของมันหมายความว่าพวกเขาย่อมมีประสบการณ์การใช้งานมันมาก่อน

             

            “มีบางโอกาสที่แร่รูบีออนจะสามารถใช้งานได้ ดูจากเวลาแล้วพวกเจ้าจะได้เห็นในไม่ช้า” อริยะเข็มโลหิตกล่าวด้วยรอยยิ้ม คีตายามนี้ลืมตาตื่นแล้ว มันหาวอย่างขี้เกียจ เพียงชำเลืองมองนครทั้งสองเล็กน้อยก่อนจะหาวอีกครั้งราวกับไม่ไยดีทั้งสองนครเลย

             

            นิทานงุนงงกับคำตอบนั้นเล็กน้อย ส่วนโอไรออนตาลุกวาวอย่างตื่นเต้น เขานั้นมีความสุขทุกครั้งที่ได้รับทราบอะไรใหม่ ๆ และเห็นว่ามหาทวีปแห่งนี้นั้นกว้างใหญ่เพียงไร

             

            โอไรออนเหม่อมองนครลอยฟ้ายาวนานกว่านครใต้ดินอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเขาแม้จะดูตื่นเต้นแต่ก็สั่นไหวอยู่ภายใน ไม่ทราบว่าเป็นอารมณ์แบบใดที่ปั่นป่วนอยู่ภายในนั้น

             

            โอไรออนเป็นเผ่าซือบาสอย่างแน่นอน ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเขาเห็นนครลอยฟ้าแล้วจะเกิดความปั่นป่วนในใจ บางทีพ่อแม่ของเขาอาจจะอยู่บนนั้นก็เป็นได้ และเพราะเหตุผลบางประการพวกเขาจึงไม่อาจรับรู้ตอนที่นครรัตนะแจ้งเรื่องโอไรออนกลับไป

             

            กงจักรเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังนครใต้ดินบาราทรัมทางเบื้องหน้า นิทานสูดหายใจเข้าลึก แม้เขาตอนนี้จะไม่ได้กดดันมากนักเรื่องการตรวจสอบแล้วแต่การถูกพาตัวมายังนครที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ในฐานะผู้ต้องสงสัยก็ยังค่อนข้างน่ากลัวอยู่ดี เขาเพียงนึกจินตนาการไปถึงวิธีสอบสวนต่าง ๆ นานาที่เขาจะได้เจอ

             

            เมื่อบาราทรัมอยู่ข้างหน้า ศิลาส่งผ่านของอริยะเข็มโลหิตกลับเรืองแสงขึ้น

             

            อริยะเข็มโลหิตตรวจสอบมันอย่างนิ่งเฉย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด แล้วจึงคลายออก กลายเป็นถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วจึงเริ่มผุดรอยยิ้ม อริยะเข็มโลหิตหันกลับมาหาพวกเขาทั้งสอง 

             

            “การตรวจสอบของท่านมีครูสเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีร่องรอยการถูกหลอกลวงหรือหลอนประสาทใด ๆ และท่านยังยืนยันคำเดิม แซฟไฟร์ หรือก็คือนิทาน วงจันทรา คือผู้ช่วยชีวิตท่านเองและเป็นผู้บริสุทธิ์” พูดเพียงแค่นั้น อริยะเข็มโลหิตก็นำเขี้ยวที่ศอกทั้งสองมาเคาะกันเบา ๆ คำนับอย่างนอบน้อม

             

            “ข้าต้องขออภัยด้วยกับความเข้าใจผิดนี้” นักสลักโททั้ง 2 ของเผ่ารูเบียสเห็นเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มจริงใจออกมา ก่อนจะเคาะเขี้ยวที่ศอกเบา ๆ คำนับตาม

             

            “เผ่ารูเบียสขออภัยกับความเข้าใจผิดนี้และขอบคุณที่ช่วยเหลือทายาทแห่งเรา”

             

            “เผ่ารูเบียสขออภัยกับความเข้าใจผิดนี้และขอบคุณที่ช่วยเหลือทายาทแห่งเรา”

             

            นิทานยิ้มน้อย ๆ กับภาพตรงหน้า เขาชอบที่พวกเขาทั้งหมดทำตามที่ว่าไว้ทุกประการโดยไม่ถือตัวว่าเขาเป็นเพียงผู้เรียนรู้เลย แต่เขาก็อดหางตากระตุกน้อย ๆ ไม่ได้

             

            ถึงเมืองแล้วพึ่งจะตรวจสอบเสร็จเนี่ยนะ นิทานลอบบ่นในใจ


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน