“ผู้อาวุโสหั่วเจิ้นได้โปรดพิจารณาเรื่องนี้ใหม่อีกครั้งด้วยหากพวกเราสำนักห้วงทมิฬถูกทำลายจะทำให้ตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์เสียหายอย่างใหญ่หลวงนอกจากรากฐานในดินแดนเทพพฤกษาแล้วพวกเรายังมีอัจฉริยะด้านการปรุงโอสถที่ฝึกฝนอยู่อีกมากมายในอนาคตย่อมกลายเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าสำหรับตระกูลหั่วเช่นกัน” หั่วกั๋วเลิ่นเอ่ยอย่างร้อนรน
หั่วเจิ้นอนุเซียนแห่งตระกูลหั่วแค่นเสียงเบาๆคราหนึ่งก่อนจะชักนำให้คนของตระกูลหั่วติดตามตนจากไปทิ้งไว้เพียงคนของสำนักห้วงทมิฬเท่านั้น
“บัดซบ สารเลวฟางเจี่ยลื่อ สารเลวหั่วเจิ้น” หั่วกั๋วเลิ่นพลันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เจ้าสำนักจวินสำนักห้วงทมิฬของพวกเราทำผิดพลาดที่ไปล่วงเกินท่านทว่าหลังจากวันนี้ไปสำนักห้วงทมิฬย่อมถูกตัดขาดความสัมพันธ์จากตระกูลหั่วและตระกูลศักดิ์สิทธิ์แล้วพิจารณาจากรากฐานของสำนักห้วงทมิฬข้าย่อมไม่มีคุณค่าให้พวกท่านต้องชายตามองหากท่านละเว้นชีวิตของข้าในวันนี้ข้ายินดีสั่งการให้สำนักห้วงทมิฬกลายเป็นผู้รับใช้ของสำนักพงไพรตลอดไป”
จวินเม่ยเลิกคิ้ว ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มเย็นชา“หั่วกั๋วเลิ่นช่างสมกับที่เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ยิ่งนักจริงอยู่ว่าเมื่อปราศจากอำนาจของตระกูลหั่วพวกเจ้าก็ไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อสำนักพงไพรได้อีกทว่าการทำลายพวกเจ้ายังนับว่ามีประโยชน์สำหรับสำนักพงไพรของข้า”
“สถานการณ์และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรับรู้ว่าเริ่มต้นมาจากสำนักห้วงทมิฬของพวกเจ้าข้าไม่อาจแตกหักทำลายตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์ได้อย่างเด็ดขาดทว่ากับพวกเจ้านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหากไม่ทำลายสำนักห้วงทมิฬทิ้งเสียในภายหน้ายังจะมีผู้ใดหวาดกลัวสำนักพงไพรอีกหากจะกล่าวโทษก็จงโทษสหายที่ไม่จริงใจของเจ้าเสียเถอะ”
หลังจากกลุ่มของฟางเจี่ยลื่อและตระกูลหั่วจากไปหนึ่งในสามผู้อาวุโสหลักเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “ท่านเจ้าสำนักหลังจากนี้พวกตระกูลหั่วย่อมถอนตัวจากดินแดนเทพพฤกษาแล้วสำนักห้วงทมิฬก็นับว่าไร้ซึ่งกำลังต่อต้าน พวกเราควรส่งคนไปยังค่ายกลเซียนพฤกษาเพื่อคุ้มกันกลุ่มของเหยาเสี่ยวฉานหรือไม่”
“ไม่จำเป็น” จวินเม่ยส่ายศีรษะ “หลังจากนี้ไปให้เริ่มต้นการกวาดล้างสำนักห้วงทมิฬให้หายไปจากดินแดนเทพพฤกษาซะสำหรับชนชั้นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิมนุษย์ขึ้นไปให้ทำการสังหารทิ้งทันที ส่วนพวกระดับขั้นราชันยุทธ์ที่มีอายุไม่เกินสามสิบปีลงไปให้บังคับทำพันธสัญญาข้ารับใช้ผู้ใดต่อต้านสังหารให้หมดสิ้นทรัพยากรทั้งหมดของสำนักห้วงทมิฬให้เก็บเกี่ยวมาทั้งหมด”
ผู้อาวุโสหลักมีท่าทีสงสัยทว่าหลังจากที่จวินเม่ยสั่งการพวกมันยังคงรับคำและเร่งดำเนินการในทันที“ท่านเจ้าสำนักหากฟางเจี่ยลื่อขัดขวางพวกเราในการทำลายสำนักห้วงทมิฬเล่า”
“เรื่องฟางเจี่ยลื่อ ข้าจะจัดการด้วยตนเอง” จวินเม่ยเอ่ยอย่างเยือกเย็น
ที่ตั้งของสำนักห้วงทมิฬใบหน้าของฟางเจี่ยลื่อกลายเป็นดำมืดหลังจากที่มันกลับมาถึงและได้รับรายงาน “ดียิ่งนัก ตระกูลหั่วเหล่านั้นนับว่ามีดีไม่น้อยจึงสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ทว่าพวกมันกลับกล้าตัดสินใจถอนตัวจากดินแดนเทพพฤกษาโดยมิสนใจคำสั่งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ข้าอยากจะเห็นยิ่งนักว่าหลังจากนี้ไปตระกูลของพวกเจ้าจะยังเอาตัวรอดได้อย่างไร”
ตระกูลหั่วสามารถเอาตัวรอดกลับจากสำนักพงไพรได้แน่นอนว่าพวกมันย่อมต้องมีไพ่ลับบางอย่างที่ปิดซ่อนเอาไว้ฟางเจี่ยลื่อเชื่อว่าหากมันรู้ถึงไพ่ลับนี้ตั้งแต่ต้นสถานการณ์จะต้องไม่เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอนนึกไม่ถึงตระกูลหั่วกลับกล้าปิดบังเรื่องสำคัญเช่นนี้เอาไว้
“ผู้อาวุโสฟาง เจ้าสำนักหั่วกั๋วเลิ่นถูกสังหารแล้วนอกจากนี้เรายังขาดการสนับสนุนจากตระกูลหั่วอีกหลังจากนี้ไปพวกเราจะต้านทานสำนักพงไพรอย่างไรดี” ผู้อาวุโสของสำนักห้วงทมิฬเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล
“เฮอะพวกตระกูลหั่วย่อมต้องได้รับผลจากการกระทำของพวกมันตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไม่ปล่อยพวกมันไว้อย่างแน่นอนสำหรับตอนนี้ข้าจะติดต่อไปยังผู้อาวุโสของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก่อน” ฟางเจี่ยลื่อตอบกลับ
ในความคิดของฟางเจี่ยลื่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่มีทางยอมปล่อยมือจากดินแดนเทพพฤกษาไปโดยง่ายเนื่องจากมันมีความใกล้ชิดกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์มากกว่าตระกูลหั่ว มันจึงรู้ดีถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลศักดิ์สิทธิ์
‘เวลานี้อัจฉริยะแห่งยุคทั้งสามของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าสู่กระบวนการหล่อหลอมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แล้วพวกมันย่อมต้องการสมุนไพรและโอสถวิเศษจำนวนมากเวลาสำคัญเยี่ยงนี้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีทางปล่อยให้รากฐานของพวกมันอย่างสำนักห้วงทมิฬถูกทำลายแน่นอน’
แม้เรื่องนี้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะไม่สะดวกออกหน้าด้วยตนเองทว่าในมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังคงมีเม็ดหมากอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ตระกูลรับใช้ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่มากกว่าสิบตระกูลยังมีตระกูลที่มีพลังอำนาจรองมาอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องการเข้าแทนที่พวกมันเหล่านี้ล้วนเป็นหมากของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น
เดิมทีฟางเจี่ยลื่อรู้สึกกังวลเล็กน้อยสำหรับเรื่องที่มันได้ใช้ตระกูลหั่วเป็นตัวหมากทว่าหลังจากการตัดสินใจของตระกูลหั่ว ความโกรธของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมตกอยู่กับตระกูลหั่วอย่างแน่นอน
ดินแดนใต้สวรรค์ ศาลาเทพอัสนีหั่วพั่วจุนประมุขของตระกูลหั่วบัดนี้มีสีหน้าซีดเซียวอย่างยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ด้านหน้าของมันที่กำลังเปี่ยมล้นไปด้วยเพลิงโทสะ
“ประมุขหั่ว ตระกูลของท่านนับว่ากระทำการตัดสินใจอุกอาจยิ่งนักแม้จะทำไปเพื่อเอาชีวิตรอดและรักษารากฐานของตระกูลเอาไว้ทว่าผลลัพธ์นั้นนำมาสู่ความเสียหายของแผนการที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีต่อดินแดนเทพพฤกษาอย่างรุนแรง”ชายหนุ่มตรงหน้าของหั่วพั่วจุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“คุณชายโปรดระงับโทสะ ทางหนึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะตระกูลหั่วของข้าถูกใช้เป็นหมากเบี้ยโดยแผนของฟางเจี่ยลื่อแม้พวกเราจะไม่อาจยื่นมือเข้าไปในดินแดนเทพพฤกษาได้อีกทว่าตระกูลหั่วของข้าก็ยังสามารถกระทำตามแผนการอื่นๆของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้อีกมากการที่เรายังรักษารากฐานของตนเองได้ย่อมเป็นผลดีต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน”
“อีกทางหนึ่งข้าเชื่อว่าคนของข้าที่เข้าไปยังสวนสมุนไพรวิเศษจะต้องได้รับผลการเก็บเกี่ยวที่ยอดเยี่ยมขอเพียงสามารถพาพวกมันกลับมาได้อย่างปลอดภัย สมุนไพรที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องการย่อมได้รับมาอย่างครบถ้วนแน่นอน” หั่วพั่วจุนเอ่ยอย่างร้อนรน
ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์แค่นเสียง “เฮอะ หลังจากที่พวกมันกลับมาจากสวนสมุนไพรหากได้รับสมุนไพรมาครบตามรายชื่อจริงข้าจะถือว่าตระกูลหั่วของพวกเจ้าทำคุณชดใช้ความผิดได้สำเร็จไม่เอาความอันใด แต่หากขาดไปแม้แต่เพียงสิ่งเดียว ตระกูลหั่วของพวกเจ้าจะสูญเสียตำแหน่งตระกูลรับใช้ในทันที ข้าไม่ต้องการพวกข้ารับใช้ที่ไร้ประโยชน์”
หั่วพั่นจุนสั่นสะท้านไปทั้งร่างมันย่อมตระหนักได้ดีว่าการถูกถอดถอนตำแหน่งตระกูลรับใช้จะมอบผลลัพธ์เช่นใดให้กับตระกูลหั่ว
ปัจจุบันในตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้มีการแบ่งออกเป็นหลายๆขั้วอำนาจและในแต่ละขั้วอำนาจนั้นก็ได้ควบคุมตระกูลรับใช้ส่วนหนึ่งเอาไว้ตระกูลหั่วนั้นเป็นตระกูลรับใช้ภายใต้การควบคุมของผู้อาวุโสหลักผู้หนึ่งและชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของมันก็เป็นหนึ่งในบุตรหลานที่ผู้อาวุโสหลักผู้นั้นใช้ให้คอยควบคุมการดำเนินการของตระกูลหั่วนั่นเอง
การกระทำครานี้ของตระกูลหั่วย่อมทำให้ผู้อาวุโสหลักผู้นั้นไม่พอใจอย่างรุนแรงและความไม่พอใจนั้นย่อมต้องถูกระบายลงกับชายหนุ่มที่เป็นผู้ควบคุมนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ชายหนุ่มผู้นี้โกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด
อัจฉริยะแห่งยุคทั้งสามของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีผู้หนึ่งที่เป็นบุตรชายคนโตของผู้อาวุโสหลักหากมันสามารถหล่อหลอมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของมันได้สำเร็จก่อนอัจฉริยะอีกสองคนที่เหลืออำนาจของผู้อาวุโสหลักผู้นั้นก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นและสามารถครอบครองอิทธิพลส่วนใหญ่ในตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จแทนที่ขั้วอำนาจอื่นๆที่เหลืออย่างง่ายดาย
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้อาวุโสหลักจะตั้งความคาดหวังเอาไว้กับการเก็บเกี่ยวในสวนสมุนไพรเป็นอย่างมากเพื่อการนี้มันกระทั่งให้การสนับสนุนอัจริยะหลายๆคนของตระกูลหั่วให้พัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายขั้นหั่วเฟยและหั่วฟู่ทายาทของตระกูลหั่วเองก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยอาศัยผลประโยชน์จากเรื่องนี้เช่นกัน
เวลานี้ความอยู่รอดทั้งหมดของตระกูลหั่วล้วนขึ้นอยู่กับผลงานของหั่วเฟยและหั่วฟู่แม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงที่ร้ายแรงทว่าหั่วพั่วจุนยังคงเชื่อมั่นว่าบุตรชายทั้งสองของมันจะมิทำให้มันต้องผิดหวังเป็นแน่
ก่อนหน้านี้มันย่อมได้รับข่าวสารเกี่ยวกับดินแดนเทพพฤกษามาบ้างกองกำลังของตระกูลหั่วและสำนักห้วงทมิฬจำนวนมากล้วนสามารถแย่งชิงตำแหน่งในการบุกเบิกพื้นที่สวนสมุนไพรวิเศษได้สำเร็จในขณะที่ฝ่ายสำนักพงไพรกลับสามารถส่งคนไปได้เพียงหยิบมือโดยเฉพาะในระดับขั้นราชันยุทธ์ น่าเศร้านักที่ตัวแทนของสำนักพงไพรบางคนมีระดับพลังเพียงแค่ขั้นรวมวิญญาณและขั้นเหนือมนุษย์เท่านั้นย่อมไม่สามารถแย่งชิงอันใดกับพวกมันได้
ขณะที่หั่วพั่วจุนตกอยู่ในห้วงแห่งความกระวนกระวายใจพื้นที่ค่ายกลเซียนพฤกษาพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเวลานั้นคนของตระกูลหั่วที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกต่างเร่งตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มของหั่วฟู่และหั่วเฟยจะสามารถออกมาได้อย่างปลอดภัย
แม้อนุเซียนของตระกูลหั่วจะได้ทำข้อตกลงไม่ยุ่งเกี่ยวกับสำนักพงไพรและดินแดนเทพพฤกษาทว่ามิมีผู้ใดกล้ายืนยันว่าสำนักพงไพรจะไม่ฉวยโอกาสนี้แย่งชิงผลประโยชน์และทรัพยากรที่พวกมันได้รับจากสวนสมุนไพรเนื่องจากทรัพยากรเหล่านี้โดยทั่วไปนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สำนักพงไพรอยู่เหนือกว่าสำนักอื่นๆในดินแดนเทพพฤกษามาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี
ด้านหน้าค่ายกลเซียนพฤกษาอนุเซียนตระกูลหั่วมีสีหน้ามืดครึ้มขณะที่กำลังพยายามแผ่ขยายประสาทสัมผัสค้นหาการเคลื่อนไหวของสำนักพงไพรอย่างต่อเนื่องมันตระหนักเป็นอย่างดีว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญและอันตรายที่สุดที่สามารถตัดสินชะตาชีวิตของตระกูลหั่วได้เลยทีเดียว
ทว่าไม่ว่ามันจะพยายามเพียงใดมันกลับไม่สามารถตรวจพบยอดฝีมือของสำนักพงไพรได้เลยแม้แต่ผู้เดียว
“บัดซบ เกิดอันใดขึ้นกับสวนสมุนไพรวิเศษกัน”เสียงสบถด่าด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขึ้นพร้อมกับร่างของคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกส่งออกมาด้านนอกพื้นที่ค่ายกลเซียนพฤกษาอนุเซียนตระกูลหั่วเผยสีหน้าโล่งใจเมื่อพบว่าหั่วฟู่ยังคงปลอดภัยดีแม้สมาชิกกลุ่มของมันจะลดน้อยลงจนน่าใจหายก็ตาม
“ฟู่เอ๋อ เป็นเช่นไรบ้างเจ้าได้ปฏิบัติภารกิจที่ท่านผู้นำสั่งเอาไว้สำเร็จหรือไม่” อนุเซียนตระกูลหั่วรีบเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
หั่วฟู่แค่นเสียง “ผู้อาวุโส ข้าและสหายล้วนพยายามอย่างเต็มที่ ทว่าระดับความยากของสวนสมุนไพรนั้นมากเกินไปอีกทั้งกลุ่มของข้าได้รับความเสียหายจากการลอบกัดของสวะจากสำนักพงไพรขณะที่กำลังต่อสู้อยู่กับสิ่งมีชีวิตมายาทำให้การเก็บเกี่ยวของพวกเรายากลำบากอย่างมากและไม่สามารถเข้าไปยังพื้นที่ส่วนลึกของสวนสมุนไพรได้สำเร็จ”
สีหน้าของอนุเซียนตระกูลหั่วพลันมืดมนลง“เช่นนั้นเจ้าเก็บเกี่ยวสมุนไพรวิเศษตามที่ท่านผู้นำตระกูลสั่งเอาไว้ได้มากน้อยกี่ส่วนกัน”
“ข้าเก็บมาได้เพียงหกส่วนเท่านั้นส่วนสมุนไพรที่มีค่ากว่านี้เกรงว่าจะต้องเข้าไปยังพื้นที่ส่วนลึกของสวนสมุนไพร” หั่วฟู่ส่ายหน้าด้วยความขุ่นเคือง “ผู้อาวุโสหากต้องการสมุนไพรอื่นๆพวกเราย่อมสามารถเฝ้ารออยู่ที่นี่เจ้าสารเลวซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ทั้งสองคนนั้นฉวยโอกาสที่พวกข้าปะทะกับสิ่งมีชีวิตมายาทำให้เข้าไปยังพื้นที่ลึกกว่าพวกข้าได้เล็กน้อยย่อมมีผลเก็บเกี่ยวที่ไม่เลวเป็นแน่”
อนุเซียนตระกูลหั่วมีสีหน้าอึมครึมลง “เรื่องนี้เป็นไปมิได้เวลานี้ตระกูลหั่วและสำนักพงไพรได้ตกลงที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวต่อกันอีกพวกเรายังต้องคาดหวังให้พวกมันยินยอมปล่อยเราออกไปจากดินแดนเทพพฤกษาเสียด้วยซ้ำเรื่องจัดการกับคนของสำนักพงไพรย่อมเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว”
“อันใดกัน เหตุใดพวกเราต้องหวาดกลัวสำนักพงไพรด้วย” หั่วฟู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “ข้าจะสังหารเจ้าเด็กสารเลวนั่นเพื่อให้มันชดใช้ที่กล้าลอบกัดข้าผู้นี้”
“โอกาสเดียวที่เจ้าจะสังหารมันได้ก็คือภายในสวนสมุนไพรวิเศษนั่นในเมื่อเจ้าไม่มีปัญญากระทำได้สำเร็จ เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะหลังจากที่นายน้อยเฟยกลับออกมาพวกเราจะเร่งไปจากดินแดนแห่งนี้ทันที” อนุเซียนตระกูลหั่วถอนหายใจเวลานี้มันทำได้เพียงภาวนาให้หั่วเฟยสามารถเก็บเกี่ยวผลลัพธ์มาได้มากพอให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์
“ผู้อาวุโส ขณะที่กำลังรอกลุ่มของหั่วเฟย หากพวกสำนักพงไพรที่เข้าไปในพื้นที่สวนสมุนไพรกลับออกมาพวกเราจะทำเช่นไรกับพวกมัน”คนของตระกูลหั่วผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ
“มิต้องยุ่งเกี่ยวอันใดกับพวกมันพวกเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าสำนักพงไพรวางกับดักอันใดเอาไว้หรือไม่แม้พวกมันจะยังไม่ปรากฏตัวบริเวณนี้แต่ข้ามิเชื่อเด็ดขาดว่าพวกมันจะปล่อยให้ศิษย์ยอดพฤกษาของพวกมันได้รับอันตราย” อนุเซียนตระกูลหั่วตัดสินใจอย่างเยือกเย็น
“เอ่ยถึงเรื่องนี้ภายในสวนสมุนไพรมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นหลังจากที่พวกข้าถูกลอบกัดโดยซ่งไป่หลางและรั่วอวี่จนพวกมันสามารถเข้าไปยังพื้นที่ส่วนลึกของสวนสมุนไพรได้ข้าได้เก็บเกี่ยวสมุนไพรที่พื้นที่รอบๆจนกระทั่งได้พบกับราชันยุทธ์กลุ่มหนึ่งจากสำนักพงไพรระหว่างที่กำลังจะกำจัดพวกมันอยู่ๆร่างของพวกมันก็หายไปต่อหน้าเราจากร่องรอยแล้วย่อมมิใช่วิชาสำหรับใช้หลบหนีแต่คล้ายกับห้วงมิติของสวนสมุนไพรดึงพวกมันออกไปต่างหาก” หั่วฟู่แค่นเสียงด้วยความไม่พอใจ
สีหน้าของอนุเซียนตระกูลหั่วแปรเปลี่ยนไปทันที“เจ้าว่าอันใดห้วงมิติของพื้นที่สวนสมุนไพรเกิดความเคลื่อนไหวรึทั้งยังช่วยเหลือคนของสำนักพงไพรเอาไว้”
“ถูกต้อง ข้ามั่นใจว่าสังเกตมิผิด” หั่วฟู่ตอบ
“เป็นไปมิได้ เซียนพฤกษาเจ้าของสวนสมุนไพรนี้ควรจะดับสูญไปนานมากแล้วย่อมมิมีผู้ใดสามารถบงการพื้นที่มิติได้อีก หรือว่าสำนักพงไพรจะ…” ความโกรธแค้นระคนหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าของอนุเซียนตระกูลหั่ว“แย่แล้ว หากเป็นดั่งที่ข้าคาดชีวิตของนายน้อยเฟยจะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอนอีกทั้งทรัพยากรที่เก็บเกี่ยวได้ก็อาจจะถูกแย่งชิงไปจนหมดสิ้น”
ลางสังหรณ์ของมันนับว่าถูกต้องยิ่งนักเวลานี้หั่วเฟยและกลุ่มของมันที่มีพลังขั้นจักรพรรดิฟ้าอีกหนึ่งคนรวมถึงจักรพรรดิปฐพีสามคนและจักรพรรดิมนุษย์ห้าคนทั้งหมดล้วนอยู่ในสภาพที่ถูกพันธนาการด้วยปรากการพฤกษาแม้หั่วเฟยจะทุ่มเทระเบิดพลังออกมาเพียงใดก็ไม่อาจสลัดหลุดจากพันธนาการนี้ได้
ดวงตาแดงก่ำของมันมองไปยังร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าร่างของเด็กหนุ่มที่มันเคยเกือบสังหารได้ก่อนหน้าที่จะเข้ามายังพื้นที่สวนสมุนไพรวิเศษมันไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดคนผู้นี้จึงปรากฏตัวในพื้นที่ขอบเขตจักรพรรดิอีกทั้งยังสามารถควบคุมบงการพฤกษาในพื้นที่สวนสมุนไพรได้ราวกับแขนขาของตน
ข้างกายของซ่งไป่หลางคือร่างงดงามของเหยาเสี่ยวฉานทว่าบนร่างนั้นกลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและบาดเจ็บอยู่แม้จะได้รับการช่วยเหลือจากโอสถทว่าอาการบาดเจ็บของนางนั้นร้ายแรงจนถึงอวัยวะภายในจึงทำให้ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยในการฟื้นฟูเยียวยา
นอกจากเหยาเสี่ยวฉานแล้วยังมีผู้อาวุโสจักรพรรดิฟ้าอีกหนึ่งคนที่อยู่ในสภาพดีส่วนอีกสองคนที่เหลือกำลังพักฟื้นเนื่องจากอาการบาดเจ็บรุนแรงจักรพรรดิฟ้าถึงสามคนแต่กลับถูกเล่นงานเช่นนี้ก็เพราะพวกมันถูกลอบโจมตีขณะกำลังปะทะกับสิ่งมีชีวิตมายาที่มีพลังขั้นอนุเซียน
หากมิใช่ซ่งไป่หลางยื่นมือช่วยเหลือเกรงว่าสำนักพงไพรจะต้องสูญเสียอย่างหนักกระทั่งศิษย์ยอดพฤกษาอันดับหนึ่งอย่างเหยาเสี่ยวฉานก็อาจถูกหั่วเฟยสังหารไปเสียแล้ว
ซ่งไป่หลางมองร่างของหั่วเฟยก่อนจะเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ“ข้าปล่อยให้หั่วฟู่และสหายไม่กี่คนของมันมีชีวิตรอดไปได้เนื่องจากพวกมันเพียงแค่สร้างความรำคาญให้ข้าเล็กน้อยเท่านั้นอีกทั้งข้าก็ได้ทำให้สหายของมันหลายคนตกตายไปก่อนหน้าอย่างไรก็ตามสำหรับเจ้าเป็นกรณีที่แตกต่างออกไป”
เด็กหนุ่มพลันย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าสู่สวนสมุนไพรเวลานั้นหั่วเฟยได้ลอบโจมตีอย่างแยบยลจนทำให้ซ่งไป่หลางเกือบจะได้รับอันตรายถึงชีวิตทั้งยังบีบคั้นให้เซี่ยหยางต้องเลือกที่จะลงมือ ดีที่รั่วอวี่ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้วใช้พลังจากของวิเศษที่ผู้อาวุโสรั่วมอบให้แก่นางจึงทำให้ทั้งสองรอดจากอันตรายและเข้าสู่สวนสมุนไพรวิเศษได้สำเร็จ
หั่วเฟยพยายามลอบสังหารมัน ไม่มีเหตุผลใดที่ซ่งไป่หลางจะปล่อยให้คนผู้นี้จากไปโดยง่าย
หั่วเฟยจ้องมองซ่งไป่หลางก่อนจะแค่นเสียงอย่างเย็นชา“เจ้าเด็กสารเลวเพียงแค่มีลูกไม้เล็กๆอย่าคิดว่าเจ้าจะสามารถทำสิ่งใดก็ได้ เจ้าคิดว่าพลังอันอ่อนแอของเจ้าจะสามารถทำอันใด? คิดจะสังหารข้าเจ้ายังไม่คู่ควร”
ซ่งไป่หลางหัวเราะ“คู่ควรหรือไม่ไม่จำเป็นที่ข้าต้องตอบเจ้า”
หากเป็นสถานการณ์ปกติซ่งไป่หลางย่อมไม่มีทางสังหารหั่วเฟยได้แน่นอนระดับพลังแตกต่างกันเกินไปจนเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามหลังจากที่สิทธิ์ในการควบคุมมหาพฤกษาและมิติสวนสมุนไพรได้ถูกถ่ายโอนให้แก่เจ้าของคนใหม่แล้วการสังหารหั่วเฟยก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
ในสภาพที่ถูกพันธนาการหั่วเฟยอยากต่อต้านก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ซ่งไป่หลางยื่นมือออกเบื้องหน้าก่อนจะหลับตาลงรวบรวมสมาธิอย่างตั้งใจ
เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนเอาไว้เพื่อสังหารศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตนเองหลายขั้นในที่สุดก็มีโอกาสได้ใช้งาน
เคล็ดหยาดวารีหมื่นสังหาร!!
-----------------------------------------------------------
กลับมาแล้วครับ ลงวันละตอนแบบอ่านฟรีจนถึงช่วงจบภาคนะครับ ขออภัยที่หายไปนานครับ