ตอนที่ ๑๒
ต้อนรับกลับสำนักด้วยการประลองยุทธ์
ปราณยิ้มให้สองพี่น้องอย่างเปี่ยมสุข แล้วส่ายศีรษะช้าๆ
“อย่าไปสนใจมันเลยเื่ของระดับพลังฌานยุทธ์ข้าฝึกฝนร่วมเจ็ดปีอย่างต่อเนื่องจนมิได้สำรวจเลยว่าตนเองมีพลังฌานยุทธ์ระดับใดขั้นที่เท่าไหร่...ส่วนปีกทองที่เ้าเห็นเรียกว่าปีกทองครุฑบันดาลข้าได้รับประทานจากพญาครุฑ!”
พอได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตาถลนระดับพลังฌานยุทธ์ของปราณไม่ใช่เื่น่าสนใจเท่าปีกทองครุฑบันดาล
“ปีกทองครุฑบันดาล!!!”
สองพี่น้องทวนชื่อซ้ำหันมองหน้ากัน อุรคะย่นคิ้วถามทันที
“พญาครุฑมีจริงๆ หรือปราณ?”
“ครับท่านพี่...มีจริงๆ!...ปีกทองนี้ท่านช่วยเสริมสร้างให้ข้าจนกลายเป็อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายคิดนึกจะใช้ก็ปรากฏออกมา ทันที”
แต่ปราณมิได้เล่าที่มาโดยละเอียดนักเพราะป่าหิมพานต์มิใช่สถานที่ที่ใครจะรับรู้ได้ง่ายๆเพราะอาจจะเกิดเื่วุ่นวายได้ในอนาคต ทั้งสองพี่น้องรู้ว่าั้แ่เด็กปราณต้องพบเจอเื่มหัศจรรย์เกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปรับรู้ได้หากเป็คนอื่นพูดเช่นนี้ย่อมมิอาจเชื่อได้ แต่กับบุรุษหนุ่มหล่อเหลาสง่างามเช่นนี้พูดเล็กน้อยพวกเราก็เชื่อมั่นว่ามิได้โป้ปด
เห็นทั้งสองนิ่งเงียบราวกำลังขบคิด ปราณจึงเอ่ยถามเื่ราวของอุรคะและบ้านเมืองแทนแล้วปราณจึงว่าเขากลับเมืองมาเช่นนี้ยังไม่มีใครรู้ ยังไม่ปรารถนาจะบอกใครเพราะอยากรู้ความเคลื่อนไหวใน่ที่ผ่านมาของอาณาจักรให้ละเอียดมากขึ้น
ส่วนภุชโคที่ค้างคาใจและไม่ชอบใจพฤติกรรมของรัตนาครจึงเล่าให้อุรคะฟังโดยตลอดทำเอาอุรคะโมโหยิ่งนัก แต่ปราณห้ามไว้ว่าอย่าเพิ่งทำอะไรให้ตื่นเต้น
“ข้ารู้สึกว่ามีความแปลกประหลาดในตัวของเ้ารัตนาครอยากรู้สาเหตุที่เ้านั่นกร่างไม่เกรงกลัวใครจริงๆ”
“หึ...เ้ารัตนาคร มีดีที่วาจาฉะฉาน กลิ้งกลอกไปทั่วแม้จะมีพลังฌานยุทธ์ไม่เท่าไหร่แต่อาวุธร้ายของเ้านี่อยู่ที่วาจา...ใครที่ได้ยินมันเอ่ยขอร้องเื่ใดก็ตามเหมือนดั่งต้องมนตร์เชื่อและยอมทำตามโดยดุษณี...มันมีพร์จริงๆ...การกร่างแบบนั้นมันน่าจะกลายเป็เื่ปกติของเ้านั่นแล้ว”
ปราณขยับกายนั่งเก้าอี้ยาวแล้วจึงว่า
“ท่านพี่อย่าเพิ่งแสดงตัวว่ารู้สึกกับข้านะครับให้เ้านั่นไม่รู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของข้าเป็ดีที่สุด ยิ่งท่านพี่พูดเช่นนี้เ้ารัตนาครยิ่งน่ากลัวใบหน้าสดใสยิ้มละไมอาจคิดตรงข้ามกับวาจาที่พรั่งพรูออกมาก็ได้ ข้าจำได้ว่าสกุลโชติชัชวาลมีความสามารถเื่เจรจาค้าขายแบบนี้รัตนาครอาจจะกำลังสร้างสมขุมกำลังเพื่อฟื้นกิจการค้าขายของตนหรือไร?”
“ให้ข้าช่วยสังเกตให้ดีกว่า!” ภุชโคเสนอทันที “กลุ่มของเ้ารัตนาครชอบพูดจาเกี้ยวพาราสีข้าเสมอๆข้าจะใช้ความบ้าผู้หญิงของพวกมันสืบหาข้อมูลมาให้เ้า”
ปราณหันมองสีหน้าแววตาดูเป็ห่วงนัก ภุชโคก้มหลบเล็กน้อยอายหน้าแดง ยิ้มจางๆ แล้วจึงว่า
“ข้าดูแลตัวเองได้ ตอนนี้ข้าอยู่ครุยุทธ์ขั้นที่ ๒๙เท่าท่านพี่...เ้าพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรลามกหรือไม่ให้เกียรติข้าหรอก...”
พอได้ยินเช่นนั้นปราณก็พ่นลมหายใจ ความเป็ห่วงเป็ใยเริ่มจางลงแต่แล้วภุชโคที่อ่านสีหน้าออกจึงแหย่
“ถ้ากลัวข้าจะเป็อะไรไป ทำไมเ้าไม่อยู่ข้างๆ ข้าตลอดเวลาเลยล่ะ?...”
แล้วฉีกยิ้มกว้างแก้มชมพูระเรื่อกับใบหน้าสวยมีเสน่ห์ชวนให้ปราณรู้สึกวูบวาบใจเต้นระรัวเบาๆ หายใจไม่ทั่วท้องอุรคะเหลือบมองน้องสาวที่กล้าท้าทายปราณเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆ เอ่ยขึ้นทันที
“เ้าเพิ่งกลับมา ส่วนภุชโคอยู่ที่นี่ตลอด ไม่ได้กลับไปอยู่ที่สำนักก็ให้ภุชโคอยู่เป็เพื่อนเ้ามีอะไรก็ถามได้ นางรู้ทุกเื่นั่นแหละฮ่าๆๆ...มืดค่ำแล้วข้าว่าข้าไปก่อนดีกว่า...”
อุรคะเอ่ยทิ้งท้ายแล้วหมุนกายเดินไปทางที่พักปล่อยให้ภุชโคและปราณอยู่กันตามลำพัง
“จะมืดค่ำแล้วเ้าจะกลับอย่างไร?”
ภุชโคเอ่ยถามสีหน้าเป็ห่วงปราณชี้ไปที่หลังของตนแล้วจู่ๆ ก็เอนนอนหนุนตักภุชโค หลับตาพริ้ม ลมเย็นๆพัดผ่านกาย ส่วนภุชโคที่ไม่ทันตั้งตัวเจอการจู่โจมนอนหนุนขาตนเองเช่นนี้ก็อึกอักรู้สึกว่าร่างกายภายในของตนเองมีความร้อนรนแปลกประหลาดแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนแต่ก็ไม่กล้าคิดอะไรเพราะรู้ดีว่าปราณอ่านใจได้
แต่แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าสวยมือเรียวบางลูบแก้มแล้วคางของปราณอย่างช้าๆััได้ถึงความอ่อนนุ่มบนใบหน้าหล่อเหลา สีหน้าแดงวาบ
“ทำไมหัวใจของเ้าเต้นระรัวรุนแรงถึงปานนั้นล่ะ?ภุชโค!”
ปราณลืมตามองหน้าภุชโคที่เธอเผลอโน้มลงมาทำเอาสะดุ้งเด้งคอกลับ
“เออ...ก็...ก็ยังไม่เคยมีใครมานอนหนุนข้าแบบนี้นี่นา...แล้ว...แล้วเ้าก็เป็ผู้ชายคนแรกด้วยที่กล้าทำแบบนี้กับข้า!”
เสียงสั่นหวั่นแ่เบาทำเอาปราณหัวเราะหึหึด้วยความชอบใจ แล้วจึงเอ่ยหวานฉ่ำ
“ข้าก็ไม่ได้เจอสหายมายาวนานเจอเ้าเป็คนแรกก็นับว่าโชคดีแล้ว...นอนหนุนตักเ้าหน่อยคงไม่ว่านะ...เพราะั้แ่ข้าออกเดินทางก็ยังไม่ได้ทิ้งตัวลงนอนเลย...”
แล้วพลิกกายขยับศีรษะให้หนุนเนื้อนุ่มอย่างสบายใจมือตบต้นขาเรียวยาวของภุชโคเบาๆ
“เ้าผิวนุ่มและอุ่นหนุนสบายดีจัง...ทำให้ข้านึกถึงหมอนที่สำนักเสียแล้วสิ!”
“เ้าบ้าปราณ...”
มือเรียวตีแขนแกร่งแล้วยิ้มชอบใจอีกมือก็ลูบคางปราณราวกับกำลังกล่อมเด็กให้หลับใหลส่วนสายตาก็จ้องมองด้วยใจระทึกนึกอยากให้หยุดเวลาตรงนี้นานๆ แล้วปราณก็ลุกขึ้นนั่ง
“รบกวนเ้ามากแล้ว...เ้าจะได้พักผ่อนพรุ่งนี้คงต้องให้เ้าพาข้าเที่ยวชมการเปลี่ยนแปลงของเมืองหน่อย...เห็นมีพวกชาวยูโรเปี้ยนมาพำนักอยู่ที่นี่เ้าพูดภาษาพวกเขาได้ไหม? ช่วยสอนให้ข้าด้วย”
ภุชโคยิ้มหวานพยักหน้ารับนางอยู่ในวังจำเป็ต้องเรียนรู้ภาษาต่างถิ่น อีกทั้งเป็คนความจำแม่น จึงสามารถเข้าใจและสื่อสารกับชาวยูโรเปี้ยนได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งยังเป็ที่รักและที่หมายปองของบุรุษตาน้ำข้าวผมสีทองหลายคนต่อให้หล่อเหลามาดเขย่าใจสาวน้อยสาวใหญ่แต่บุรุษต่างแดนเ่าั้ก็หาได้เขย่าหัวใจของนางได้ไม่!
ภุชโคยิ้มหวานพยักหน้ารับแล้วจึงว่า
“พรุ่งนี้เช้า...ข้าไปหาเ้าที่สำนักนะ!”
ปราณพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืนเตรียมกลับภุชโคลุกขึ้นตาม ปราณจึงโอบกอดนางด้วยความขอบคุณอีกครั้งก่อนที่จะกางปีกทองทะยานขึ้นฟ้าหายวับในพริบตาทิ้งเส้นแสงทอง-ขาวให้ดูต่างหน้าพักหนึ่ง
ภุชโคถอนหายใจยาวความรู้สึกเงียบเหงาว้าเหว่ปะทุขึ้นมาน้อยๆ นางถอนหายใจ แต่แล้วก็ยิ้มหน้าแดง
“เ้าเก่งกาจและสุขุมลุ่มลึกหาหวั่นเกรงใดๆถึงขนาดนี้เชียวหรือ? เ้าทำให้ข้าใจสั่นสะท้านแล้วนะปราณ...”
แล้วพ่นลมหายใจยาวยิ้มกับตนเองเอ่ยต่ออย่างมีความสุข
“ไม่เจอเ้าแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง...ก็ยังดีกว่าที่จากข้าไปถึงเจ็ดปี!”
**********
ปราณเหาะทะยานด้วยความเร็วระดับเสียงจากวังไชยครามไม่เกิน๕ นาทีก็มาหยุดเหนือน่านฟ้าสำนักหมัดอินทรี เพิ่งจะมีโอกาสได้เห็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักอย่างละเอียดก็วันนี้
ลานกลางแจ้งมีไฟสปอตไลต์สาดแสงสว่างวาบขับไล่ความมืดตามราตรีจนสิ้นศิษย์น้อยใหญ่แยกกลุ่มกันฝึกฌานยุทธ์ปลดปล่อยกระบวนท่าเสียงดังตูมๆโชคดีที่ตั้งอยู่ห่างจากเขตชุมชนจึงไม่มีเสียงรบกวนนับว่าเป็ทำเลที่ตั้งที่สุดยอด ปราณค่อยๆ หมุนกายสู่ลานกว้างอย่างช้าๆ
การปรากฏตัวเช่นนี้ทำเอาศิษย์น้อยใหญ่หยุดฝึกฝนแล้วกรูเข้ามาหาบุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาบรรดาสาวๆ ได้เห็นชัดๆ ก็ตะลึงงันพักหนึ่ง ก่อนที่จะกรูเข้ามารวมกลุ่มะโถามให้วุ่นวาย
“เ้าเป็ใคร?...ไยบุกเข้ามาที่สำนักยามวิกาลเช่นนี้?”
วิทยา โลหะดำรง ทรงผมหวีเสยเปิดหน้าผาก ใบหน้าดุดัน อยู่ในชุดขาวรัดรูปเปลือยท่อนแขนแกร่งปักลายเส้นสีทองตามตะเข็บเสื้อและกางเกงอย่างสวยงาม สนับแขนขาวทองดูแข็งแกร่ง ในมือควงกรงเล็บอินทรีอาวุธลับของสำนักจากบ้านน้ำพี้ด้วยความคล่องแคล่ว

“ข้าจะมาหาท่านเ้าสำนัก!..”
ปราณยืนตระหง่านปราดตามองศิษย์ทั้งมวลที่จ้องเขาด้วยแววตาไม่เป็มิตรเท่าไหร่
“หึ...ช่างเลือกเวลาได้มาเยี่ยมเยือนท่านเ้าสำนักของเราได้อย่างไร้มารยาทจริงๆ!...ใครเขามายามนี้กัน?...เ้าเป็คนต่างถิ่นหรือไรจึงไม่รู้จักเวล่ำเวลา”
ปราณฉีกยิ้มกว้าง“ข้าเกิดที่นี่ โตที่นี่ ย่อมจะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้!”
สิ้นวาจาของปราณบรรดาศิษย์ร่วมห้าสิบชีวิตก็หัวเราะร่า วิทยามองปราณหัวจรดเท้าก็ย่นคิ้วโต้ตอบวาจายียวนกลับไป
“ฮ่าๆๆๆ...ข้าอยู่ที่สำนักมาั้แ่เล็กๆไยไม่เคยเห็นหน้าเ้ามาก่อน...แต่จะว่าไปก็พอเชื่อได้นะ!...ดูจากชุดที่สวมใส่ก็ใกล้เคียงกับพวกเรา อาจจะดูหรูหราไปสักหน่อย...บอกชื่อสกุลเ้ามา!...เผื่อใครในที่นี้อาจจะรู้จักบ้าง!”
วิทยาเอ่ยจบบุรุษชุดขาวร่างใหญ่กำยำสามคนก็แทรกเข้ามายืนหน้ากลุ่มด้วยใบหน้าดุดัน บีบมือซ้าย-ขวาเสียงกร๊อบๆหมุนคอเตรียมพร้อมออกแรง ปราณยิ้มร่าชอบใจ เอ่ยวาจากวนอารมณ์
“ข้าไม่จำเป็ต้องบอกเื่ส่วนตัว...แปลกชะมัด!...ไม่มีใครจำข้าได้เลยหรือไง?”
บุรุษร่างใหญ่กำยำคนหนึ่งชี้หน้าตะคอกใส่
“หึหึหึ...ถ้าจดจำว่าเ้าเป็พวกบุกรุกนั่นก็น่าจะใช่แต่เมื่อมาถึงแบบไร้มารยาทก็ควรได้รับการสั่งสอนให้รู้จักมารยาทเสียบ้าง!”
ว่าแล้วหมัดอินทรีทะยานของชายร่างใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่ปราณในทันทีปราณะโหลบไปอีกฝั่ง อีกคนก็ซัดหมัดเข้าใส่ตามต่อด้วยคนที่สาม สี่ และห้าแต่ก็ยังไม่มีใครสามารถหยุดความเร็วของปราณได้สักคน
ปราณหัวเราะร่าชอบใจยิ่งเสมือนท้าทายศิษย์ทั้งหลายนัก เขาขยับไปยืนตรงนั้นทีตรงนี้ที ทำเอาศิษย์สำนักฯหงุดหงิดหัวเสียที่ไม่มีใครสามารถซัดหมัดใส่ปราณได้สักคน
ต่างนึกอยากตะบันหน้าชายหนุ่มไร้มารยาทให้รู้แล้วรู้รอดแต่เมื่อเห็นท่าทางการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทันก็ต้องเลิกคิดคาดเดากันว่าบุรุษหนุ่มชุดขาวกางเกงดำน่าจะอยู่ในระดับครุยุทธ์หรืออาจจะมากกว่า!
ถึงคราวที่วิทยาในฐานะหัวหน้าจะต้องแสดงฝีมือพอปราณเห็นการขยับก็เอ่ยทักเสียงดังทันที
“ท่านพี่วิทยา...แสดงพลังของท่านให้ข้าชมหน่อย...บรรลุถึงขั้นไหนแล้ว?”
วิทยาหน้าเหวอตกตะลึงที่บุรุษหนุ่มแปลกหน้าเรียกชื่อเขาถูกต้อง ศิษย์ทั้งมวลต่างถกกันว่าชายคนนี้รู้จักวิทยาได้อย่างไรอีกทั้งยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน
วิทยาไม่สนใจที่จะไต่ถามเขาะเิวงแหวนม่วง-น้ำเงินตอบรับการท้าทายอย่างรวดเร็ว
“ข้าวิทยา โลหะดำรง ครุยุทธ์ขั้นที่ ๒๗พลังฌานพญาอินทรี...หมัดอินทรีทะยานแปดทิศ”
แนะนำตัวจบก็ไม่รอช้าออกกระบวนท่าแรกใส่ผู้คิดค้นทันทีปราณฉีกยิ้มกว้าง หัวเราะร่า แล้วพุ่งกายหลบหมัดทุกทิศทางได้อย่างคล่องแคล่วทำเอาศิษย์น้อยใหญ่ยืนมองอ้าปากค้าง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าวิทยามีความรวดเร็วและคล่องตัวมากที่สุดแต่ก็ยังไม่สามารถจับทิศทางการเคลื่อนที่ของชายหนุ่มคนนี้ได้ อีกทั้งดูท่าเขายังอ่านทิศทางการเคลื่อนไหวของวิทยาได้โดยตลอด
“ท่านพี่มีอะไรจะสั่งสอนข้า...ก็เชิญตามสบาย!”
“หนอย...เ้าหนุ่มนี่...กล้าท้าทายข้าเชียวหรือ?...ได้...เ้าน้องชายเดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะสงเคราะห์ให้เ้าเอง!...กรงเล็บอินทรีทลาย์”