กำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess)

    ตอนที่37:เดิมพันของวรกุล

    ณ บริเวณทางเข้าลานประลองกลางอันโอ่อ่า กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ของโรงเรียนสหเวท สาขา 896 กลุ่มของตระกูลวรกุลยืนรวมตัวกันอย่างโดดเด่น พวกเขาคือตระกูลน้องใหม่ที่เพิ่งถีบตัวเองขึ้นมาเทียบเคียงเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งสยามได้ไม่นาน และการทดสอบคัดเลือกนักเรียนใหม่ในครั้งนี้ คือเดิมพันครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของตระกูล


    เจ้าตระกูลวรกุล ผู้มีใบหน้าคมคายแต่แฝงความเจ้าเล่ห์ ยืนสงบนิ่ง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ อย่างประเมินคู่แข่งและสถานการณ์โดยรวม บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากเมือง 896 อย่างสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ความรู้ และโอกาส แต่ก็แฝงไว้ด้วยการแข่งขันอันดุเดือด ข้างกายเขาคือทายาททั้งเจ็ดที่เขาตัดสินใจส่งลงสนามในครั้งนี้อย่างทุ่มสุดตัว


    คุณชายใหญ่ ทายาทอันดับหนึ่งผู้แบกรับความคาดหวังของตระกูล ยืนสงบเสงี่ยมแต่แววตาฉายความมุ่งมั่น ถัดมาคือ


    คุณหนูรอง ผู้มีดวงตาเฉี่ยวคมและไม่เคยยอมแพ้ใคร นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามซ่อนความกังวลไว้ภายใต้ท่าทีหยิ่งผยอง


    คุณชายสาม (วรินทร์) ผู้มีแววตาเจ้าเล่ห์คล้ายบิดา กำลังสังเกตการณ์ปฏิกิริยาของตระกูลอื่นอย่างเงียบๆ


    คุณชายสี่ (วรโชติ) ร่างกำยำกำหมัดแน่นด้วยความหงุดหงิดในสถานะของตระกูล


    คุณหญิงห้า (วรดา) สะบัดพัดในมือไปมาอย่างกระวนกระวาย ไม่ชอบบรรยากาศที่กดดันเช่นนี้เลย


    คุณชายหก (วรภพ) ยืนเงียบขรึม สังเกตการณ์ทุกสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด


    ส่วน คุณชายเจ็ด (วรัต) ยืนหลบอยู่หลังสุด ใบหน้ายังคงซีดเซียว แววตาหลุกหลิกอย่างเห็นได้ชัด


    "วันนี้สำคัญที่สุด" เจ้าตระกูลเอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่นจนทายาททั้งเจ็ดต้องตั้งใจฟัง "ตระกูลเราทุ่มสุดตัว ส่งพวกเจ้าทั้งเจ็ดคนเข้าทดสอบพร้อมกัน ต้องคว้าอันดับดีๆ มาให้ได้อย่างน้อยสองคน! โดยเฉพาะเจ้าใหญ่ เจ้ารอง ความหวังของตระกูลส่วนใหญ่อยู่ที่พวกเจ้า!"


    "ขอรับ ท่านพ่อ! ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!" คุณชายใหญ่ตอบรับเสียงหนักแน่น


    "ข้าก็จะทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ!" คุณหนูรองกล่าวเสริม ดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่น


    "พวกข้าก็จะพยายามเต็มที่ขอรับ/เจ้าค่ะ!" คุณชายสาม, สี่, ห้า, หก กล่าวตาม แม้จะรู้ดีว่าความสามารถของตนยังห่างชั้นกับพี่ใหญ่และพี่รองอยู่มาก


    "แล้วเจ้าล่ะ เจ็ด?" เจ้าตระกูลเหลือบมองลูกชายคนเล็กที่พยายามหลบอยู่หลังสุด "หวังว่าคงไม่ก่อเรื่องอะไรน่าอับอายอีกนะ" น้ำเสียงนั้นเย็นชาและเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่ถึงกับตัดขาด แต่ความตามใจที่เคยมีให้ก็แทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของวรัตส่งผลกระทบต่อตระกูลอย่างรุนแรงเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ


    "ขะ...ข้า จะพยายาม...ขอรับ ท่านพ่อ" วรัตก้มหน้าตอบเสียงสั่น เขารู้สึกได้ถึงสายตาดูแคลนและรังเกียจจากพี่น้องทั้งหกคนที่มองมา เขาคือตัวปัญหา คือจุดด่างพร้อยของตระกูลในสายตาของทุกคน


    "สถานการณ์ของเราไม่สู้ดีนักจริงๆ" คุณชายใหญ่หันไปพูดกับน้องสาวคนรองเสียงเบา "การพลาดท่าเรื่องนังเด็กณิชานั่น ทำให้เราเสียทั้งหน้า เสียทั้งงบประมาณมหาศาล แถมยังชวดการสนับสนุนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านพ่อหวังไว้อีก"


    "ข้ารู้ดี ท่านพี่ใหญ่" คุณหนูรองขบกรามแน่น "ตอนนี้เจ้าเมืองยิ่งได้ใจ ขูดรีดพวกเราหนักข้อขึ้นทุกวัน เพราะรู้ว่าเรายังไม่มีที่พึ่งในโรงเรียนสหเวทเหมือนหกตระกูลเก่านั่น พวกนั้นส่งลูกหลานเข้ามาได้ถึงสองรุ่นแล้ว มีเส้นสาย มีอำนาจต่อรอง แต่พวกเรา..."


    "ข้าได้ยินท่านพ่อปรารภเรื่องประวัติศาสตร์เมืองสยามบ่อยๆ" คุณชายสาม (วรินทร์) แทรกขึ้น "ที่ว่าเดิมทีมีหกตระกูลใหญ่ แต่ตระกูลที่หกถูกกวาดล้างไปหลังสงครามคราวนั้น เพราะขุนพลของพวกเขาดันไปสร้างบารมีข่มเจ้าเมืองเข้า... นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้หกตระกูลที่เหลือไม่กล้าแข็งข้อกับเจ้าเมืองสินะขอรับ?"


    "ถูกต้อง" คุณชายใหญ่พยักหน้า "เจ้าเมืองสั่งกำจัดตระกูลนั้นจนสิ้นซาก เหลือเพียงเจ็ดตระกูลอย่างทุกวันนี้ พวกตระกูลเก่าแก่เขารู้เรื่องนี้ดี มันเป็นเหมือนคำเตือนที่ส่งต่อกันมา ว่าอย่าได้คิดลองดีกับอำนาจสูงสุด"


    "แต่ตระกูลเราเพิ่งจะก้าวขึ้นมาเทียบเคียงพวกเขาได้ไม่นาน" คุณหญิงห้า (วรดา) บ่นอุบ พลางพัดวีตัวเองแรงขึ้น "รากฐานเรายังไม่มั่นคง ธุรกิจที่สร้างมาก็ถูกคนครหาว่าใช้เล่ห์เหลี่ยมชักชวนคนเป็นทอดๆ น่ารำคาญจะตาย!"


    "นั่นยิ่งทำให้เราต้องรีบหาที่พึ่งพิงที่มั่นคงกว่าเดิม!" คุณชายสี่ (วรโชติ) เน้นเสียงอย่างหงุดหงิด "โรงเรียนสหเวทคือเกราะคุ้มภัยชั้นดีที่สุดในตอนนี้! ถ้าเรามีคนของเราอยู่ในนั้น สร้างสายสัมพันธ์กับอาจารย์หรือตระกูลอื่นได้ เจ้าเมืองก็จะไม่กล้ามา 'สูบเลือดสูบเนื้อ' พวกเราตามอำเภอใจอีกต่อไป!"


    "เดิมทีข้ามีข้อตกลงกับทางวิหารฯ แลกกับการจับตัวนังเด็กณิชานั่น..." เจ้าตระกูลกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ซึ่งที่จริงแล้วเจ้าตระกูลไม่ได้รู้ว่าคนที่เสนอให้เขาจะแค่หลอกใช้เขาเท่านั้น


    "...แต่กลับเหลวไม่เป็นท่า! นางกลับหนีรอดไปเข้าสังกัดวิหารฯ เสียเอง! แถมสถานะทางการคลังของตระกูลก็ย่ำแย่อย่างหนักจากการทุ่มตามล่านาง... ตอนนี้โรงเรียนสหเวทคือทางรอดเดียว! พวกเจ้าทั้งเจ็ดต้องเข้าไปให้ได้อย่างน้อยสองคน! ต้องสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลเราในที่แห่งนี้ให้ได้! เข้าใจหรือไม่!"


    "ขอรับ/เจ้าค่ะ!" ทายาทวรกุลทั้งเจ็ดรับคำอย่างหนักแน่น ความกดดันและความหวังของตระกูลทั้งหมดฝากไว้ที่พวกเขาในการทดสอบครั้งนี้


    ขณะที่ตระกูลวรกุลกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ผู้นำและตัวแทนจากตระกูลใหญ่อื่นๆ ก็เดินเข้ามาทักทายตามมารยาท แต่บทสนทนาก็แฝงไปด้วยการหยั่งเชิงและคำเหน็บแนมอย่างไม่ปิดบัง


    "ท่านวรกุล ปีนี้ทุ่มสุดตัว ส่งทายาทลงแข่งตั้งเจ็ดคนเชียว! ไม่ทราบว่าเตรียมตัวกันมาดีแค่ไหน หรือแค่ส่งมาให้ครบๆ เท่านั้น?" ท่านผู้เฒ่ารัชโยธินยิ้มเยาะ ถามอย่างตรงไปตรงมา


    "ก็ขอให้ได้อย่างน้อยสักคนสองคนกลับไปประดับตระกูลบ้างนะเจ้าคะ อย่าให้เหมือนสองปีที่ผ่านมา ที่ไม่มีชื่อตระกูลวรกุลในการทดสอบเลย" ท่านหญิงวรางตกุลกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มหวาน แต่คำพูดนั้นเชือดเฉือนยิ่งนัก


    เจ้าตระกูลวรกุลได้แต่ฝืนยิ้มรับคำทักทายเหล่านั้น พยายามเก็บงำความไม่พอใจไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม


    ไม่เพียงแต่ผู้นำ เหล่าทายาทลำดับรองของตระกูลอื่นก็จับกลุ่มซุบซิบและส่งสายตาดูแคลนมาทางพวกวรกุลอย่างเปิดเผย


    "ดูพวกวรกุลสิ ขนกันมาทั้งบ้านเลย สงสัยกลัวจะไม่มีใครสอบติดสักคน" อัคคี คุณชายลำดับสี่จากตระกูลรัชโยธิน หัวเราะเสียงดังกับเพื่อนๆ


    "ก็ตระกูลเพิ่งตั้งได้ไม่นานนี่นะ จะไปมีเด็กเก่งๆ เหมือนพวกเราได้ยังไงล่ะยะ" ดารา คุณหนูคนรองจากตระกูลนันทกุล เชิดหน้ากล่าวอย่างดูถูก "ข้าว่าพวกนางคงตกรอบแรกกันหมดนั่นแหละ คอยดูสิ!"


    คำพูดเหล่านั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจพวกวรกุลทั้งเจ็ดคน พวกเขาได้แต่กำหมัดแน่น เก็บความแค้นและความอัปยศอดสูนี้ไว้ รอวันที่จะได้พิสูจน์ตัวเองในการทดสอบ


    "และบัดนี้ ขอเชิญทุกท่านพบกับคณะผู้เข้าทดสอบจาก วิหารศักดิ์สิทธิ์ สาขา 896!"


    เสียงประกาศอันทรงพลังจาก คุณครูสหเวทย์ ผู้ทำหน้าที่พิธีกรบนเวที ดังขึ้น ดึงความสนใจของทุกคนในบริเวณนั้นทันที ทุกสายตาจับจ้องไปยังทางเข้าหลักของลานประลอง


    กลุ่มสตรีในชุดนักบุญสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ เดินเรียงแถวเข้ามาอย่างสง่างาม นำโดยผู้อาวุโสนักบุญทั้งสี่ท่าน คือ มทินา, สาธิตา, นุสา และสุธีรา รัศมีความงามและความศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากพวกนาง ทำให้บรรยากาศที่เคยจอแจเงียบลงไปชั่วขณะ


    "โอ้! วิหารศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว!"


    "งดงามเหนือคำบรรยายจริงๆ!"


    "นั่นท่านรุจีใช่ไหม ศิษย์เอกท่านมทินา ที่ใช้ไฟน่ะ!"


    "ส่วนคนนั้นมาริน ผู้งามเงียบขรึม!"


    "ท่านเชียร์ร่าก็มาด้วย ปีนี้ศิษย์ท่านมทินาส่งเข้าประกวดครบทีมเลย!"


    "แล้วศิษย์ท่านสาธิตาล่ะ? คนไหนคือสินี? แล้วโชติกาเล่า?"


    "มุณีกับราตรีก็งดงามไม่แพ้กันเลยนะ!"


    เหล่าคุณชายจากตระกูลต่างๆ ต่างส่งเสียงชื่นชมและซุบซิบถึงความงามและชื่อเสียงของเหล่านักบุญ โดยเฉพาะศิษย์เอกของผู้อาวุโสแต่ละท่านที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว พวกนางคือดอกไม้งามแห่งเมือง 896 ที่ชายหนุ่มมากมายใฝ่ฝันถึง


    "แต่ข้าได้ยินข่าวลือมาว่า มีคนใหม่ที่เพิ่งสร้างเรื่องใหญ่โตกับตระกูลวรกุลไปเมื่อไม่นานนี้ นางก็มาด้วยนี่" คุณชายคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น


    "จริงรึ? ใครกัน? คนที่ทำให้วรกุลต้องประกาศจับไปทั่วเมืองน่ะรึ?"


    "ก็... 'เจ้าสาวสีเลือด' ไงเล่า! ได้ยินว่างามล่มเมืองชนิดที่ทำให้คุณชายเจ็ดวรกุลคลั่งไคล้ แต่ก็โหดเหี้ยมไม่เบา สังหารทหารไปเป็นเบือ ทำให้วรกุลเสียหน้าไปยกใหญ่!"


    ทุกสายตาเริ่มสอดส่ายมองหาบุคคลในข่าวลืออย่างตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น


    และแล้ว... ท่ามกลางกลุ่มนักบุญที่สง่างามนั้น ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ปรากฏชัดเจนขึ้น นางเดินตามหลังกลุ่มของมทินามาอย่างเงียบๆ แม้นางจะสวม ผ้าปิดปาก ผืนบางไว้ แต่รัศมีความงามอันโดดเด่นที่ไม่อาจปิดบังได้ ดวงตาสีฟ้าใสอันเป็นเอกลักษณ์ และชุดนักบุญแถบเงินที่บ่งบอกสถานะ ก็ทำให้ทุกคนที่ได้ยินข่าวลือเริ่มคาดเดาได้ไม่ยากว่านางคือใคร!


    ทันใดนั้น! คุณชายใหญ่วรกุล ที่จ้องมองกลุ่มวิหารฯ อยู่ก่อนแล้ว ก็เบิกตากว้าง! เขายืนยันได้ทันทีจากแววตาและออร่าที่ไม่ธรรมดานั้น!


    "นั่น! นั่นมันนาง! ณิชา! เจ้าสาวสีเลือด!" เสียงตะโกนของเขาดังลั่นไปทั่วบริเวณ!


    เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นราวกับผึ้งแตกรัง! ทุกสายตาในลานประลอง ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก ต่างหันขวับมาจับจ้องที่ร่างของณิชาเป็นจุดเดียว! สายตาตกตะลึง! สงสัย! อยากรู้อยากเห็น! ชื่นชมในความงาม! หวาดกลัวในชื่อเสียง! และสายตาอาฆาตแค้นจากตระกูลวรกุล! ทุกความรู้สึกพุ่งตรงมาที่นางพร้อมกัน!


    ณิชาหยุดนิ่งอยู่กับที่ มือที่สวมผ้าปิดปากชะงักค้าง นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน แรงกดดันมหาศาลจากสายตานับพันคู่ถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก!


    ชั่วขณะหนึ่ง ลานประลองทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกการเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง ทุกสายตาเบิกกว้างด้วยความ ตกตะลึง ในสิ่งที่ได้ยินและได้เห็น ก่อนที่ เสียงพึมพำ จะเริ่มดังขึ้น... ค่อยๆ ดังขึ้น... และดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงกระซิบกระซาบจอแจไปทั่วบริเวณ!


    "เจ้าสาวสีเลือด... ตัวจริง!"


    "นางกล้ามาที่นี่ได้อย่างไร!"


    "งดงามสมคำร่ำลือ... ถึงจะไม่เหํดชัดๆก็เถอะ!"


    "ตระกูลวรกุลจะทำอย่างไรต่อไป?"


    ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และสายตาอยากรู้อยากเห็นนั้น รุจีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงระคนเป็นห่วงสหายใหม่ มารินขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เชียร์ร่าแม้จะยังคงสีหน้าเรียบเฉย แต่แว่นตาของนางก็ไม่อาจปิดบังแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยกับชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ที่ถาโถมเข้าใส่ณิชาได้!


    ตรงกันข้ามกับพวกนางโดยสิ้นเชิง ศิษย์จากสังกัดอื่น โดยเฉพาะมุณีและราตรี ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน ก่อนที่แววตานั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความริษยาอย่างรุนแรง!


    'ทำไมนังเด็กบ้านนอกนี่ถึงกลายเป็นจุดสนใจขนาดนี้!?' ความคิดนั้นดังก้องในใจ ราตรีกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ขณะที่มุณีเชิดหน้าขึ้นสูงกว่าเดิม แต่แววตากลับวาวโรจน์ด้วยความอิจฉาที่ไม่อาจปิดบัง มุมปากของสินีและโชติกากระตุกเล็กน้อย แม้จะพยายามเก็บอาการ แต่ความรู้สึกขุ่นเคืองที่ถูก รัศมีของตนถูกนังเด็กนั่นบดบัง ไปซึ่งๆหน้าก็ฉายชัดออกมา!


    'น่าหมั่นไส้ชะมัด! กลายเป็นตัวเอกของงานไปเสียได้!'


    ทางด้านเหล่าผู้อาวุโสนักบุญ นุสาและสุธีราต่างหรี่ตามองณิชาเขม็ง ประกายตาเต็มไปด้วยการประเมินและคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว ส่วนสาธิตานั้น แววตาฉายประกายลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม นางจ้องมองณิชาราวกับกำลังพิจารณาสินค้าชิ้นสำคัญที่หลุดมาถึงมืออย่างไม่คาดฝัน


    ก่อนที่ทุกสายตาจะเหลือบมองไปยังมทินา... ผู้อาวุโสนักบุญผู้เป็นอาจารย์ของเด็กสาวเจ้าปัญหา กลับยังคงมี รอยยิ้มบางๆ อันเป็นปริศนา ประดับใบหน้า ราวกำลังชมละครฉากใหญ่ที่นางเป็นผู้กำกับอยู่เบื้องหลัง! ความสงบนิ่งอันน่าขนลุกของนางช่างตัดกับความโกลาหลวุ่นวายรอบกายโดยสิ้นเชิง


    พิธีกรบนเวทีถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะเมื่อเห็นสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของโรงเรียนสหเวทที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ก็ยังเผลอโน้มตัวมาข้างหน้า แสดงความสนใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด


    ณิชา ผู้ซึ่งตอนนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของโลกโดยไม่ทันตั้งตัว ได้แต่ยืนนิ่ง สับสน และพยายามรวบรวมสติ... การทดสอบคัดเลือกที่นางตั้งใจมาเพื่อพิสูจน์ตัวเองและหาทางพบพ่อแม่ ยังไม่ทันจะเริ่มขึ้น แต่นางกลับต้องมาตกเป็นเป้าสายตาและเผชิญหน้ากับอดีตอันดำมืดและศัตรูเก่าเสียแล้ว!