ใต้หล้าโกลาหล (นิยายแปล)

    ตอนที่ 15 วังฉิน (3)

    ตอนที่ 15 วังฉิน (3)

            จางเอ่อร์นำพวกอาซิ่นจัดวางกำลังและสำรวจตรวจสอบรอบบริเวณตำหนักใหญ่ หลังแน่ใจแล้วว่าปลอดภัยก็ให้พวกอาซิ่นไปพักผ่อน ส่วนตัวเขากลับฝึกเพลงกระบี่อยู่ในลานตำหนัก

            เวลานี้สีท้องฟ้ายามสายัณห์ประสานรอบทิศ นอกลานอันกว้างใหญ่ แสงดาวอ่อนจางโปรยปรายลงมาอาบย้อมร่างจางเอ่อร์

            เขาแฉลบกายขึ้นจากพื้น เคลื่อนไหวราวดั่งมังกรแหวกว่ายขึ้นจากมหาสมุทร อาภรณ์สีหมึกพัดพลิ้วตามสายลม แสงคมกระบี่ในมือวนเวียนไม่หยุด ประดุจเทพเซียนเหาะเหิน

            ทุกสิ่งทุกอย่างในการเดินทางครั้งนี้สุดจะล่วงรู้ได้ เร่งรีบเดินทางมาหลายวันติดต่อกัน จางเอ่อร์ไม่ได้หยิบกระบี่ออกมาสักพักแล้ว เพื่อความปลอดภัยของเสวี่ยสวิน เขาจำเป็นต้องมั่นใจว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพดีพร้อมสมบูรณ์ทุกเมื่อ!

            เพราะเข้าสู่สมรภูมิมาตั้งแต่เด็ก วิชากระบี่ของจางเอ่อร์ไม่เพียงแต่ฝึกฝนจนบรรลุเข้าขั้นไร้ที่ติ ทุกวิถีกระบวนท่ายังเคลื่อนไหวอิสระทรงพลังห้าวหาญ มุ่งสังหารศัตรูในสนามรบ!

            ชั่วเวลาเดียวก็เห็นเพียงรอบกายจางเอ่อร์เปี่ยมด้วยปราณกระบี่แรงกล้าอหังการ ถึงขั้นเรียกได้ว่าหมื่นศัตรูไร้พ่าย!

            แปะๆๆ

            จางเอ่อร์เพิ่งเก็บกระบวนท่าก็ได้ยินข้างหลังมีเสียงปรบมือดังแว่วมา เขาพบว่ามีคนมาแอบมองตนเองนานแล้ว เพียงแต่ผู้มาปราศจากจิตสังหาร ตัวเขาเองจึงไม่ได้เคลื่อนไหวแสดงอาการ กลับคิดไม่ถึงว่าผู้มาจะเผยตนในเวลานี้

            จางเอ่อร์อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจใคร่รู้ เมื่อหันร่างไปมองก็เห็นคุณชายหน้าตาหล่อเหลาดูสง่าทรงภูมิคนหนึ่งเดินมาข้างหน้าช้าๆ สวมชุดผ้าดิ้นปักลายพื้นสีดำ ศีรษะครอบกวานทองคำ เอวคาดสายรัดประดับหยกอัญมณี

            ในใจพลันรับรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้มีฐานะไม่ธรรมดา จางเอ่อร์กล่าวคำพร้อมยกมือประสานคารวะ “จางเอ่อร์ฝึกกระบี่จิตจดจ่อ ไม่อยากรบกวนคุณชาย โปรดอภัยให้ด้วย!”

            ไหนเลยจะรู้ คนผู้นั้นพอเห็นจางเอ่อร์มีท่าทางเช่นนี้ กลับกล่าวคำเป็นเชิงขออภัยอยู่ในที “เห็นชัดว่าเป็นข้าต่างหากที่รบกวนท่านฝึกกระบี่!”

            ใบหน้าหล่อเหลาของจางเอ่อร์ปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน “คุณชายพูดเป็นเล่นแล้ว”

            คุณชายผู้นั้นมองประเมินจางเอ่อร์ตรงๆ ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “ได้ยินมานานแล้วว่าคุณชายจางเอ่อร์แตกฉานเก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊ องอาจกล้าหาญเหนือสามัญ วันนี้นับว่าได้เห็นแล้ว!”

            หลังมองอยู่นานครึ่งค่อนวันก็คล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ พลันประสานมือคารวะ “ฝูซูแห่งแคว้นฉิน ยินดีที่ได้พบ!”

            “ที่แท้ก็คือฝูซูโอรสองค์โตของฉินฮ่องเต้!” จางเอ่อร์รีบคารวะกลับ ทว่าในใจกลับยังไม่หยุดคิดกังวล

            คุณชายฝูซูผู้นี้มีชื่อเสียงดีงามเล่าขานกันภายนอกนานแล้ว กลับไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาในวันนี้ ตั้งใจจะมาไม้ไหนกัน

            “คาดว่าคุณชายจางเอ่อร์คงรู้ซึ้งว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายดายนักกระมัง” จู่ๆ ฝูซูก็พูดขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป

            จางเอ่อร์เองก็เปิดเผยไม่สะทกสะท้าน เพียงกล่าว “ในเมื่อรุดมาถึงแคว้นฉินแล้ว ย่อมเตรียมทุกอย่างพร้อม!”

            ฝูซูกล่าวคำด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านคิดว่าแคว้นฉินของข้าควรจะมอบเทียบยารักษากาฬโรคให้หรือไม่”

            ได้ยินดังนั้นจางเอ่อร์ก็เดินไปสองสามก้าว กล่าวคำเนิบๆ ไม่รีบร้อน “คุณชายฝูซูคิดว่าใต้หล้าควรแบ่งเช่นไร”

            “ใต้หล้า มิใช่ว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่าผู้นั้นก็ได้มากกว่าหรอกหรือ” ฝูซูถามด้วยความสงสัย

            จางเอ่อร์ผงกศีรษะ แต่กลับพูดเปลี่ยนประเด็นสนทนา “บ้านเมืองเข้มแข็งยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าย่อมช่วงชิงมาได้มากกว่า แต่ขอบังอาจถามคุณชาย บ้านเมืองเช่นไรจึงจะเรียกว่าบ้านเมืองเข้มแข็งยิ่งใหญ่”

            คราวนี้ฝูซูไม่ลังเลแล้ว เอ่ยตอบตามตรง “แน่นอนว่ายิ่งมีราษฎรมาก อาณาเขตแว่นแคว้นก็ยิ่งขยายใหญ่ ยิ่งแข็งแกร่ง!”

            “เช่นนั้นคุณชายคิดว่า ราษฎรและอาณาเขตแว่นแคว้นในใต้หล้านี้ควรแบ่งอย่างไร” จางเอ่อร์เดินขึ้นข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตาเฉียบคมจ้องมองฝูซูตรงๆ คล้ายต้องการมองทะลุเข้าไปในหัวใจเขา!

            ฝูซูถูกอีกฝ่ายจ้องมองก็ตกใจระคนสงสัย ทว่ายังคงเอ่ยคำด้วยความมั่นใจ “ย่อมต้องแบ่งตามเขตแดนของแคว้น!”

            “ผู้ดีชนชั้นสูงอย่างคุณชายฝูซูนี้ย่อมกำเนิดและเติบโตมาในเขตแดนแคว้นฉิน แต่คุณชายได้ลองคิดดูบ้างหรือไม่ หากราษฎรทั้งหลายย้ายครอบครัวออกจากแคว้นฉินไปยังแคว้นเว่ย แคว้นจ้าว ใต้หล้านี้ยังจะแบ่งเช่นไร”

            ครั้งนี้ฝูซูไม่ปริปากอีก กลับกันเขามุ่นคิ้วคิดใคร่ครวญขึ้นมา

            จางเอ่อร์เห็นดังนั้นก็พยักหน้าอมยิ้มแล้วกล่าวต่อ “พวกข้าขอยืมเส้นทางแคว้นเว่ยมุ่งตรงมายังเสียนหยาง จากชายแดนแคว้นฉินเป็นต้นมา ได้พบเห็นชาวบ้านมากมายต้องย้ายถิ่นสูญเสียที่อยู่เพราะไฟสงคราม ผู้คนมากมายแม้กระทั่งข้าวจะกินยังไม่มี! แต่ในเมืองเสียนหยางกลับเจริญรุ่งเรือง ฟุ้งเฟ้อรุ่มรวย คุณชายฝูซูคิดว่าแคว้นฉินที่เป็นเช่นนี้เข้มแข็งยิ่งใหญ่หรือไม่”

            ฝูซูส่ายหน้าเงียบๆ ไม่เปล่งวาจาแม้แต่คำเดียว

            “ใต้หล้านี้มิใช่ใต้หล้าของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง แต่คือใต้หล้าของปวงประชา! หากไม่มีชาวบ้านราษฎรก็ไม่มีกองทัพ ไม่มีกองทัพก็ไม่มีจักรพรรดิ เช่นนั้นแล้วยังมีอันใดให้เอ่ยถึงใต้หล้า!”

            กล่าวมาถึงตรงนี้ จางเอ่อร์ก็ไม่พูดอันใดต่ออีก กลับจ้องมองคุณชายฝูซูด้วยสายตาแรงกล้า

            ในที่สุดฝูซูก็เงยหน้าขึ้นมองจางเอ่อร์พร้อมเอ่ยคำอย่างจริงใจ “ข้าเข้าใจแล้ว! ใต้หล้านี้เดิมทีเป็นผืนแผ่นดินเดียว หากคิดสำเร็จการใหญ่ จิตใจก็ควรโอบอุ้มปวงประชาทั้งใต้หล้า มิใช่เลือกปฏิบัติตามเขตแดนแว่นแคว้น หาไม่แล้วเขตแดนนั้นกลับจะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ!”

            เมื่อเห็นเช่นนี้ ในที่สุดจางเอ่อร์ก็พยักหน้าคลี่ยิ้ม

            

            ฝูซูราวกับตื่นรู้พบทางสว่าง ไม่ถามเรื่องควรไม่ควรมอบเทียบยาให้อีก เพียงคำนับจางเอ่อร์อย่างเต็มพิธีแล้วขอตัวจากไป

    คล้ายกับเรื่องใต้หล้าโกลาหล (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน