61 2-2
ตอนที่107 ไป๋หลี่เย่เจียนตายอีกครา(2)
“ไม่เคยมีคนดีในบรรดาเชื้อพระวงศ์เลยจริงๆ”
เซียถงพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างเย็นชาแลมองเซี่ยหลู่เฟิงพลันเห็นสีหน้าความกังวลของอีกฝ่ายชัดแจ้ง ขณะเดียวกันนางก็ค่อยๆ โน้มตัวลงเข้าไปใกล้ไป๋หลี่เย่ยื่นมือเรียวยาวประดุจหยกข้างหนึ่งตะปบลำคอที่ชุ่มชโลมเลือดสดลากขึ้นมาให้อยู่ในท่านั่งส่วนอีกข้างยกขึ้นบีบปากของมันจนเปิดอ้าทำท่าทางราวกับว่าเตรียมจะฆ่าไป๋หลี่เย่ทิ้งทันที
“ถงถง อย่าทำเช่นนั้น!การสังหารองค์รัชทายาทนับเป็นอาชญากรรมครั้งใหญ่หลวง โทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!”
เซี่ยหลู่เฟิงกำลังจะยกมือขึ้นห้ามแต่ทันใดนั้นก็พลันสังเกตเห็นโอสถเม็ดสีขาวกลมเกลี้ยงในมือของเซียถงตบเข้าไปในปากของไป๋หลี่เย่โดยตรง ปลายคิ้วกระตุกเลิกขึ้นในทันใดเจือแววฉงนสงสัยอดใจเอ่ยถามเซียถงมิได้ว่า
“เจ้าเอาอะไรให้องค์รัชทายาทกิน?”
“โอสถฟื้นชีพ”
เซียถงเอ่ยตอบ หลังจากที่พูดจบนางก็เดินหันหลังเดินจากออกไปโดยไม่เหลียวแลใดๆ อีกหากมิใช่เพราะความตายของไป๋หลี่เย่ในคราวนี้อยู่ในความรับผิดชอบขององครักษาอย่างเซี่ยหลู่เฟิงปานนี้นางคงปล่อยให้ไป๋หลี่เย่ให้นอนเน่าตายไปนานแล้ว
เซี่ยหลู่เฟิงเหม่อมองแผ่นหลังน้อยของเซียถงที่กระโจนผ่านหน้าต่างกระโดดจากไปสีหน้าดูตื่นตะลึงยิ่งยวด ปรากฏว่า..นางมีโอสถฟฟื้นชีพอยู่กับตัวด้วย? แล้วนางไปเอามาจากไหน?นั่นคือโอสถที่มีเฉพาะกับแค่ระดับราชาโอสถขึ้นไปถึงจะสามารถหลอมกลั่นขึ้นมาได้!
หลังจากเดินทางออกจากภัตตาคาร เซียถงในเวลานี้ก็มิได้อยู่ในอารมณ์ดีที่ดีนักเพราะตนเพิ่งมอบโอสถฟื้นชีพที่หลอมกลั่นมากับมือให้แก่ไป๋หลี่เย่ไปพอกลับมาถึงสถานศึกษาเซิงหลิง นางกักขังตัวเองอยู่แต่ในห้องหลอมกลั่นโอสถฝึกปรือฝีมือหลอมกลั่นด้วยความมุ่งมานะ
คล้อยหลังผ่านไปตลอดทั้งบ่ายวันนั้นนางก็ได้โอสถเกือบสิบเม็ดอยู่ในมือ ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้นางสบายใจขึ้นมากแต่จะอย่างไรใบหญ้าเงินซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการหลอมสร้างโอสถฟื้นชีพกลับไม่มีเหลือแล้วในช่วงตกเย็น เซียถงจึงเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าเป็นสีดำทั้งตัว วางแผนว่าจะออกไปหาใบหญ้าเงินภายในบนภูเขาป่าสนแต่เพิ่งเดินออกจากห้องพักได้ไม่นาน บนสะพานไม้ท่ามกลางสวนบุปผาหน้าหอพักนางบังเอิญพบเจอเข้ากับท่านคณบดีเคราขาวยืนอยู่บนนั้น
หลังจากมาอยู่ในสถานศึกษาเซิงหลิงได้สักพักใหญ่เซียถงมีโอกาสเห็นหน้าของท่านคณบดีเคราขาวแค่สองครั้งเท่านั้น คราแรกในตอนที่เลือกเรียนแขนงวิชาและอีกคราในตอนที่ไป๋หลี่อวี๋อิงถูกวางยาพิษ ในเวลานี้การที่นางพบเจอกับท่านคณบดีเคราขาวท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกอย่างดูปกติสุขดีเหมือนว่ามีบางอย่างแปลกและแตกต่างออกไป
พึงจดจำเอาไว้ว่าจอมพลไม่เคยปรากฏตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นนั้นแล้วระดับหัวเรือใหญ่อย่างท่านคณบดีเคราขาวจะมาอยู่ในที่เช่นนี้ได้ยังไง? ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพินิจมองจากท่าทีของอีกฝ่ายแล้วดูเหมือนว่าเขากำลังรอนางอยู่อย่างใดอย่างนั้น
“เซียถง มานี่หน่อย!”
ทันทีที่เห็นเซียถงท่านคณบดีเคราขาวก็กวักมือิเรียกหาโดยไว
เซียถงพยักหน้าเชื่อฟังเดินตรงเข้าไปหาตามสั่ง แต่ภายในใจกลับแอบเฝาสังเกตการณ์ระแวดระวังอย่างลับๆสำหรับการปรากฏตัวในครังนี้ของท่านคณบดีเคราขาวนางเชื่อว่าจะต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมพอรองรับ และวิธีเดียวที่จะทราบได้ว่ามันคืออะไร จำต้องไถ่ถามมาจากปากของอีกฝ่ายเท่านั้น พอมาถึงเซียถงโค้งศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า
“ท่านคณบดีเรียกศิษย์มาเช่นนี้เกรงว่ามีเรื่องกระมัง?”
“เซียถงวันนี้เจ้าหลอมกลั่นได้กี่เม็ดล่ะ?”
จู่ๆท่านคณบดีก็หันมาเองปากถามขึ้น
พอได้ยินเช่นนั้นชั่วขณะต่อมาความคิดของเซียถงพลันแปรเปลี่ยน หากกล่าวตามหลักความจริงแล้ว...ท่านคณบดีควรถามมิใช่รึว่าในคาบเรียนวิชาโอสถเป็นอย่างไรบ้าง?เรียนรู้เรื่องหรือไม่? แต่ใครจะไปคิดกันว่าจู่ๆ อีกฝ่ายก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า วันนี้หลอมกลั่นโอสถได้กี่เม็ด? นี่เขารู้จริงๆ ว่านางสามารถหลอมกลั่นโอสถได้แล้ว หรือแกล้งหลอกถามเพื่อลองภูมิเท่านั้น?
เซียถงลอบสายตาเร้นมองไปยังใบหน้ายิ้มแย้มดูมีมิตรไมตรีของอีกฝ่ายนางปั้นสีหน้าแสร้งทำเป็นอึดอัดใจปนประหม่ากล่าวตอบไปว่า
“ศิษย์รู้สึกละอายใจยิ่งนักจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถหลอมกลั่น...”
“เจ้าบรรลุกลายเป็นราชาโอสถแล้วงั้นรึ?”
เซียถงเพิ่งแสดงละครเสแสร้งได้ครึ่งทางแต่กลับโดนท่านคณบดีเคราขาวเอ่ยขัดจังหวะเสียก่อน น้ำเสียงที่เอ่ยถามฟังดูแน่วแน่มั่นคงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่นัก
แต่คราวนี้เซียถงมิได้เอ่ยปากตอบกลับทันทีส่งสายตาไสวทอดมองไปที่ท่านคณบดีเคราขาว ระดมสมองทุกความเป็นไปได้อย่างสุดกำลังเพื่อคาดเดาถึงจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายมาพบนางในวันนี้
“สถานศึกษาแห่งนี้ไม่เคยมีสิ่งใดปิดบังไปจากสายตาของข้าได้นี่เจ้าจริงๆ คิดว่า หากข้าไม่อนุญาตแล้วตัวเจ้าจะสามารถลอบเข้าออกห้องหลอมกลั่นโอสถได้ตลอดทุกวันง่ายปานนี้?”
พอได้ยินเช่นนั้นเซียถงพลันตระหนักถึงจุดยืน ณ ปัจจุบันของตนทันที ปรากฏว่า...ที่ผ่านมาทั้งหมดทุกย่างก้าวภายในสถานศึกษาแห่งนี้ของนางล้วนอยู่ภายใต้การเฝ้าสังเกตการณ์ของอีกฝ่ายมาโดยตลอดนั่นก็หมายความว่า เขาอาจจะทราบถึงงเรื่องที่นางลอบวางยาพิษไป๋หลี่อวี๋อิงเช่นกันภายในใจอดตื่นตระหนักมิได้ เซียถงแอบสาวเท้าก้าวถอยหลังในทันใดคมมีดเร้นประกายเย็นเยียบเลื่อนปรากฏลงมาจากใต้แขนเสื้อยาวอย่างเงียบงันสายตาคู่สวยมีความตื่นตัวมากขึ้นหลายส่วนขณะจับจ้องอีกฝ่าย
พอได้เห็นเซียถงเริ่มวางท่าทางระแวดระวังราวกับว่านางกำลังเผชิญหน้าอยู่กับศัตรูตัวฉกาจ ท่านคณบดีเคราขาวก็อดหัวเราะมิได้พลางลูบไล้เครายาวเบาๆ กล่าวพร้อมรอยยิ้มขึ้นว่า
“ฟังมาว่าองค์รัชทยาทได้รับบาดเจ็บสาหัสในวันนี้ แต่เป็นเพราะโอสถฟื้นชีพของเจ้าจึงทำให้อีกฝ่ายรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่าตัวเจ้าน่าจะเลื่อนขั้นกลายมาเป็นราชาโอสถแล้ว”
“ศิษย์คนนี้ไร้ซึ่งพรสวรรค์เพิ่งบรรลุราชาโอสถชั้นต้นเท่านั้น”
เท่าที่ฟังมาดูเหมือนว่าท่านคณบดีเคราขาวคนนี้จะมีหูตาอยู่แทบทุกหนแห่งและทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาเซิงหลิงไม่น่าจะมีความลับใดซ่อนอยู่ภายใต้สายตาของเขาได้เช่นกันเซียถงได้แต่จำใจพยักหน้า กล่าวยอมรับไปตามตรง
แม้ว่าเขาจะคาดเดามาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเซียถงน่าจะบรรลุกลายเป็นราชาโอสถได้แล้วแต่พอมาได้ฟังคำตอบจากปากของนางโดยส่วนตัวท่านคณบดีเคราขาวก็อดดีใจจนเนื้อเต้นมิได้เช่นกัน ทันทีทันใด เขาก็เดินตรงไปหยุดตรงหน้าเซียถงยกมือทั้งสองจับไหล่ของนางไว้นแน่น น้ำเสียงที่เปล่งดังฟังดูตื่นเต้นเกินควบคุม
“เซียถงเจ้าคืออัจฉริยะในหมู่นักหลอมโอสถอย่างแท้จริงๆ!”
เห็นได้ชัดแจ้งท่านคณบดีคว้าจับไหล่ทั้งสองข้างของนางอย่างลวกๆ ทว่าเซียถงกลับไม่มีพลังอำนาจมากพอที่จะถอนฝ่ามือขนาดใหญ่ทั้งสองของอีกฝ่ายออกไปได้แม้สักนิดซึ่งนี่แสดงให้เห็นแล้วว่า ระดับความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายอยู่สูงส่งเพียงใด ทั้งๆที่อีกฝ่ายมาอย่างเป็นมิตรและมิได้ปลดปล่อยจิตสังหารใดๆ ออกมาแต่ตัวเซียถงที่โดนคว้าจับหัวไหล่เอาไว้ กลับมีเหงื่อชุ่มชโลมทั่วแผ่นหลัง!
อีกฝ่าย...ทรงพลังมาก!
แต่กระนั้นเองเซียถงก็แอบดีใจเช่นกันที่ท่านคณบดีเคราขาวผู้นี้มิใช่ศัตรู
“สามารถบรรลุขึ้นกลายเป็นราชาโอสถได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปีไม่เคยมีใครพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้มาก่อนในทวีปเทียนหลาง!ไม่เคยนึกเคยฝันเลยว่า ไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้าจะมีโอกาสได้พบเห็นอัจฉริยะอย่างเจ้ากับตาตัวเองเลยจริงๆ!ชีวิตนี้นับว่าไม่สูญเปล่าแล้ว!”
ท่านคณบดีเคราขาวกล่าวชื่นชมไม่หยุดปากด้วยความดีอกดีใจ
เซียถงได้แต่จับจ้องอีกฝ่ายแต่ไม่พูดเพราะโอสถที่หลอมกลั่นขึ้นโดยราชาโอสถ กลับไม่สามารถช่วยเพิ่มพูนระดับความแข็งแกร่งของนางได้อีกต่อไปดังนั้นนางจึงมิได้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งราชาโอสถเท่าไหร่นักการจะหยิบใช้โอสถเพื่อยกระดับพลังลมปราณจำเป็นจะต้องกินโอสถที่อยู่ในระดับชั้นสอดคล้องกับความแข็งแกร่งของตนซึ่งนางในปัจจุบันเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้า ดังนั้นโอสถที่มีฤทธิ์ในการเพิ่มเสริมเติมแต่งความแข็งแกร่งของนางจำต้องเป็นโอสถที่หลอมกลั่นขึ้นโดยระดับชั้นปราชญ์โอสถขึ้นไปเท่านั้นกับแค่สถานะราชาโอสถ สำหรับนางแล้วนับว่าไม่มีอะไรน่าภูมิใจ