หุ่นจิตพฤกษาโบราณทั้งห้าตนยืนตระหง่านอยู่กลางลานฝึก เปลือกไม้สีม่วงเข้มเปล่งประกายแผ่วเบาภายใต้แสงแดด เส้นรากที่ถักทอกันเป็นโครงสร้างแข็งแกร่งขยับเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงและเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นนักล่ามังกรที่มีชีวิตและจิตวิญญาณของตนเอง
ขณะที่หวงเยี่ยได้แสดงวิชาหุ่นจิตพฤกษาโบราณออกมาถึงห้าตน
พ่อบ้านและเหล่านักเรียนคนอื่นๆต่างก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในใจอย่างไรดี
โดยเฉพาะพ่อบ้านชรา ผู้ซึ่งติดตามและรับใช้คณบดีหวูเหยียนจีมานานนับหลายสิบปี
เขาเฝ้ามองการเติบโตของศิษย์นับไม่ถ้วน เคยเห็นทั้งอัจฉริยะผู้โดดเด่นและผู้มีความเพียรอันน่าชื่นชม
แต่ไม่ว่าใครก็ล้วนต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือกระทั่งนับเดือน กว่าจะสามารถสร้างหุ่นจิตพฤกษาโบราณขึ้นมาได้เพียงหนึ่งตน และยังต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการควบคุมให้เคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคง
แต่หวงเยี่ยกลับทำได้ในชั่วพริบตา ยังสำแดงออกมาพร้อมกันถึงห้าตน
และทุกตนล้วนเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตนเองเลยก็ว่าได้
มือของพ่อบ้านสั่นเล็กน้อย ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึงปนยินดี
“อัจฉริยะ.. ไม่สิ นี่มันเหนือกว่าอัจฉริยะเสียอีก..”
เขาพึมพำกับตนเองอย่างตกตะลึง
รอบด้าน นักเรียนชั้นปีหนึ่งและปีสองต่างยืนนิ่งงัน บางคนเบิกตากว้าง บางคนอ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว
ความพยายามที่พวกเขาทุ่มเทมาตลอดหลายวัน มันกลับดูเลือนรางลงทันทีเมื่อเทียบกับภาพตรงหน้า ความรู้สึกซับซ้อนเอ่อล้นอยู่ในอก ทั้งชื่นชม ทั้งตกตะลึง และยากจะปฏิเสธว่ามีประกายของความอิจฉาริษยาปะปนอยู่ด้วย
ในจังหวะที่ทุกคนยังจมอยู่กับความตะลึงงันนั้นเอง เสียงคำรามที่เปี่ยมด้วยความยินดีก็ดังก้องออกมาจากภายในอาคารด้านหลังลานฝึก
“เจ้าชายน้อยหวงเยี่ยซื่อจื่อ!”
“รีบเข้ามาหาอาจารย์เร็วเข้า!”
น้ำเสียงนั้นคือของคณบดีหวูเหยียนจี ผู้เป็นเจ้าของวิชานี้และเป็นตัวตนระดับสูงของสถานที่แห่งนี้นั่นเอง
ทันทีที่เสียงนั้นจบลง ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม
หวงเยี่ยได้รับการยอมรับแล้ว
พ่อบ้านชราพลันได้สติจากความตื่นตะลึง สูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความสั่นไหว ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็โค้งคำนับให้หวงเยี่ยอย่างนอบน้อม ท่าทีที่เคยเป็นเพียงการต้อนรับแขกผู้มีพรสวรรค์ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเคารพต่อศิษย์โดยตรงของคณบดี
“เชิญเข้าไปหาท่านคณบดีได้เลยขอรับ เพราะท่านถือเป็นลูกศิษย์ของท่านหวูเหยียนจีอย่างเป็นทางการแล้ว!”
คำประกาศนั้นยิ่งตอกย้ำความจริงให้ชัดเจนขึ้นไปอีก นักเรียนโดยรอบต่างกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
หวงเยี่ยเมื่อได้ยินดวงตาก็เปล่งประกายขึ้น รอยยิ้มแห่งความคาดหวังปรากฏบนใบหน้าอย่างเปิดเผย
“ขอบคุณ..”
เขาพยักหน้าให้พ่อบ้านอย่างสุภาพ ก่อนจะยกมือขึ้น
เพียงชั่วความคิดเดียว หุ่นจิตพฤกษาโบราณทั้งห้าตนก็สลายตัว
รากไม้สีม่วงเข้มแปรเปลี่ยนเป็นละอองพลังแล้วจมหายลงสู่พื้นลานอย่างไร้ร่องรอย
หวงเยี่ยก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เดินผ่านพ่อบ้านที่ยังคงโค้งคำนับอยู่ ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่อาคารอันโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ประตูขนาดใหญ่เปิดออกอย่างเงียบงัน ราวกับต้อนรับผู้ที่คู่ควรโดยเฉพาะ
ร่างของหวงเยี่ยค่อยๆเลือนหายเข้าไปในส่วนลึกของอาณาเขต ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักเรียนทั่วไปยากจะได้ย่างกราย
ภายนอกลานฝึก เหล่านักเรียนยังคงยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆห่างออกไป
“เขากลายเป็นศิษย์โดยตรงของคณบดีแล้วจริงๆ!”
“ทั้งที่เราเพิ่งเริ่มเรียนวิชาเดียวกัน..”
ภาพแผ่นหลังของหวงเยี่ยที่ก้าวเข้าสู่ส่วนลึกของอาคาร ยังคงสะท้อนอยู่ในสายตาของพวกเขาอย่างชัดเจน เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของช่องว่างระหว่างผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดกับผู้ที่ยังต้องดิ้นรนไต่เต้าขึ้นไปทีละก้าวเลยก็ว่าได้
...
ภายในห้องโถงอันโอ่อ่าของอาคารใหญ่ แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านหน้าต่างบานสูงที่ประดับด้วยลวดลายเถาวัลย์ แสงสีทองตกกระทบพื้นไม้ขัดเงาจนเกิดเงาสะท้อนนุ่มนวล กลิ่นหอมอ่อนของไม้เก่าแก่และสมุนไพรลอยอวลอยู่ในอากาศ
บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกสง่างามและหนักแน่น สมกับเป็นสถานที่พำนักของยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่
ทว่าบรรยากาศอันสุขุมกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความคึกคัก
คณบดีหวูเหยียนจีในเวลานี้กำลังแสดงอารมณ์ที่แตกต่างจากภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิง
ชายวัยกลางคนผู้มีหนวดเคราครึ้ม ใบหน้าคมเข้มและร่างกายกำยำ ยกขวดเหล้าขึ้นกระดกอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหัวเราะเสียงดังอย่างไม่คิดปิดบัง ความยินดีปรากฏชัดในแววตา ราวกับเพิ่งค้นพบสมบัติล้ำค่าที่เฝ้ารอมานาน
เสียงหัวเราะทำให้ชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักต้องหันมองหน้ากันโดยพร้อมเพรียง
ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆอย่างจนใจต่อท่าทีของผู้เป็นอาจารย์
“ดูเหมือนพวกเราจะได้รับศิษย์น้องที่น่าเหลือเชื่อแล้วสินะ?”
ชายหนุ่มผู้มีนามว่าหลี่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความทึ่งและขบขันในเวลาเดียวกัน
เขามีบุคลิกสุขุม ดวงตาเฉียบคม บัดนี้กลับฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
หญิงสาวที่ยืนเคียงข้างกัน นามว่าไป๋อวี้ เผยรอยยิ้มบาง ก่อนจะส่ายศีรษะอย่างทอดถอนใจ
“เฮ้อ.. หวงเยี่ยคนนี้เป็นมังกรในร่างมนุษย์หรือยังไงกันเนี่ย สามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้ธาตุพฤกษาระดับจักรพรรดิได้ในชั่วอึดใจเดียว”
“ขนาดเราเองยังต้องใช้เวลานับเดือน กว่าจะได้มาเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์!”
ถ้อยคำของนางเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ แม้จะฟังดูเหมือนบ่น แต่กลับไม่มีความขุ่นเคือง มีเพียงความยอมรับในพรสวรรค์ที่เหนือชั้น
คำพูดนั้นราวกับสะกิดความทรงจำของหลี่เฉิน เขาหัวเราะแห้งๆพลางยกมือเกาศีรษะอย่างเขินอายเล็กน้อย
“ข้ายังต้องใช้เวลากว่าสองอาทิตย์ เร็วสุดก็อาจเป็นศิษย์น้องหญิงซ่งอี้ที่ยังต้องใช้เวลากว่าหนึ่งอาทิตย์ นั่นคือเร็วสุดแล้วนะ”
เมื่อเอ่ยจบ ชายหนุ่มก็ถอนหายใจ พลางส่ายหน้าอย่างยอมรับ ถึงความแตกต่างระหว่างอัจฉริยะทั่วไปกับอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาด
หวูเหยียนจีซึ่งยังถือขวดเหล้าอยู่ในมือ หันศีรษะมามองศิษย์ทั้งสอง ดวงตาคมฉายแววจริงจังในทันที
เขาหยุดหัวเราะ ก่อนจะคำรามเสียงดัง
“ตอนนี้พวกเจ้ามีศิษย์น้องที่น่าสะพรึงกลัวคนใหม่แล้ว จงรักษาความเร็วในการฝึกฝนของตนเองเอาไว้ซะ!”
“อย่าคิดว่าตนเองเป็นถึงนักล่ามังกรระดับห้าแล้วจะประมาทได้กันละ”
“เพราะถ้าเผลอประมาทเพียงนิดเดียว หวงเยี่ยได้แซงหน้าพวกเจ้าไปอย่างแน่นอน!”
น้ำเสียงของเขาทรงพลังและเด็ดขาด แฝงทั้งคำเตือนและความคาดหวัง
หลี่เฉินและไป๋อวี้พลันตั้งสีหน้าเคร่งขรึม ความผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ทั้งสองประสานมือคำนับพร้อมกันอย่างเคารพ
“เข้าใจแล้วครับ!”
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
คำตอบหนักแน่น สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะพวกเขารู้ดีว่าอาจารย์มิได้กล่าวเกินจริงไปเลยซักนิด
ในขณะเดียวกัน ประตูห้องโถงไม้ขนาดใหญ่ค่อยๆเปิดออกอย่างเงียบงัน
หวงเยี่ยก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง พื้นไม้ส่งเสียงแผ่วเบาตามจังหวะฝีเท้า แสงจากด้านนอกสาดตามหลังเขาเข้ามา ทำให้เงาร่างทอดยาวบนพื้นห้องโถง สายตาของเขากวาดมองโดยรอบอย่างสำรวม ก่อนจะหยุดลงที่บุรุษผู้ยืนเอามือไพล่หลังอยู่เบื้องหน้า
ในเวลานั้น หวูเหยียนจีได้วางขวดเหล้าลงแล้ว ท่าทางกลับคืนสู่ความเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม
ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งดุจภูผา มือไพล่หลังอย่างสง่างาม กลิ่นอายพลังอันลุ่มลึกแผ่ซ่านอย่างสงบ ทว่าแม้ใบหน้าของเขาจะดุดันและจริงจังเพียงใด แววตาที่มองมายังหวงเยี่ยกลับไม่อาจปิดบังความยินดีและความพึงพอใจได้เลยแม้แต่น้อย
หวงเยี่ยก้าวเข้าไปจนถึงระยะที่เหมาะสม ก่อนจะประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
“ศิษย์หวงเยี่ย..”
“คารวะท่านอาจารย์!”
หลี่เฉินและไป๋อวี้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างต่างหันมองเขาอย่างพิจารณา สายตาเต็มไปด้วยความสนใจและชื่นชม
ขณะที่หวูเหยียนจีพยักหน้าช้าๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองหวงเยี่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เหมือนกำลังตรวจสอบอัญมณีล้ำค่าที่เพิ่งได้มา
“ดะ.. ดะ.. ดีมาก!”
“สามารถฝึกหุ่นจิตพฤกษาโบราณขั้นแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ และยังควบคุมได้พร้อมกันถึงห้าตน”
“พรสวรรค์เช่นนี้ต่อให้มองไปทั่วทั้งทวีปก็ยังหาได้ยากยิ่ง!”
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย สายตาเปี่ยมด้วยความคาดหวังอันแรงกล้า
“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป.. เจ้าคือศิษย์สายตรงของข้า หวูเหยียนจี!”
คำประกาศนั้นหนักแน่นและชัดเจน กังวานสะท้อนอยู่ภายในห้องโถงราวกับคำสัตย์แห่งโชคชะตา
หลี่เฉินยิ้มกว้างก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“ยินดีต้อนรับ ศิษย์น้องหวงเยี่ย ต่อจากนี้พวกเราก็คือพี่น้องร่วมสำนักเดียวกันแล้ว!”
ไป๋อวี้พยักหน้า พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“หวังว่าในภายหน้า ศิษย์น้องจะช่วยผลักดันให้พวกเราก้าวหน้าไปด้วยกัน”
หวงเยี่ยหันไปประสานมือคำนับทั้งสองอย่างให้เกียรติ
“ขอฝากตัวกับศิษย์พี่ทั้งสองด้วยนะ”
บรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความยินดีและความคาดหวังที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ภายใต้สายตาที่พึงพอใจของหวูเหยียนจี เส้นทางของหวงเยี่ยในฐานะศิษย์สายตรงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว