เฮือก !!
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกโพลง สบเข้ากับดวงตาคมที่จ้องอยู่ก่อนแล้วระยะห่างเพียงคืบ แววตาคมนั้นตื่นใไม่แพ้กัน
พลั๊ก !! “โอ๊ย?” เสียงซุนจิ้นผิง ร้องครวญคราง ลั่นกระโจม ทำให้กลุ่มผู้คอยท่าอยู่ภายนอกนานหลายชั่วยามแล้ว กรูกันเข้ามาในกระโจม อย่างใ
“เกิดอะไรขึ้น จิ้นผิง นั้นเ้าลงไปนอนเล่นที่พื้นทำไม”
“จะบ้าหรือไง ข้าไม่ได้ลงมานอนเล่น นางต่างหากเล่า เพราะนางถีบข้าลงมา” ว่าพลางชี้นิ้วไปยังสตรีในชุดสีขาวฟูฟ่องเต็มพื้นที่แคร่ที่ใช้นอน ซึ่งขณะนี้นั่งกระพริบตาปริบๆ อยู่อย่างไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าใดนัก หญิงสาวจ้องซุนจิ้นผิง เพียงครู่จึงเบนสายตาไปยังเหล่าบุรุษที่เข้ามาใหม่ทั้งสาม ด้วยแววตาสับสนมึนงง
“พวกคุณเป็ใคร ...นี่ที่ไหน” นิศากร เอ่ยถาม ขณะเดียวกันสายตาก็ลอบสังเกตุสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างระมัดระวัง หญิงสาวจำได้ว่าหนีการตามล่า ของเ้าบ่าวสุดหล่อและร้อนแรง ถึงหน้าผาเกาะสวาทหาด์ของไมเคิล เหยา เ้าบ่าวสุดแซ่บของเธอ จนจนมุมหมดหนทางหนีรอด เธอจึงตัดสินใจะโลงหน้าผาแทนที่จะโดนไมเคิลจับตัวได้ แล้วโดนลากตัวกลับไป เธอรู้ว่าไมเคิล เหยา รักเธอ และรักมาก นั้นแหละ เพราะรักมาก ความแค้นก็ต้องมากตามแรงรัก! อันมหาศาลด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะ ที่เธอทรยศต่อความรักของเขา อย่างร้ายกาจด้วยแล้ว ไมเคิลไม่มีทางปล่อยเธอรอดแน่นอน
“ที่นี่ค่ายชั่วคราว ด่านหูเจี้ยน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ย แทรกเข้ามาในภวังค์ ของนิศากร ทำให้เธอได้สติ เงยหน้าเสสายตามเสียงเอ่ยเมื่อครู่ เมื่อหันไปจึงสบเข้ากับเนตรอินทรีย์ ที่จ้องเธออยู่ก่อนแล้ว
“ค่ายชั่วคราว ค่ายชั่วคราว ด่าน” เธอชะงักเล็กน้อย ก่อนทวนคำพูดจาก บุรุษหล่อเหลาตรงหน้า ก่อนถามขึ้นอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
“เอ่อ ....คุณบอกว่า ด่าน หมายถึงที่นี่ เอ่อ แบบประมาณว่าอยู่ชายแดนใช่รึเปล่า”
“ใช่ .. พวกข้าพบเ้านอนสลบอยู่กลางป่า”
“กลางป่าหรอ แต่ชั้นตกหน้าผานะ เอ๊ะ...ตกหน้าผาทำมัยไม่เจ็บ ?” หญิงสาวเพิ่งนึกได้กับกับอาการทางร่างกายของตัวเอง ว่าไม่มีอาการาเ็ใดๆ ที่บ่งบอกว่าร่างกายนี้ตกลงมาจากที่สูงเลยแม้สักแห่ง จะมีแต่ก็ อาการมึนหัวบ้างเล็กน้อย เท่านั้น
“ตกหน้าผา งั้นรึ?”
“เ้าบอกว่าเ้าตกหน้าผา”
“ใช่ ชั้นะโลงหน้าผา พวกคุณช่วยชั้นไว้ใช่มั้ย”
“ข้าช่วยเ้า แต่ที่นี่ไม่มีหน้าผา” เ้าของดวงตาอินทรีย์ ตอบเสียงเรียบ
คิ้วสวยได้รูป ค่อยๆขมวดเข้าหากันอย่างหนัก ตลกร้าย กับพวกผู้ชายหน้าหล่อ !
หญิงสาวยิ่งมึนหัวหนัก ไม่เข้าใจสถานการณ์ อันแปลกประหลาดแบบนี้เท่าใดนัก ไม่มีวี่แววความล้อเล่นในคำพูด จากเดิมที่เพียงแค่มึนหัวบ้างเล็กน้อย เธอเริ่มรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้น คล้ายเส้นประสาทบริเวณขมับกำลังเต้น ตุบ ตุบเธอพยายามรวบรวมสติ สตังอันมึนงง คิดทบทวนว่าสถานที่ ผู้คนและการแต่งกายแสนประหลาด เหมือนหลุดเข้าในหนังย้อนยุคของจีนแบบนี้คืออะไร คำพูดแปล่งและสำเนียง อันประหลาดพวกนี้คืออะไร หนังย้อนยุคจีน? เธอฉุกคิด ใช่!! รึที่นี่จะเป็กองถ่ายทำหนังจีนโบราณ ดวงตาของนิศากร วาวโรจน์ขึ้นด้วยความหวัง
‘ต้องใช่แน่นี่คือกองถ่ายหนัง รอดแล้วเรา’
แม่ทัพหนุ่มมองหญิงสาวที่ตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ด้วยสายตาประเมิน ใช่ว่าเขาจะมองทุกสิ่งในแง่ร้าย แต่ที่ผ่านมาข้าศึกล้วนใช้วิธีสกปรกเหลือเกิน ในการทำา หลายครั้งหลายคราที่เขาและคนของเขา หลงกลและพลาดพลั้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หญิงสาวตรงหน้าเองก็น่าสงสัยเกินไป ทั้งรูปร่างหน้าตา และการปรากฏตัวแต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใด หญิงสาวตรงหน้า กลับหันสายตาแวววาวเปล่งประกายมาสบ ทำให้ให้แม่ทัพหนุ่มถึงนิ่งค้าง ก่อนเสียงแว่วหวานของหญิงสาวจะทำให้สติของแม่ทัพกลับมา
“ชั้นขอออกไปสูดอากาศข้างนอกได้มั๊ย”
นิ้วเรียวสวยของนิศากร ค่อยๆเปิดม่านกระโจมออก ลำแสงเจิดจ้าของแสงแดดยามบ่ายปะทะเข้าสู่สายตา เธอกระพริบตาเพียงครู่เพื่อปรับสายตาให้เป็ปกติ แต่แล้วต้องชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างแทบถลนออกมานอกเบ้า เสียงร่ำร้องภายในใจบอกว่าไม่ใช่ มีบางสิ่งผิดปกติ ทัศนียภาพ แปลกตา กระโจมเล็กใหญ่เรียงราย เป็ระเบียบ ผู้คนมากมายแต่งกายด้วยชุดโบราณ ทำงานต่างๆตามหน้าที่ของตน บางสิ่งบางอย่างบอกเธอ เหมือน เหมือนเกินไป เหมือนจริงเกินกว่าที่จะเป็การจัดฉากขึ้น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นรอบกรอบหน้าหวาน ดวงตากรอกไปมาอย่างใช้ความคิด เธอพยามยามมองหากล้องหรือเ้าหน้าที่ของกองถ่าย
ว่างเปล่า !!!
ไม่มี ไร้ซึ่งสิ่งใดที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็ปัจจุบันอันคุ้นชิน ไร้วี่แววสิ่งที่มองหา เธอแน่ชัดในความรู้สึก ใจกระตุกวูบ กลิ่นแบบนี้ไม่ค่อยดี กลิ่นตุตุเหมือนความซวยจะมาเยือน ?
“ที่นี่คือค่ายชั่วคราวชายแดนตงเทียน และเจียงหนาน” ซือหย่งเจิ้ง เอ่ยพลางลอบสังเกต อากัปกริยาร่างบาง
“จากที่ข้าเห็น เ้าไม่ได้ตกจากหน้าผา แต่ข้าพบเ้าหลังเกิดพายุ” เขากล่าวย้ำเหตุการณ์
“แต่ข้าตกจากหน้าผา” นิศากรหันขวับมาเถียงอย่างมั่นใจ เธอสะดุดเล็กน้อยกับคำพูดของตัวเอง ที่ใช้คำแทนตัวว่า ข้า
“แม่นาง แล้วเ้า เอ่อกำลังไว้ทุกข์ให้ผู้ใดกัน” ซุนจิ้นผิง หายจากอาการเจ็บจุกที่หว่างขา โพล่งถามขึ้นด้วยความอยากรู้ เพราะชุดที่หญิงสาวสวมใส่ นั้นงดงามแปลกตา
“หืม.....? ไว้ทุกข์”
“ใช่ ชุดขาวปลอดเช่นนี้ เหมือนใส่ไว้ทุกข์ให้ผู้ใด แต่จะว่าไปชุดของเ้าแปลกตานัก แต่ก็สวยงามมากเช่นกัน”
“..............”
“นี่.........นะนี่ไม่ใช่ชุดไว้ทุกนะคะ .. นี่คือชุดแต่งงาน”
“แต่งงาน” บุรุษทั้งสี่อุทานพร้อมกันด้วยความใ
“เ้าจะบอกว่า ชุดสีขาวไว้ทุกข์นี่ คือชุดเ้าสาวของเ้าหรือ” ซุนจิ้นผิง ร้องด้วยความประหลาดใจ ตาเหลือกแทบถลนออกจากเบ้า บ้านเมืองใดกันหนอ อุตริ เอาสีชาวของชุดไว้ทุกข์มาใช้ในงานมงคลเช่นนี้
“ใช่ บ้านข้า สีขาวคือสีแห่งความบริสุทธิ์ เ้าสาวที่จะเข้าพิธีแต่งงาน จึงสวมชุดเ้าสาวสีขาว แต่ที่นี่สีมงคลคลคงจะเป็สีแดงสินะ เ้าสาวของที่นี่จะแต่งกายด้วยสีแดงเข้าพิธีแต่งงาน ใช่รึไม่” นิศากร ยิ้มอ่อนโยน สบตา ซุนจิ้นผิง เป็เชิงถามชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบ
“ข้า.....กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน แต่เกิดเื่วุ่นวายเสียก่อนเลยวิ่งหนี จนตกหน้าผานั้นแหละ แต่ที่กลายเป็โผล่มาหลังพายุนั้น ได้ยังไง อันนี้ข้าก็ไม่รู้”
“หากข้าเป็เ้าบ่าว คงกลั้นใจตาย ทำเ้าสาวงามปานล่มเมืองเช่นเ้า หลุดลอยไปทั้งที่จะเข้าพิธีมงคลเช่นนั้นแล้วแท้ๆ” เสียงคล้ายละเมอเพ้อของ หมินเหวินเปา ดังแทรกขึ้น ทั้งที่ดวงตายังจ้องร่างบางของนิศากรไม่วางตา
บุรุษทั้งสามแทบสำลักน้ำลายตนเองเมื่อได้ยินสิ่งที่รองแม่ทัพขวาเอ่ยขึ้น พวกเขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองเท่าใดนักด้วย หมินเหวินเปา เป็บุคคลที่ค่อนข้างตระหนี่คำพูด น้อยครั้งที่จะเอ่ย สิ่งใดออกมาหรือแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะเื่ของสตรี
“ข้าพูดสิ่งใดผิด” หมินเหวินเปา ถามสหายและนายของตนด้วยดวงตาซื่อใส เพราะรับรู้ถึงสายตาที่แสดงความกังขาในคำพูดของตนเอง
“เอาเถิด ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าเ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เช่นนั้นเ้าก็พักอยู่ที่นี่ก่อนหลังจากนี้ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้เ้าเข้าไปในกระโจมก่อนเถิด แล้วข้าจะให้คนหาชุดมาให้เปลี่ยน” ซือหย่งเจิงเอ่ยเสียงเรียบ
“หือ......แต่ข้า”
“หากเ้าขืนยืนตรงนี้ต่อไป เกรงว่าทหารของข้า คงไม่เป็อันทำสิ่งใดได้ แล้วชุดที่เ้าใส่ ไม่ค่อยจะเหมาะกับค่ายทหารที่มีแต่บุรุษเท่าไหร่ จิ้นผิง เ้าให้อาเฮย หาชุดมาให้นางเปลี่ยนด้วย”
“หากข้าพานางกลับป้อมด้วย เ้าว่าอย่างไร เหวินเปา”
“ท่านแม่ทัพจะทำเช่นไรกับนาง หากจะให้กลับไปด้วย มิเสี่ยงเกินไปหรือ หากนางเป็ไส้ศึกเล่า”
“นางเป็สตรี หากมิใช่ไส้ศึกจะปล่อยทิ้งไว้ที่นี่เห็นทีจะไม่รอด ...แต่ข้าก็มิอาจไว้ใจนางได้เช่นกัน ”
“ก่อนที่ท่านจะพานางมา ข้าได้ยินจิ้นผิงพูดว่าในที่สุดก็มา แต่ข้าไม่ทราบว่าสิ่งที่มาจะใช่นางหรือไม่”
“จิ้นผิงว่าเช่นนั้นหรือ”
“ขอรับทานแม่ทัพ”
“เอาเถิด จะอย่างไรเราก็ไม่สามารถทิ้งสตรีไว้กลางป่าคนเดียวได้เช่นกัน จับตาดูนางไว้ หากเป็กลลวงข้าศึกคงได้รู้กัน เ้ามีอะไรก็ไปทำเถิด”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
แม่ทัพหนุ่ม จมอยู่ในความคิดหากเป็ข้าศึกนั้น จัดการได้ไม่ยากแต่หากเขามั่นใจว่าการปรากฏตัวของสตรี แสนงามคนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับาครั้งนี้ แม้แต่น้อย การปรากฏตัวของหญิงสาวที่อยู่เหนือการอธิบายใด ทั้งการแต่งการ คำพูด ล้วนไม่ใช่คนที่นี่ หรือแคว้นใกล้เคียง แต่อย่างใด นางมาได้เช่นไร ด้วยเหตุผลกลใด รึมาเพื่อสิ่งใดนั้น สักวันเข้าต้องรู้ให้จงได้
“ซ้าย เอ๊ะ รึว่าทางขวา อืม ซ้ายก็แล้วกัน รึว่าจะขวานะ โอ๊ย!! จะบ้าตาย รึสมองเรากระทบกระเทือนหนักไปเนี๊ยะ ทางแค่นี้ ก็จำไม่ได้ รึงัยนะ เอาวะ ขวาก็แล้วกัน”
ร่างบางของนิศากร หันรีหันขวา สับสนอยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจเดินต่อไปตามทางในป่า ในกลางดึกสงัด ที่เงียบและวังเวง เพื่อจะไปหาแม่น้ำที่เธอสอบถามมาจากอาเฮยเมื่อตอนหัวค่ำ เนื่องจากหญิงสาวเหม็นทั้งรู้สึกเหนียวตัวแบบสุด ๆ ยังดีระหว่างที่เธอสลบอยู่นั้นอาเฮยได้เช็ดตัวให้บ้างแล้ว จนสายได้เปลี่ยนชุดและล้างหน้าล้างตา เนื่องจากอากาศที่นี่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศจึงค่อนข้างหนาวเย็น ผู้คนที่นี่ไม่ค่อยอาบน้ำบ่อยนัก แต่ไม่ใช่กับนิศากร อย่างน้อยตามปกติก็ต้องอาบน้ำเช้าเย็นอยู่แล้ว เธอรู้สึกเหมือนร่างกายมีกลิ่นคล้าย ตัวสกั้งเข้าไปทุกที ต่อให้อากาศหนาวเหน็บจนหิมะตกเธอก็ต้องอาบน้ำให้ได้
พรึบ !?
“เอ๋ ไม่ใช่มั้ง “ ‘อะ คน สัตว์ป่า รึว่าผี !! คงไม่มีใครมาหรอกมั้ง อาเฮยบอกว่า พวกทหารไม่ชอบอาบน้ำ ยิ่งดึกๆ หนาวๆอย่างนี้ ไกลขนาดนี้ไม่มีใครมาแน่นอน’ นิศากรพึมพำกับตัวเอง พลางมองแหล่งน้ำตามที่ สอบถามมาจากอาเฮย ขณะที่หญิงสาวก้าวขา จะเดินต่อ กลับมีมือหนาสากจับกระชาก รวบมือของนิศากรรวบไพล่เข้าไว้ด้านหลัง ดาบยาวคมกริบสะท้อนแสงจันทร์จ่อเข้าที่คอของหญิงสาว
“เ้าออกมาอะไร ดึกดื่น แบบนี้ตอบข้ามา ”
“อะ ท่าน ”
“คิดคำตอบเ้าให้ดี ไม่เช่นนั้นเ้าคงไม่ได้ตอบข้าอีกเป็ครั้งที่สอง” ลมหายใจอุ่น เป่ารดใบหู นิศากรจนขนลุกซู่
“ข้ามาอาบน้ำ ปล่อยได้รึยัง ”
“ฮึ อาบน้ำ ดึกดื่นแบบนี้หนาวขนาดนี้ เ้าจะบอกข้าว่ามาอาบน้ำ งั้นหรือ เ้าจะให้ข้าเชื่อเช่นไร”
“ข้าไม่ได้โกหก ข้าถามทางมาจากอาเฮยจริง ๆ ปล่อยก่อนได้มั๊ยท่านแม่ทัพ ” ‘โอ้ย.....ขนลุกจะกระซิบข้างหูทำไมเนี๊ย’
“หากข้าปล่อย แล้วเ้าหนีข้าจะทำเช่นไร ”
“ข้าไม่หนีหรอกน่า เร็วๆปล่อยก่อน ปล่อยสิ ปล่อยๆ”
“หืม? ”
“โอ๊ย? หลุด หลุดแล้วนี่ชุดข้าจะหลุดแล้วปล๊อยยยยย”
เมื่อก้มลงมอง ซือหย่งเจิ้ง จึงรีบปล่อยหญิงสาว โดยเร็วแล้วรีบหันหลังให้ทันที
แสงจันทร์ ส่องกระทบถูกผิวขาวผ่องของหญิงสาว ที่ปรากฏต่อสายตาปมเชือกของชุดที่ผูกไว้ ไม่แ่านักเนื่องจากหญิงสาวไม่คุ้นชินกับการสวมใส่ ทำให้หลุดลุ่ยออก สาบเสื้อถูกแหวกออกจากแรงดึงของชายหนุ่มที่รวบแขนเรียวทั้งสองข้างของเธอไว้ด้านหลัง ทำให้สาบเสื้อถูกแหวกออกลึกเข้าไปอีก เผยให้เห็นเนินอก ขาวสล้าง อวบอิ่ม
“ข้าขอโทษ มิได้ตั้งใจจะทำให้เ้าเสียหายอันใด” ชายหนุ่มกล่าวเสียง แหบพร่า
“เสียหาย ฮึ นี่ท่านควรขอโทษที่เอาดาบมาจ่อที่คอข้าถึงจะถูก ไม่ใช่ขอโทษเื่อื่น อีกอย่างเสื้อผ้าข้าก็อยู่ครบ แค่เกือบหลุดเท่านั้น ยังไม่หลุดสักหน่อย” เธอต่อว่าด้วยอารมณ์กรุ่น
“ว่าแต่คุณ เอ้ยท่านรู้มั้ยว่าแม่น้ำไปทางไหน ข้ามาถูกทางรึเปล่า”
“เ้า เฮ้อ เป็สตรีประเภทใดกัน เสื้อผ้าหลุดลุ่ยปานนี้ มิเขินอายข้าบ้างเลยรึ ”
“ก็บอกแล้ว ว่าแค่เกือบหลุดยังไม่หลุดนี่ ท่านไม่ได้มาเห็นข้าแก้ผ้าสักหน่อยนี่นา ข้าไม่ชอบใจที่ท่าน เอาดาบมาจ่อคอข้ามากกว่า เกิดพลาดพลั้งปาดคอข้าขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง ไม่น่าโมโหมากกว่ารึงัย” นิศากร กรอกตาขึ้นฟ้า กล่าวด้วยอารมณ์เซ็งสุดขีด ทั้งเหนื่อย ทั้งเหนียวตัว ยังมาหงุดหงิด กับผู้ชายคล้ายฤษีเคร่งประเพณียุคโบราณอีก จะบ้าตายแค่เสื้อแหวกนิดหน่อย ทำเป็เื่ใหญ่โต หากได้เห็นชุดราตรี หรือชุดฝึกของเธอจะไม่ช็อคตายเลยรึไงนะ แต่พอพูด แล้วเธอพึ่งสำนึกได้ว่า ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นเธอ ทั้งเขายังเป็ถึงแม่ทัพ ปากที่ว่าเก่งใจที่ว่าใหญ่นักหนาเริ่มเหี่ยวแฟบ ลงทุกที เธออาจโดนลากไปตัดหัวรึลงโทษได้ตลอดเวลา แต่ก็ยังทำใจแข็งสู้ เอ่ยถาม
“ว่าไง ท่านแม่ทัพ”
“เอาเถิดแม่น้ำที่เ้าหา พ้นพงหญ้าข้างหลังเ้าไปก็เจอแล้ว หากเ้าจะอาบน้ำ ก็รีบไปดึกมากแล้ว ข้าจะดูต้นทางให้ รับรองข้าไม่แอบดูเ้าแน่”
“อืม....ได้ ขอบคุณมากค่ะ”