กำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess)

    ตอนที่58:ยิ้มซ่อนคมดาบ

    ณ เมืองเอเลน


    หลังจากเหตุการณ์ปะทะกับองค์ชายคิมทันที่ลานฝึกซ้อม แม้รอยฟกช้ำที่สีข้างจะยังคงระบมอยู่บ้าง และความขุ่นข้องหมองใจในคำพูดดูแคลนของพี่ชายจะยังไม่จางหาย แต่ไท่เซวียนก็แปรเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นเป็นแรงผลักดัน เขามุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 


    'เพื่อท่านแม่...ข้าจะต้องแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องท่านให้ได้!' เขาตั้งปณิธานในใจอย่างเงียบงัน ปลายทางของเขาคือ ป่าดงอสูร ดินแดนอันตรายที่เล่าลือกันว่าเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้ายและทักษะวิญญาณอันทรงพลัง ที่นั่น...เขาหวังว่าจะได้พบกับลูกแก้วทักษะอสูรวิญญาณที่เหมาะสมกับตนเอง แต่ก่อนที่จะออกเดินทางสู่ภยันตราย เขาตัดสินใจไปเข้าเฝ้าพระสนมอิลิยาเพื่อร่ำลาและปรึกษาหารือเป็นครั้งสุดท้าย อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของพระมารดา และบางที...นางอาจจะมีคำชี้แนะดีๆ ให้กับเขาก็เป็นได้


    เมื่อมาถึงตำหนักส่วนพระองค์ของพระมารดา เขาก็พบว่านางกำลังนั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบใบหน้างดงามแต่แฝงความกังวลนั้น 'ท่านแม่คงจะกังวลเรื่องของเราอีกแล้วสินะ' ไท่เซวียนคิดในใจ รู้สึกผิดที่ทำให้พระมารดาต้องเป็นทุกข์อยู่เสมอ


    "ท่านแม่ ลูกจะออกเดินทางไปป่าดงอสูร เพื่อตามหาทักษะอสูรวิญญาณ" ไท่เซวียนคุกเข่าลงเบื้องหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาฉายประกายความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


    พระสนมอิลิยาละมือจากงานปักผ้า มองบุตรชายด้วยแววตาอ่อนโยนระคนห่วงใย นางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเขา...ความมุ่งมั่นที่ฉายชัดออกมานั้นทำให้นางรู้สึกยินดี แต่ในขณะเดียวกันก็อดที่จะเป็นห่วงมิได้ "เจ้าตัดสินใจดีแล้วรึ ไท่เซวียน? ป่าดงอสูรนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายเกินกว่าที่เจ้าจะคาดคิด" นางเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความกังวลอย่างไม่อาจปิดบัง 'เขาเพิ่งจะเริ่มฝึกฝนได้ไม่นาน จะรับมือกับความโหดร้ายในป่าดงอสูรไหวหรือ?'


    "ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ แต่ลูกจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้น หากยังคงอ่อนแอเช่นนี้ ลูกคงมิอาจปกป้องสิ่งใดได้เลย...แม้แต่ตัวของลูกเอง และที่สำคัญที่สุด...ลูกต้องการพลังเพื่อปกป้องท่านแม่" ไท่เซวียนตอบ แววตาแน่วแน่ 'ข้าจะไม่ยอมถูกใครรังแก หรือถูกส่งไปตายในสนามรบอย่างง่ายดายอีกแล้ว! และข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายท่านแม่ได้อีก!'


    อิลิยามองลึกลงไปในดวงตาของบุตรชาย นางเห็นความเด็ดเดี่ยวที่แท้จริงในนั้น "แม่เข้าใจ...และแม่ก็ภูมิใจในตัวเจ้าเหลือเกิน ไท่เซวียน" นางลูบศีรษะเขาเบาๆ 'บางที...การถูกเนรเทศครั้งนั้นอาจจะเป็นผลดีกับเขาก็ได้' "เรื่องลูกแก้ววิญญาณนั้น...พ่อของเจ้าเคยเล่าให้แม่ฟังอยู่บ้าง"


    อิลิยาเหลือบมองไปยังนานาที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ไม่ไกล แม้จะยืนนิ่งสงบ และไท่เซวียนก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนจางๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างของนานา ร่างกายนั้นแม้จะดูผ่อนคลาย แต่กล้ามเนื้อกลับตึงตัวพร้อมเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หากเขาไม่ได้เรียนวิชา "อาญาตัดศูนย์" มา คงมิอาจสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ได้


    'นางเด็กคนนี้...' อิลิยาขมวดคิ้วเล็กน้อย "นานา เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด ข้ามีเรื่องส่วนตัวจะสนทนากับไท่เซวียน"


    นานาก้มศีรษะรับคำอย่างนอบน้อมแล้วเดินออกไป แต่เมื่อลับสายตา นางกลับแอบหยุดยืนอยู่ข้างประตู พยายามเงี่ยหูฟังบทสนทนาภายในอย่างตั้งใจ 'หึ...เรื่องส่วนตัวงั้นรึ? คงจะเป็นความลับสำคัญกระมัง'


    "พ่อของเจ้าเคยบอกไว้ว่า" อิลิยากล่าวต่อเมื่ออยู่กันตามลำพัง "ลูกแก้วทักษะวิญญาณนั้นมีหลายระดับขั้นนัก ที่คนทั่วไปรู้จักก็มีเพียงทักษะภายนอกและทักษะภายใน" "แต่ยังมีสิ่งที่น้อยคนจะล่วงรู้ นั่นคือ ลูกแก้วทักษะอาวุธ และลูกแก้วทักษะพิเศษที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้" "ลูกแก้วเหล่านี้...มันจะร้องเรียกหากันและกัน ดึงดูดซึ่งกันและกัน" "ดังนั้น เวลาที่เจ้าจะตามหาลูกแก้วที่เหมาะสม เจ้าจะต้องใช้ทักษะจากลูกแก้วที่เจ้ามีอยู่ เพื่อสัมผัสถึงเสียงเรียกนั้น" "และสถานที่ที่เจ้าจะมีโอกาสพบเจอมากที่สุด...คือในโลกมิติของโรงเรียนสหเวทย์"


    "โรงเรียนสหเวทย์หรือพ่ะย่ะค่ะ? แต่ที่นั่น..." ไท่เซวียนนึกถึงชื่อเสียงของโรงเรียนสหเวทย์ที่เต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์และบุตรหลานตระกูลใหญ่


    "ใช่...มันอาจจะดูอันตรายและมีการแข่งขันสูง" อิลิยาตอบ "แต่ที่นั่นก็เป็นแหล่งรวมพลังงานและสิ่งล้ำค่าที่หาได้ยากจากที่อื่นเช่นกัน หากเจ้าต้องการพลังที่แท้จริง...ก็มิอาจหลีกเลี่ยงความท้าทายได้" นางมองบุตรชายอย่างให้กำลังใจ "จงเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเจ้า และระมัดระวังตัวให้ดี แม่เชื่อว่าเจ้าจะทำได้"


    เมื่อไท่เซวียนออกมาจากตำหนัก เขาก็พบนานายืนรออยู่ด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม นางเสนอตัวติดตามเขาไปยังโรงเรียนสหเวทย์เพื่อ "อารักขา" ไท่เซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงความพิรุธบางอย่างในคำขอของนาง แต่ด้วยความรู้สึกผิดที่เคยทำไว้กับนางในอดีต อีกทั้งยังต้องการหยั่งเชิงความคิดที่แท้จริงของนาง เขาจึงแสร้งทำเป็นองค์ชายเสเพลคนเดิม ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย


    "โอ้...แม่นางนานาช่างมีน้ำใจนัก" เขาเอื้อมมือไปหมายจะแตะปลายคางของนางอย่างจงใจ "หากเจ้าอยากจะติดตามข้าไป...ข้าก็ไม่ขัดข้อง บางที...ระหว่างทางอาจจะมีเรื่องสนุกๆ ให้เราได้ทำร่วมกันก็ได้นะ"


    นานาถอยหลังเล็กน้อยอย่างสุภาพ หลบเลี่ยงสัมผัสนั้นได้หวุดหวิด ดวงตาฉายแววรังเกียจวาบหนึ่งก่อนจะรีบเก็บอาการ นางฝืนยิ้ม "เป็นพระกรุณาอย่างยิ่งเพคะองค์ชาย หม่อมฉันยินดีติดตามรับใช้พระองค์" 'เจ้าเด็กโง่ คิดจะทำอะไรข้ารึ? คอยดูเถิด...ใครกันแน่ที่จะเป็นเหยื่อ' นางคิดในใจอย่างเย้ยหยัน


    ระหว่างการเดินทางไปยังโรงเรียนสหเวทย์ ไท่เซวียนพยายามชวนนานาพูดคุยและสังเกตการเคลื่อนไหวของนางอย่างใกล้ชิด ทุกย่างก้าว ทุกการตอบสนองของนาง ดูเหมือนจะถูกฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม มันทำให้เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์อื้อฉาวในวันนั้น...วันที่เขาและนางถูกจับได้ในห้องเก็บของ เขาเริ่มไตร่ตรองและสังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากลบางอย่างในท่าทีของนางในวันนั้น 'หรือว่า...นางจะไม่ได้ตกเป็นเหยื่อความคึกคะนองของเราแต่เพียงฝ่ายเดียว?'


    ณ โรงเรียนสหเวทย์ สาขาเมืองเอเลน


    อาจารย์ผู้ดูแลเมื่อเห็นว่าเป็นองค์ชายไท่เซวียนด้วยตนเอง ก็รีบทำการต้อนรับและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ "องค์ชายจะเสด็จเข้าไปในโลกมิติด้วยพระองค์เองเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ? จะทรงไปด้วยร่างจริงหรือร่างเสมือนดีพ่ะย่ะค่ะ?" อาจารย์เอ่ยถามอย่างนอบน้อม "การไปด้วยร่างจริงนั้น สามารถนำอุปกรณ์และศาสตราเวทต่างๆ ติดตัวเข้าไปได้ แต่หากเป็นร่างเสมือน จะมีเพียงลูกแก้วว่างเปล่าเท่านั้นที่สามารถนำเข้าไปได้พ่ะย่ะค่ะ"


    'ศาสตราเวทงั้นรึ? ข้ายังไม่มีแม้แต่ดาบดีๆ สักเล่ม' ไท่เซวียนคิดอย่างขมขื่น "ข้ายังไม่มีศาสตราเวทใดๆ ติดตัว ไปด้วยร่างเสมือนก็แล้วกัน" เขาตอบเรียบๆ อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่า และไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายจริง


    นานาที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบหัวเราะเยาะในใจ 'ช่างขี้ขลาดตาขาวเสียจริง! อุตส่าห์เตรียมแผนไว้ถ้าหากมันใช้ร่างจริง แต่กลับเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุด น่าผิดหวังนัก! แต่ก็ดี...งานของข้าจะได้ง่ายขึ้น'


    ไท่เซวียนและนานาเดินเข้าสู่ประตูมิติ ทันทีที่แสงสว่างวาบขึ้น ร่างของทั้งสองก็ปรากฏขึ้นในอีกโลกหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้มิได้เป็นป่าดงดิบหรือทุ่งหญ้ารกร้าง แต่กลับเป็นอาณาเขตที่เมืองเอเลนได้สร้างถิ่นฐานของตนเองไว้ มันคล้ายเป็น ค่ายทหารและปราสาทขนาดย่อม ที่สร้างด้วยศิลาและไม้แกะสลักอย่างแข็งแรง ธงสัญลักษณ์ของเมืองเอเลนปลิวไสวอยู่บนยอดหอคอย 


    บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเสียงฝึกซ้อมของเหล่าทหารที่ดังแว่วมาแต่ไกล ท่านแม่เคยเปรยไว้บ้างว่าโรงเรียนสหเวทย์นั้นมีประตูมิติที่เชื่อมต่อไปยังโลกต่างๆ มากมาย และเมืองใหญ่ๆ มักจะมีการสร้างอาณานิคมหรือฐานที่มั่นของตนเองในโลกเหล่านั้น เพื่อแสวงหาทรัพยากร ฝึกฝนกำลังพล หรือแม้กระทั่งใช้เป็นสมรภูมิในยามสงครามระหว่างเมือง


    ทหารยามในชุดเกราะเต็มยศนายหนึ่งเดินเข้ามาทำความเคารพไท่เซวียนอย่างแข็งขัน 


    "ถวายบังคมองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ยินดีต้อนรับสู่เขตปกครองของเอเลนในโลกมิตินี้ ที่นี่เป็นฐานที่มั่นสำคัญที่เราใช้ในการทำสงครามกับหลายๆ เมืองคู่แข่งพ่ะย่ะค่ะ หากองค์ชายประสงค์จะเดินทางออกนอกเขตรักษาการณ์นี้ โปรดระมัดระวังเป็นพิเศษด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะดินแดนภายนอกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย" ทหารนายนั้นเหลือบมองนานาที่ยืนอยู่ข้างกายองค์ชายด้วยแววตาแปลกใจเล็กน้อย 


    'องค์ชายมิได้นำองครักษ์ติดตามมาด้วย แต่กลับมีสตรีมาปรนนิบัติแทน...ช่างสมกับคำร่ำลือเสียจริง' เขาคิดในใจ แต่ก็มิกล้าแสดงออกมา


    "นี่คือแผนที่โดยรวมของอาณาเขตที่เอเลนเราควบคุมในโลกนี้พ่ะย่ะค่ะ" ทหารยื่นม้วนหนังแผ่นหนึ่งให้ "ในนั้นได้ระบุตำแหน่งค่ายของศัตรูบางส่วนที่เรากำลังทำสงครามด้วย ขอให้องค์ชายพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางเหล่านั้นด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ"


    ไท่เซวียนรับแผนที่มาพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกจากบริเวณค่ายทหารนั้น 'ต้องหาทางแยกกับนางให้ได้โดยเร็วที่สุด จะได้ไม่เป็นที่สังเกต และนางจะได้ไม่ล่วงรู้ถึงพลังที่แท้จริงของเรา' ไท่เซวียนวางแผนในใจ


    แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำตามแผน บุรุษผู้หนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางยโสโอหัง


    "อ้าว...นั่นมันองค์ชายไท่เซวียนมิใช่รึ? มาทำอะไรแถวนี้กันพ่ะย่ะค่ะ?" เสียงนั้นฟังดูเป็นการทักทาย แต่แฝงไปด้วยความเหยียดหยามอย่างชัดเจน ไท่เซวียนจำได้ทันที เขาคือบุตรชายของรองแม่ทัพคนหนึ่ง และเป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิทขององค์ชายคิมทัน คิมบอล และองค์หญิงคิมรยา


    "ข้ามาตามหาอสูรวิญญาณ" ไท่เซวียนตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมอารมณ์


    "โอ้โห! องค์ชายผู้สูงศักดิ์จะมาตามหาอสูรวิญญาณด้วยตนเองเชียวรึ? มิกลัวว่าจะเปรอะเปื้อนพระวรกายอันบอบบางหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ชายผู้นั้นหัวเราะเยาะอย่างไม่ปิดบัง 


    "พวกข้าเหล่าทหารต่ำต้อยกำลังจะไปล่าอสูรอยู่พอดี องค์ชายจะตามไปเป็นภาระ...เอ๊ย! ไปดูพวกข้าเล่นๆ ก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!" คำพูดปากหมาๆ นั้นน่าหมั่นไส้สิ้นดี เขาดูมีความสุขที่จะได้รังแกองค์ชายตกอับผู้นี้ และไม่กลัวเกรงสิ่งใด เพราะมีเหล่าองค์ชายองค์หญิงทั้งสามคอยให้ท้ายอยู่แล้ว นี่มันเป็น "งาน" ของเขาโดยแท้


    ชายผู้นั้นแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย เดินตรงเข้ามาใกล้ หมายจะหาเรื่องไท่เซวียนต่อ แต่หารู้ไม่ว่า...ไท่เซวียนก็กำลังแสยะยิ้มอยู่ในใจเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess) ที่คุณอ่าน