จักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์

    ตอนที่ 58 คนในคำทำนายและตัวตนที่แท้จริงของขอทานชรา

    ณ ราตรีที่ผู้คนกำลังหลับไหลฉินหยางที่หลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำร้างและกำลังใช้จิตสัมผัสกวาดสำรวจพื้นที่โดยรอบ เมื่อพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้บริเวณ เขาจึงตัดสินใจออกจากถ้ำร้างและแอบเดินทางลงเขาอย่างเงียบ ๆ แต่ในขณะที่เขากำลังวิ่งลงไปตามไหล่เขาอยู่นั้นจู่ ๆ ก็มีเงาร่าง ๆ หนึ่งปรากฏตัวขวางทางเขาไว้เบื้องหน้าพร้อมขว้างอาวุธบางอย่างพุ่งแฝงมากับความมืดจนยากจะสังเกตเห็น


    "ระวัง!! มีบางอย่างกำลังพุ่งตรงมาทางนี้"


    เสวี่ยอวี๋ที่สัมผัสได้ถึงบางสิ่งร้องเตือนขึ้นอย่างแตกตื่น


    ฉินหยางที่เดินทางด้วยสีหน้าระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาเองเมื่อสัมผัสได้ถึงอาวุธและบุคคลปริศนาตรงหน้าก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกระทันหันพร้อมกางจิตสัมผัสออกไปรอบทิศในรัศมีราวหนึ่งถึงสองจั้งอย่างรวดเร็วและวาดแขนสร้างกระบี่เพลิงขึ้นมาในมือ ปัดป้องอาวุธดังกล่าวที่พุ่งเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่จะกระโดดถอยหลังกลับไปเล็กน้อยพร้อมตั้งท่าเตรียมต่อสู้ด้วยสีหน้าตึงเครียดในทันที


    "ใครกัน!?"


    ฉินหยางขมวดคิ้วจ้องไปยังความมืดเบื้องหน้าและตะโกนถามขึ้นเสียงขรึม มือขวาของเขากระชับกระบี่เพลิงในมือแน่น และลอบโคจรพลังไว้ที่มืออีกข้างอย่างลับ ๆ เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้น เพราะเขาสัมผัสได้อย่างเลือนลางว่าพลังปราณของบุคคลปริศนาที่ปรากฏตัวตรงหน้าเขาในตอนนี้นั้นแข็งแกร่งอย่างหน้าเหลือเชื่อ สมองของเขาเร่งโคจรความคิดอย่างรวดเร็วพยายามคิดหาหนทางเอาตัวรอดออกไปจากสถานการณ์ตรงหน้า แต่สายตาก็ยังคงมองตรงไปยังเงาร่างสีดำภายใต้ราตรีที่มืดมิดเบื้องหน้าอย่างไม่คิดวางตา


    ทางด้านของบุคคลปริศนาที่ปรากฏตัวออกมาเมื่อเห็นถึงปฏิกิริยาตอบสนองของฉินหยางก็หรี่ตาแคบลง ไม่นานเขาก็เปลี่ยนเป็นยกยิ้มกว้างและพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีว่า


    "โฮะโฮ้!! เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วยงั้นสินะ เด็กน้อย อื้ม!! ไม่เลว ๆ ช่างเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วใช้ได้เลยทีเดียว ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!! "


    เสียงชราเสียงหนึ่งเอ่ยปากกล่าวขึ้นในความมืดน้ำเสียงของเขาฟังดูคลับคล้ายคลับคลาราวกับจะเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ ทว่ายืนคิดอยู่นานสองนานฉินหยางก็ยังไม่สามารถคิดออกได้ว่าบุคคลตรงหน้าเขา คนนี้เป็นใคร เขาเริ่มขมวดคิ้วแน่นครุ่นคิดอย่างหนักและไม่ได้เอ่ยตอบเจ้าของเสียงนั้นกลับแต่อย่างใด


    ทั้งสองต่างยืนนิ่งเงียบมองกันและกันโดยไม่พูดไม่จาจนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายลมหายใจ กระทั่งหมู่มวลเมฆบนท้องฟ้าที่คอยบดบังแสงจันทราให้มืดมิดเริ่มค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่าน เผยให้แสงจากดวงจันทร์กลางนภายามราตรีสาดแสงอาบย้อมพื้นเบื้องล่างให้สว่างไสวขึ้นอย่างช้า ๆ  ร่างเลือนลางที่ยืนอยู่ในเงามืดตรงหน้าของเขาเริ่มค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นทีละน้อยจนสามารถสังเกตเห็นได้ว่า คน ๆ นี้มีรูปร่างเป็นชายชราที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิง เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยคราบสกปรก สวมชุดสีขาวขาดรุ่งริ่งที่ในตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีขุ่นราวกับไม่ได้ทำความสะอาดมานานแสนนาน


    แสงจันทราจากบนฟ้าค่อย ๆ สาดแสงลูบไล้ใบหน้าของคน ๆ นั้นจนปรากฏให้เห็นว่าเขาคนนี้ก็คือ ขอทานชราที่ฉินหยางเคยพบมาก่อนเมื่อตอนที่อยู่ในเมืองเหยียนจิ้งครานั้นนั่นเอง ทว่าพลังปราณของชายชราในตอนนี้กลับดูทรงพลังยากจะหยั่งถึง จนแม้แต่ฉินหยางได้แต่ขมวดคิ้วแน่นและคาดคะเนพลังของชายชราตรงหน้าได้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น


    ฉินหยางจ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเพราะความประหลาดใจเล็กน้อย ในเมืองเหยียนจิ้ง ณ ตอนนั้นแม้จะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าขอทานชราในคนนี้จะไม่เป็นคนธรรมดา ๆ แต่ว่าเขาเแงก็ไม่คาดคิดว่าจะทรงพลังถึงเพียงนี้


    "ท่านเป็นใครกันแน่!? เหตุใดจึงลอบโจมตีข้าเช่นนี้"


    ฉินหยางกล่าวถามพร้อมกระชับอาวุธในมือแน่นอีกครั้งและยังคงไม่คลายความกังวลลงเพราะหากว่าชายชราคนนี้มาเพราะเรื่องที่เสวี่ยอวี๋ทำลงไปก่อนหน้านี้แล้วล่ะก็...


    "ฮ่า ๆ ๆ เป็นการตอบสนองที่แปลกประหลาดเสียจริง น่าสนใจ น่าสนใจยิ่งนัก สมเเล้วที่เป็นคนในคำทำนายที่ข้าตามหา ช่างแตกต่างจากเด็กหนุ่มทั่วไปเสียจริง ๆ มีทั้งความสุขุม เยือกเย็น และความกล้าที่จะเผชิญหน้าไม่เลวเลย "


    ชายชราพยักหน้าพร้อมเอามือลูบคางพลางกล่าวขึ้นชื่นชมฉินหยางอย่างจริงใจดวงตาของเขาส่งประกายแวววาวราวกับกำลังตื่นเต้นยินดีและมีประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้ง


    "อะแฮ่ม!! เจ้าไม่ต้องทำหน้ากังวลเช่นนั้น ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำอะไรเจ้า ข้าเพียงแต่มาที่นี่ตามคำทำนายก็เท่านั้น"


    ชายชราเห็นฉินหยางยังคงมีท่าทีตึงเครียดจึงกล่าวคลายความกังวลของฉินหยางลง


    "คำทำนาย!? ผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร? ไม่สิท่านเป็นใครกันแน่ เหตุใดที่เมืองเหยียนจิ้งท่านถึงต้องปลอมตัวเป็นขอทานเช่นนั้นด้วย"


    ฉินหยางกล่าวถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้จะสัมผัสได้ว่าชายชราตรงหน้าไม่ได้มาด้วยเจตนาร้าย แต่เขาก็ยังคงไม่คิดจะลดการป้องกันลงแต่อย่างใด


    "ฮ่า ๆ ๆ จริงด้วยสินะ ข้าลืมแนะนำตัวไปเสียสนิท  ฮะแฮ่ม!! เอาเป็นว่าเจ้าเรียกข้าว่า เฒ่าไห่ ก็แล้วกันเพราะคนที่นี่ต่างก็เรียกข้าเช่นนั้น"


    เฒ่าไห่ตบมือตัวเองฉาดหนึ่งพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลก ดูไม่เข้ากับพลังอันน่าเกรงขามที่ฉินหยางสัมผัสได้เลยแม้แต่น้อย


    "เฒ่าไห่?"


    "ใช่ ข้าชื่อเฒ่าไห่ยังไงล่ะ โอ้!! จริงสิ!! เจ้าชื่อว่าอะไรนะ ฉินหยง? ไม่สิ..เฉินหลงงั้นรึ? "


    "ฉินหยางขอรับ"


    "จริงด้วย ๆ !! ฉินหยาง เจ้าชื่อฉินหยาง ขอโทษทีข้าแก่แล้วความจำจึงเลอะเลือนเช่นนี้ ฮ่า ๆ ๆ "


    ชายชราที่แนะนำตัวเองว่าเฒ่าไห่กล่าวสนทนากับฉินหยางพลางหัวเราะขบขัน ทำให้บรรยากาศที่เงียบสงัดและตึงเครียดก่อนหน้านี้กลายเป็นแปลกประหลาดไปทันตา และเมื่อฉินหยางที่สังเกตท่าทีของชายชราอยู่นานและมั่นใจได้แล้วว่าชายชราตรงหน้าไม่ได้มาด้วยเจตนาร้ายเขาจึงเปิดปากเอ่ยถามขึ้นว่า


    "เอ่อ..ผู้อาวุโสเมื่อครู่ท่านบอกว่ามาที่นี่ตามคำทำนาย ท่านหมายความว่าอย่างไร? "


    ฉินหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเพราะถึงแม้ว่าเขาจะเคยพบกับชายชรามาแล้วก่อนหน้านี้ ทว่าก็ยังไม่รู้ถึงนิสัยที่แท้จริงว่าเขาเป็นคนอย่างไร จึงต้องเอ่ยถามอย่างระวังตัวไว้ก่อน


    "เอ่อ ..เรื่องนั้น..? ยังไงดีข้าเผลอพูดไปหลายรอบเลยสินะ ช่างเถอะ..ถ้าเช่นนั้นเอาเป็นว่าเจ้าก็ทำเป็นไม่เคยได้ยินที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ก็แล้วกัน"


    เฒ่าไห่กล่าวกับตัวเองพลางครุ่นคิดและสรุปเอาเองดื้อ ๆ เช่นนั้นทำเอาฉินหยางและเสวี่ยอวี๋ที่มองดูการกระทำของชายชราต้องเผยสีหน้าเจื่อนและงุนงงอย่างไม่อาจห้ามได้


    "เอ่อ...ผู้อาวุโสคือว่า..."


    "เอาล่ะ ๆ !!! เจ้าไม่ต้องถามสิ่งใดแล้วมันยังไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะรับรู้ในตอนนี้"


    ฉินหยางเหมือนจะกล่าวบางอย่างต่อ แต่กลับถูกชายชรากล่าวตัดบท ก่อนที่ชายชราจะนึกบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ยถามขึ้นว่า


    "จริงสิว่าแต่เจ้ามาทำอะไรที่ถ้ำร้างดึก ๆ ดื่น ๆ เช่นนี้"


    เฒ่าไห่กล่าวถามพร้อมจ้องมองไปยังฉินหยางด้วยสีหน้ารอคอยคำตอบ


    "เอ่อ เรื่องนั้นคือว่า...ข้ามาตามหาสมุนไพรน่ะขอรับ"


    "ตามหาสมุนไพร? ในสถานที่เช่นนี้งั้นรึ? 


    "ขอรับ"


    "พื้นที่รกร้างเช่นนี้มันจะไปมีสมุนไพรอยู่ได้อย่างไร เช่นนั้นเจ้ารับนี่ไปสิ ถ้าเจ้าขาดเหลือหรือต้องการสมุนไพรใดล่ะก็จงเดินทางไปที่เขาฉูวซานตรงนั้นแล้วนำสิ่งนี้ให้เขาดู คนที่นั่นจะเป็นคนนำทางเจ้าไปยังที่ ๆ มีสมุนไพรเอง"


    ฉินหยางเดิมทียื่นมือรับของชิ้นดังกล่าวมาด้วยสีหน้างุนงงทว่าเมื่อได้ยินคำว่าสมุนไพรดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเปล่งประกายอย่างยินดีขึ้นมาในทันที เขาก้มมองวัตถุในมือเห็นว่าเป็นวัตถุทรงกลมที่ทำมาจากหินแต่ดูเก่าแก่ราวกับผ่านกาลเวลามานานนับพันปี ตรงกลางมีรูปสลักตัวอักษรคำว่า "ตง" ที่สามารถแผ่พลังปราณของชายชราออกมาได้อย่างน่าประหลาด


    " แล้วก็..หากเจ้ามีเรื่องเดือดร้อนหรือโดนใครรังแกล่ะก็เพียงเจ้าถ่ายเทพลังปราณไปที่มันข้าจะรีบไปทูบตีมันให้เจ้าเอง..เอาล่ะ..ข้าขอตัวก่อน"


     ชายชรากล่าวจบก็ไม่รอให้ฉินหยางได้พูดสิ่งใดต่อเขาก็หายลับไปจากจุดที่เคยยืนอยู่อย่างรวดเร็วในทันที


    "อะไรกัน!? ตาแก่เมื่อครู่นี่เป็นใครกันเเน่? ทำตัวพิลึกชะมัด อยู่ ๆ ก็โผล่มาอยู่ ๆ ก็หายไป ข้าล่ะนึกว่าถูกพวกนั้นจับได้แล้วซะอีก"


    เสวี่ยอวี๋ที่นิ่งเงียบอยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนหน้านี้ที่เห็นว่ามีบุคคลปริศนามายินขวางทางฉินหยางไว้เขาเองก็ตื่นตระหนกอย่างมากเช่นเดียวกัน


    "นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน แล้วยังเรื่องที่บอกว่าข้าเป็นบุคคลในคำทำนายนั่นอีก มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่? 


    ฉินหยางส่งกระแสเสียงตอบกลับเสวี่ยอวี๋พลางครุ่นคิดถึงคำที่ชายชราพูดก่อนหน้านี้ แต่ว่าคิดได้ไม่นานเขาก็สลัดความคิดเหล่านี้ทิ้งไว้เบื้องหลังและรีบมุ่งหน้าเดินลงจากไหล่เขาอีกครั้งก่อนที่จะมีผู้คนสังเกตเห็น หลังจากที่เขาเดินลงจากเขาและกลับเข้าที่พักไปได้อย่างราบลื่น เสวี่ยอวี๋ก็ปรากฏตัวขึ้นและกล่าวสนทนากันถึงแผนการณ์ที่จะทำกันต่อหลังจากนี้อย่างเคร่งขรึม




    ณ ปราสาทไม้อันใหญ่โอฬารที่เป็นสถานที่พำนักของเจ้าสำนักไป่หลง


    ปัจจุบันท่านเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก รวมถึงอาวุโสใหญ่และอาวุโสรองกำลังนั่งรอคอยบางสิ่งด้วยท่าทีเคร่งเครียดและร้อนรน


    "เหตุใดจึงช้าเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเจ้าส่งสาส์นไปแจ้งแล้วหรอกรึ?


    อาวุโสใหญ่ที่นั่งรอคอยอย่างร้อนรนอดทนต่อไปไม่ไหวจึงเปิดปากเอ่ยขึ้น


    "ข้าได้ส่งสาส์นเร่งด่วนไปแล้วขอรับ คาดว่าอีกไม่นานศิษย์พี่คงมาถึง"


    "แต่นี่มันก็รุ่งเช้าแล้ว หากเดินทางผ่านมิติระดับเขาแล้วคงมาถึงนี่ได้เพียงไม่กี่ลมหายใจ ทว่าจนถึงผ่านนี้ก็ยังคงไม่ปรากฏตัวขึ้น คงไม่ใช่มั่วแต่เตล็ดเตร่จนลืมไปแล้วหรอกกระมัง"


    อาวุโสใหญ่กล่าวเหน็บแนมออกมาอย่างไม่คิดเช่นนั้น ทว่าในขณะที่เจ้าสำนักกำลังจะเอ่ยปากกล่าวบางอย่างจู่ ๆ ก็มีเสียง ๆ หนึ่งเอ่ยเเทรกขึ้น 


    "หึ!! กล้าพูดถึงข้าเช่นนี้ เจ้าคงลืมความน่ากลัวของข้าไปแล้วสินะ ตาแก่โจว"


    เสียง ๆ หนึ่งดังก้องขึ้นจากอากาศว่างเปล่า ก่อนที่อาการเบื้องหน้าของคนทั้งสี่จะเกิดการแตกร้าวและปรากฏเป็นเงาร่างเฒ่าไห่ที่ยืนสนทนากับฉินหยางมาก่อนหน้านี้ปรากฏตัวออกมา


    "ตะ..ตงไห่!! ปะ...เป็นเจ้า!?"


    อาวุโสใหญ่จื่อโจวกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงติดขัดสีหน้าของเขาเริ่มซีดจางราวกับกำลังหวาดกลัวต่อชายที่ปรากฏตัวขึ้น...